การตรวจสอบถ่วงดุลการรวบรวมพยานหลักฐาน

“การตรวจสอบถ่วงดุลการรวบรวมพยานหลักฐาน”

โดย ดร. น้ำแท้ มีบุญสล้าง

17 ตุลาคม 2560

            พยานหลักฐานเป็นเรื่องสำคัญที่จะพิสูจน์ความจริงแห่งคดีและนำมาซึ่งคำพิพากษาของศาล การสร้างความเป็นธรรมในคดีจะต้องไม่มีหน่วยงานใดที่ “มีอิสระในการบิดเบือนพยานหลักฐาน” แนวทางการปฏิรูประบบสอบสวนในเรื่องการรวบรวมพยานหลักฐานตามแนวทางสากลของอารยประเทศจึงมี 4 เรื่องที่ประเทศไทยจำเป็นเร่งด่วนต้องปรับปรุง ดังนี้

  1. การสั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานของอัยการ ให้สั่งสอบเพิ่มเติมได้ตั้งแต่เริ่มต้นคดีไม่ต้องรอให้ส่งสำนวน และไม่ใช่การสอบสวนร่วมกัน เพราะอัยการมีอำนาจสั่งพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ให้สั่งรวบรวมพยานหลักฐานได้ทันท่วงทีตั้งแต่เกิดเหตุภายหลังจากได้รับรายงานเหตุคดีอาญาจากฝ่ายตำรวจ เพราะการอำนวยความยุติธรรมจะต้องเริ่มกระทำตั้งแต่ในชั้นรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อป้องกันการลักลอบบิดเบือนปกปิดพยานหลักฐานแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยลำพัง การให้อัยการมีอำนาจสั่งรวบรวมพยานหลักฐานสำคัญๆตั้งแต่เกิดเหตุนอกจากจะช่วยป้องกันการสูญหายหรือถูกทำลายของพยานหลักฐานก่อนส่งสำนวนแล้วยังทำให้อัยการมีเวลาพิจารณาเนื้อหาไม่ต้องรีบสั่งฟ้องคดีเพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนได้อย่างรอบคอบยิ่งขึ้น ไม่ต้องสั่งฟ้องคดีด่วนๆเพราะเกรงผู้ต้องหาจะหลบหนีในกรณีที่พนักงานสอบสวนจงใจล่าช้าหรือส่งสำนวนก่อนวันครบกำหนดฝากขังควบคุมตัวไม่กี่ชั่วโมง
  2. การริเริ่มการสอบสวนคดีของอัยการเพื่อเพิ่มทางเลือกในการคุ้มครองสิทธิประชาชน พนักงานอัยการสามารถริเริ่มคดีได้จากการแจ้งความร้องทุกข์จากประชาชนที่สำนักงานอัยการทั่วประเทศโดยมีเงื่อนไขสำคัญๆ คือ

2.1 หากเป็นกรณีพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจไม่รับแจ้งความหรือไม่รับดำเนินคดี

2.2 เมื่อคู่กรณีร้องขอความเป็นธรรมแต่พนักงานสอบสวนไม่ให้ความเป็นธรรม

2.3 กรณีเป็นคดีสำคัญๆ อันเป็นที่สนใจของประชาชน

การสั่งสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานตามข้อ 1 หรือการเริ่มคดีเองตามข้อ 2 อัยการสามารถพร้อมปฏิบัติงานได้จริง ซึ่งใช้กำลังพลไม่มากโดยมีพนักงานสอบสวนสังกัดสำนักงานอัยการช่วยสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้

