การเดินทางสู่ผืนแผ่นดินอีสาน เรียนรู้วัฒนธรรม ตามรอยประวัติศาสตร์ ถอดรหัสการเมือง

วรชาติ เฉิดชมจันทร์ (คศน.5)

ในวันปฐมนิเทศได้รับฟังเรื่องราวของการก่อเกิด คศน. เห็นความมุ่งมั่นและความตั้งใจของผู้ใหญ่ในบ้านเมืองที่พยายามสร้างสิ่งดีๆ ให้กับบ้านเมืองนี้ เห็นพลังในการอยู่ร่วมกันของ คศน.รุ่นพี่

วันรุ่นขึ้นก็ออกเดินทางไปยังภาคอีสาน เพื่อเรียนรู้ความเป็นไปที่หลากหลายของประเทศ ก่อนอื่นต้องสารภาพก่อนเลยว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้ในรู้แบบทัศนศึกษาแบบนี้ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน แม้ในตอนแรกจะรู้สึกเมารถ เวียนศีรษะอยู่บ้าง แต่พอเวลาผ่านไปก็สามารถปรับตัวได้และรู้สึกสนุก ตื่นเต้น และท้าทายอย่างไม่น่าเชื่อ ถือว่าเป็นปรากฏการณ์แรกที่เข้ามาในความรู้สึก ทำให้เห็นว่าถ้าเราฉกฉวยโอกาสและบริหารจัดการกับเวลาที่ดี เราจะพบกับช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้ รู้สึกประทับใจและชื่นชมความตั้งใจความทุ่มเทของครูใหญ่ที่มีลูกเล่นลูกชนและองค์ความรู้ที่ท่วมท้นจนเราเองรับและย่อยไม่ทันกับเรื่องเล่าของครูใหญ่คนนี้เลย

เมื่อเริ่มต้นการเดินทาง กิจกรรมแรกเริ่มต้นด้วยการนำเสนอ Assignment จาก หมอโจ้ หมอวัฒน์ และพี่ตู่ เป็นบรรยากาศการฟังเรื่องราวที่แปลกใหม่ที่เกิดขึ้นระหว่างเดินทาง ก่อนฟังบรรยายเรื่องราวจากเพื่อนๆ ครูใหญ่เกริ่นด้วยเรื่องราวที่น่าสนใจทำให้เห็นว่า การเดินทางร่วมกันเป็นการเตรียมภาวะจิต ทำให้เราพร้อมในการทำความเข้าใจกับเรื่องราวที่ยังไม่รู้ และการนั่งฟังแบบไม่เห็นหน้า ทำให้เราลดทอนการตัดสินบางอย่างเปิดใจในการฟัง บรรยายจากเพื่อนๆ สร้างแรงกดดันให้กับเพื่อนที่ยังไม่ได้นำเสนออย่างมาก เนื้อหาที่นำเสนอลึกซึ้ง เชื่อมโยง เข้าใจง่าย ชวนฟัง และที่สำคัญไม่สามารถหาอ่านที่ไหนได้ จากนั้นเราไปเรียนรู้เกี่ยวกับวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร สระบุรี ต่อด้วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสมเด็จพระนารายณ์ ลพบุรี และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ เพชรบูรณ์ ระหว่างเดินทางไปพักค้างที่ อ.นครชัย พิษณุโลก เรามีกิจกรรมแลกเปลี่ยน ถกปัญหาอย่างสนุกและสร้างสรรค์ในประเด็นสำคัญของประเทศหลายประเด็น ทำให้การเดินทางในวันแรกเต็มไปด้วยความตื่นเต้น ลี้ลับ สนุกสนาน เป็นหนึ่งเดียว ทำให้พบเห็นว่า จักรวาลของความรู้นั้นยิ่งใหญ่จริงๆ

วันที่สองเป็นการเรียนรู้ผ่านปัญญาทั้ง 3 ฐานกับการเดินขึ้นอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จ.เพชรบูรณ์ ฟังบรรยายจากสหายอดีตทำงานร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ เรียนรู้เพื่อทำความเข้าใจกับแนวคิดการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์และกลุ่มนักศึกษาที่หนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่สำคัญเห็นความลำบากของคนกลุ่มนั้นขณะเดินทางบนแผ่นหินกับการมีชีวิตอยู่อยู่เพื่อเอาชนะอำนาจรัฐ