  1. จะต้องมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่รักษาและบังคับใช้กฎหมายหลายหน่วยงานที่สามารถริเริ่มทำการสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ เพื่อสร้างระบบการสอบสวนทางเลือกในการตรวจสอบถ่วงดุลในชั้นการรวบรวมพยานหลักฐานและสามารถริเริ่มดำเนินคดีในข้อหาที่เกี่ยวข้องกันไปในคราวเดียว โดยหน่วยงานนั้นๆสามารถส่งสำนวนให้พนักงานอัยการได้เอง เพื่อป้องกันการดึงคดีล่าช้า การผูกขาดหรือบิดเบือนพยานหลักฐานและเพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกที่จะสามารถอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชนได้มากขึ้นโดยไม่ตัดอำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนฝ่ายตำรวจจึงไม่มีกรณีหน่วยงานต่างๆไม่พร้อมเพราะยังสามารถใช้บริการการสอบสวนช่องทางเดิมได้
  2. กรณีการจับกุมผู้ต้องหา ไม่ว่าเป็นการจับโดยหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่มีหน้าที่รับผิดชอบหน่วยใดก็ตาม เจ้าพนักงานผู้จับกุมจะต้องนำบันทึกจับกุมรายงานให้อัยการทราบโดยทันที เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือพฤติการณ์ที่กล่าวหาว่ากระทำความผิด ตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อกล่าวหาดังกล่าวว่ามีเหตุผลเพียงพอและข้อกล่าวหานั้น เป็นการกล่าวหาในฐานความผิดที่หนักเกินความเป็นจริงหรือไม่ โดยอัยการต้องพิจารณาอนุมัติว่ามีเหตุผลพยานหลักฐานอันหนักแน่นที่จะดำเนินคดีตามข้อกล่าวหานั้นเสียก่อน พนักงานสอบสวนจึงจะนำข้อกล่าวหานั้นไปขออำนาจศาลฝากขังต่อศาลตามระดับของฐานความผิดและเขตอำนาจศาลได้ ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน มิให้ถูกละเมิดสิทธิมนุษยชนจากการถูกกล่าวหาและควบคุมตัวระหว่างการสอบสวนนานเกินสมควรหรือโดยไม่จำเป็น อันเป็นการป้องกันมิให้เกิดการฟ้องร้องกลับเจ้าพนักงานของรัฐทั้งในทางอาญาและทางแพ่งให้ต้องรับผิดเพื่อการละเมิดให้ชดใช้ หรือต้องเยียวยาแก่ผู้ต้องหา หรือจำเลย ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2544 ซึ่งบัญญัติให้ความคุ้มครองสิทธิของจำเลย อันเนื่องมาจากการใช้ดุลพินิจหรือการกระทำของเจ้าพนักงานของรัฐในกระบวนการยุติธรรมที่เกินขอบเขต หากอัยการพิจารณาการจับกุมแล้วเห็นว่าพยานหลักฐานในคดีนั้นไม่เพียงพอ ก็จะต้องสั่งปล่อยตัวผู้ถูกจับในทันทีเพื่อคุ้มครองและป้องกันประชาชนซึ่งเป็นผู้ไม่มีความรู้ทางกฎหมาย จากการถูกรังแก ถูกกระทำอย่างเลือกปฏิบัติ หรือกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง จากการใช้อำนาจจับกุมหรือคุมขังโดยไม่ชอบ หรือโดยกลั่นแกล้งตามอำเภอใจ แม้จะเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ไม่ดีเพียงส่วนน้อยแต่ระบบที่ดีย่อมสามารถช่วยป้องกันคนบริสุทธิ์จากการถูกรังแกและป้องกันเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติดีส่วนใหญ่ไม่ต้องได้รับความมัวหมองไปด้วย

ระบบการสอบสวนแนวคิดใหม่นี้ เป็นไปตามมาตรฐานสากลเช่นเดียวกับประเทศพัฒนาแล้วทั้งหลาย ในความเป็นจริงแล้วการพัฒนาและปฏิรูประบบงานสอบสวนนั้น มีหลายด้านที่จำเป็นต้องกระทำอย่างเร่งด่วน อาทิ การเพิ่มงบประมาณ เพิ่มกำลังพล เครื่องมืออุปกรณ์การทำงาน ค่าตอบแทน การให้อำนาจตำรวจในการใช้เทคนิคการสืบสวนสอบสวนแบบพิเศษเพื่อรับมือกับอาชญากรที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมถึงความเจริญเติบโตก้าวหน้าในสายงานการทำงานเฉพาะของการสอบสวนเอง เป็นต้น แต่การยกระดับมาตรฐานและการปรับปรุงระบบสอบสวนโดยการเพิ่มทางเลือกในการดำเนินคดี และสร้างความโปร่งใสในระบบการตรวจสอบการรวบรวมพยานหลักฐานย่อมเป็นเรื่องสำคัญต่อการอำนวยความยุติธรรมทางอาญาที่จะส่งผลต่อการพิจารณาคดีและคำพิพากษาของศาล ระบบที่โปร่งใสนี้จะป้องกันการทุจริตแสวงหาผลประโยชน์ในคดีเพื่อเป็นหลักประกันสิทธิพื้นฐานสำคัญในชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินและเสรีภาพของประชาชน  ดังนั้นกระบวนการรวบรวมพยานหลักฐานจำเป็นต้องโปร่งใสไม่ผูกขาด ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอนจากหลากหลายหน่วยงาน ไม่มีหน่วยงานใดที่ “มีอิสระในการบิดเบือนพยานหลักฐาน” ทั้งนี้พนักงานสอบสวนผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตจะเกิดความเชื่อมั่นและมีอิสระอย่างแท้จริงในทางปฏิบัติหน้าที่ โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลจากการถูกแทรกแซงภายนอก จากสายการบังคับบัญชา จากผู้มีอิทธิพลต่างๆโดยเฉพาะอิทธิพลจากฝ่ายบริหารระดับสูงหรือฝ่ายการเมือง

 

edit 2 November 2017