ตอนบ่ายเรียนรู้ระบบงานของโรงพยาบาลสมเด็จพยุพราชด่านซ้าย จ.เลย ฟังบรรยายและเรื่องเล่าจากผู้อำนวยการ (คุณหมอภักดี) เห็นการทำงานที่มุ่งเน้นผ่านการทำงานเพื่อการเติบโตของฐานใจ เชื่อมโยงกับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นเกิดเป็น “ท้องถิ่นภิวัฒน์” กับความมุ่งมั่นของบุคลากรของโรงพยาบาล เห็นความเรียนง่ายแต่ละเอียดอ่อนของคุณหมอภักดี เห็นความเป็นผู้นำแท้ที่มีความมั่นคงสามารถทำเรื่องที่เป็นไปได้ยากมากให้เป็นวิถีปฏิบัติของคนทั้งองค์กร ทั้งที่ภูหินร่องกล้าและ รพ.ด่านซ้าย มีความแตกต่างในเรื่องการต่อสู้เพื่อจัดการกับความสัมพันธ์ ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจรัฐที่ภูหินร่องกล้าและความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับโรงพยาบาล

วันที่สามของการเดินทางบนผืนดินอีสาน เริ่มต้นจากการปั่นจักรยานเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมวิถีชุมชน ตามเส้นทางที่ท่าน ผอ.รพ ด่านซ้าย ได้บุกเบิกไว้ เราปั่นออกไปได้ไม่นานก็พบการทำพิธีแก้บนบูชาผีตามความเชื่อความศรัทธาของชาวบ้านที่สืบทอดมาหลายร้อยปี จากนั้นปั่นจักรยานไปมนัสการพระธาตุศรี 2 รัก จุดนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการปกครองของผู้นำทางจิตวิญญาณที่อยู่กับชาวบ้านมาพร้อมกับความเชื่อเรื่องผี เห็นรูปแบบการปกครองและการสืบทอดความเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่ไม่ใช่เรื่องของอำนาจแข็งแต่เป็นการปกครองที่อยู่ร่วมกันกับคำว่า ศรัทธา ในตัวเจ้าพ่อกวง จากนั้นเราปั่นจักรยานไปพบกับเจ้าแม่เทียม ซึ่งเปรียบเสมือนผู้จัดการด้านพิธีกรรมฝ่ายหญิง ได้สนทนาและชื่นชมความสง่างามในตำแหน่งเจ้าแม่เทียมทั้งองค์ปัจจุบันและองค์ก่อน เห็นความงดงามในท่าทีที่ปฏิบัติกับแขกผู้มาเยือนได้อย่างประทับใจ เห็นรูปแบบของการรักษาด้านจิตใจเป็นที่พึ่งด้านจิตวิญญาณให้กับชาวบ้าน จากนั้นเราปั่นไปดูกังหันน้ำอายุหลายร้อยปีที่ทำหน้าที่วิดน้ำเข้าสวนเข้านาที่มีวิถีปฏิบัติพึ่งพาที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติในการอยู่ร่วมกันด้วยการแบ่งปันและเกื้อกูลของชาวบ้าน หลังจากนั้นเราปั่นไปยังวัดโพนชัย ไปดูโพรงพญานาคและพิพิธภัณฑ์ผีตาโขน สองวันที่ด่านซ้าย ได้เรียนรู้งาน ชีวิตและความเป็นมนุษย์จากรูปแบบการทำงานของรพ.ด่านซ้าย เรียนรู้กระบวนการท้องถิ่นวัฒนาและบริการที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยไม่ผลักไสความเชื่อเรื่องผีและจิตวิญญาณที่อยู่กับชุมชนมาอย่างยาวนาน

วันที่สี่ได้เห็นตัวเองอีกครั้งกับการเดินขึ้นเขา วัดภูทอก อ.ศรีวิไล จ.บึงกาฬ พบเห็นความกลัวและความเหนื่อยในการเดินบนที่สูงเลียบแนวผา พบว่าหลายครั้งถอดใจไม่ไปต่อ ทุกครั้งที่ถอดใจเรามักหาเหตุผมมาสนับสนุนให้เราต้องถอยออกจากจุดนั้นเสมอ ต้องขอบคุณ คุณหมอโกมาตร คุณหมอโจ้ (คูเมือง) ผู้คนที่เดินร่วมทาง ธรรมชาติ หินผา วิวสวยๆ และธรรมะที่อยู่ตามเส้นทางการเดิน ทำให้เรากลับมาอยู่กับตัวเอง ทำความเข้าใจอารมณ์และความรู้สึก และใช้สติถึงทุกก้าวที่เดินทางไปสู่เป้าหมายบนยอดเขา ทำให้เราเรียนรู้ที่จะทำความสัมพันธ์กับธรรมชาติ เสาไม้ทุกตน แผ่นไม้ทุกแผ่นด้วยความไว้วางใจ ช่วงบ่ายไปยังอนุสรณ์สถานจิตร ภูมิศักดิ์ อ.วาริชภูมิ สกลนคร ถือว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นยอดนักต่อสู้ที่วางอุดมการณ์และความเป็นประเทศไว้เหนือชีวิต ขอคาราวะด้วยหัวใจ ทำให้ได้เรียนรู้ที่จะทำใจให้ใหญ่ทำตัวให้เล็กบนพื้นฐานของความมั่นคงภายในจิตใจอย่างแท้จริง

วันที่ห้าการเดินทางสู่ผืนแผ่นดินอีสาน ช่วงเช้าเรียนรู้วิถีชีวิตปฏิบัติ พระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ วัดป่าสุทธาวาส จังหวัด สกลนคร ต่อด้วยการเรียนรู้วิถีปฏิบัติและประวัติความเป็นมาของ บุญราศี เชื่อมโยงกับการเมืองสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ณ วัดสองคอน จังหวัดมุกดาหาร จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมการทำงานเชิงรุกโดยเฉพาะงานกายภาพบำบัดชุมชนที่มีหัวใจความเป็นมนุษย์ โรงพยาบาลกุฉินารายณ์ จังวัดกาฬสินธุ์

วันที่หกเริ่มต้นเรียนรู้การดำเนินงาน “ตลาดศุกร์ ตลาดสีเขียว” เห็นถึงความจริงใจและความรับผิดชอบของผู้ค้า ค้าขายด้วยราคาชาวบ้านที่เป็นธรรม ไร้สารพิษ ที่สำคัญเป็นของที่ไม่สามารถหาซื้อได้ในห้างสรรพสินค้า อยากกิน อยากใช้ต้องที่นี่ที่เดียว ฟังคำบรรยายจากพระมหาสุภาพ พุทธวิริโย เกี่ยวกับ “หลุมพอเพียง” ขอคาราวะหัวใจของพระนักพัฒนาที่สามารถผสมผสานภูมิปัญญาบนฐานของความเข้าใจธรรมชาติที่ลึกซึ้งด้วยหลักการบริหารแบบรบแนวราบ

จากนั้นเดินทางไปลงพื้นที่ “ทุ่งศรีเมือง” จังหวัด อุบลราชธานี ฟังเรื่อง “กบฎผีบุญ” เรียนรู้วัฒนธรรมที่ วัดศรีเมือง เพื่อศึกษาประวัติศาสตร์และการใช้สัญลักษณ์ (สร้างพญานาควางทับจระเข้) ของการกดข่มอำนาจระหว่างประเทศ ดูหอพระไตรปิฏกกลางน้ำ จากนั้นเดินไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ต่อด้วยเยี่ยมชม “ผ้าซิ่นห่อคัมภีร์” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แสดงความใกล้ชิดของผู้หญิง ซึ่งเปรียบเสมือนกับการได้บวชเป็นพระของผู้ชายที่วัดศรีอุบลรัตนาราม และต่อด้วยการเยี่ยมชมวัดสุปัฎนรามวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดแรกในภาคอีสานที่เป็นสายธรรมยุทธ

วันที่เจ็ดมาเรียนรู้กับเรื่องราว อุดมการณ์ การทำงานและความฝันที่อยากเห็นอนาคตของ สหายรองและสหายแดง สองสามีภรรยาที่เคยเข้าป่าร่วมปฏิบัติการกับพรรคคอมมิวนิสต์ที่อนุสรณ์สถานวีรชนประชาชนอีสานใต้ จ.บุรีรัมย์ คนในยุคนี้แบบเราจะดูถูกไม่ได้เลยกับหัวใจของประชาชนคนตัวเล็กๆ ที่ไม่มี ranging ในสังคมที่พยายามจะทำทุกอย่างของประเทศสยามให้มีความเจริญรุ่งเรื่องแม้ต้องแลกด้วยชีวิต ขอคาราวะอย่างสุดซึ้งกับวีรชนผู้กล้าด้วยหัวใจ

วันที่แปดของการเดินทางสู่ผืนแผ่นดินอีสาน ตื่นเช้าเดินขึ้นปราสาทหินพนมรุ้ง และ ปราสาทหินเมืองต่ำ จ.บุรีรัมย์ เห็นความยิ่งใหญ่สวยงามและความยากลำบากในการก่อสร้างต้องใช้เวลาหลายร้อยปี เป็นอีกปรากฏการณ์ที่แสดงให้เห็นว่า การทำงานเรื่องใหญ่ๆ มีปัญหาและอุปสรรคมากมาย และไม่สามารถทำให้เสร็จสิ้นในเพียงชั่วคืน