ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์

คนข่าว ที่อยู่ในวิชาชีพนี้มา 29 ปี

หลังจากบังเอิญได้สัมผัสกับเรื่องราวความขัดแย้งตั้งแต่ 10 ขวบ เพื่อนของน้าที่มาเรียนในกรุงเทพฯต้องหลบมาอยู่ที่บ้านในจังหวัดจันทบุรีจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

เพื่อนของคุณตา ที่เป็นทหาร ขี่มอเตอร์ไซค์มาที่บ้านเพื่อบอกว่า ”อย่าให้ไอ้พวกนักศึกษาที่มาจากกรุงเทพมาพักที่บ้านนะ เดี๋ยวจะเดือดร้อน พวกนี้มันเป็นคอมมิวนิสต์” ตอนนั้นต้องไปหาที่นอนให้พวกน้าๆเหล่านั้นที่วัดข้างบ้าน ด้วย connection ส่วนตัวกับเด็กวัด

กระทั่งช่วงเรียนนิเทศศาสตร์ปีที่ 2 มีการปฏิวัติยึดอำนาจเมื่อ 9 กันยายน 2528 มหาวิทยาลัยกรุงเทพประกาศหยุดการเรียนการสอนให้นักศึกษากลับบ้าน เพราะเกิดเหตุฝ่ายปฏิวัติใช้ปืนใหญ่รถถังยิงถล่มเสาอากาศ สถานีวิทยุกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้สื่อข่าวต่างชาติ 2 คน เสียชีวิต จึงรีบกลับบ้าน มาเอากล้องถ่ายภาพของคุณพ่อแล้วนั่งแท็กซี่ไปกับเพื่อน บอกกับคนขับว่า”ไปตรงที่เขายิงกัน”

เมื่อไปถึงก็ได้สัมผัสบรรยากาศอึมครึม หวาดเสียว และสับสนอลหม่าน ถึงกับต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อทหารฝ่ายปฏิวัติเดินออกมาจากที่ตั้งแนวเพื่อมอบตัวกับทหารฝ่ายรัฐบาล ผู้คนที่นั่นคิดว่าจะเคลื่อนกำลังมาปะทะกันอีกจึงแตกฮือ

ช่วงเรียนปี 3 ก็หลงกลิ่นน้ำหมึกไปขอฝึกงานที่หนังสือพิมพ์บ้านเมือง ได้รับมอบหมายให้ บินเดี่ยวตั้งแต่วันแรกไปฟังสัมมนาเรื่องปัญหาเด็กด้อยโอกาสด้านต่าง ๆ หลายครั้ง มีผลงานปรากฎในหน้าข่าวสังคม พร้อม BY LINE (ชื่อผู้เขียนสกู๊ป) จากนั้นก็ตะลุยสนามข่าวหลากรูปแบบหลายลีลาในช่วงที่มหาวิทยาลัยส่งมาฝึกงาน ที่หนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น

เรียนจบก็ทำงานในที่ ๆ ฝึกงาน ช่วงนั้นสถานการณ์ชายแดนด้านกัมพูชา เกิดการสู้รบ มีผู้อพยพ ชาวบ้านทั้งไทยทั้งกัมพูชาเดือดร้อน บ้านแตกสาแหรกขาด

ทั้งหลายทั้งปวงทำให้เกิดข้อสรุปว่า ความขัดแย้งคือต้นเหตุของสงคราม และชาวบ้านคือผู้ได้รับผลกระทบ ผู้คนยากลำบากทุกที่ไม่เฉพาะที่ ๆ มีสงคราม รอบ ๆ ตัวล้วนแล้วแต่มีปัญหา

คละเคล้ากับปัญหาก็ระงมไปด้วยเสียงเรียกร้อง ตัดพ้อ ไปจนถึงก่นด่า “สื่อ” หรือ ”ไอ้พวกนักข่าว” ว่าทำไม ไม่ช่วยเหลือ มัวทำอะไรอยู่
พอไปทำข่าว ชาวบ้านก็ขอบคุณแล้วขอบคุณอีก ทั้งๆที่หลังจากนั้นปัญหาก็ไม่เห็นจะถูกแก้ไข

หมกมุ่นกับเรื่องเหล่านี้แบบลืมวันเวลาควบคู่กับการเป็นนักข่าวประจำ ”สายความมั่นคง” ได้เรียนรู้ วิธีการทำงาน แนวคิด หลักนิยมของกลุ่มอาชีพที่ทั้งสำคัญและถูกวิจารณ์มากที่สุด

เสียงปืน กลิ่นคาวเลือด คราบน้ำตา ที่พานพบทั้งจากปัญหาและความสูญเสีย ทำให้เกิดคำถาม

ทำไมโลกนี้มันมีแต่เรื่องเลวร้าย?
ทำอย่างไรเรื่องแบบนี้ถึงจะไม่เกิด?

คำตอบหนึ่งในขณะนั้นก็คือ ความฉ้อฉล การใช้อำนาจเหนือกว่ารังแก หลอกลวง เอารัดเอาเปรียบชาวบ้าน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ต้องเจอกัน

การขุดคุ้ย เปิดโปง แกะรอย สารพัดเท่าที่จะทำได้ ในสถานะ คนทำข่าวก็เกิดขึ้นแบบ โหม กระหน่ำ
เผชิญหน้า ท้าทาย หลายๆครั้ง ก็ต้องระวังตัว ถึงขนาดเปลี่ยนเส้นทางและเวลากลับบ้าน

ขนาดนั้นก็ยังมีช่วงหวุดหวิดจะสิ้นชื่อ

ขนาดนั้นก็ยังแก้ปัญหาได้แค่กระผีกริ้น

จนกระทั่งเริ่มเติบโตในสายงาน ก็เลยฝังหัวว่า

ด้วยวิธีการใดในสถานะของคนทำข่าวบ้างที่จะช่วยผ่อนเพลาสารพัดปัญหาได้
แค่ทำข่าวไปวัน ๆ ไม่พอแน่ ช่วยอะไรไม่ได้มากหรอก ….บอกกับตัวเองเช่นนั้น

จนกระทั่งได้เรียนรู้กับ ครูบาอาจารย์ ทั้งหลายจึงพบว่า ทักษะการสื่อสารกับคนจำนวนมากในเวลาเดียวกัน หากมาผนวกกับองค์ความรู้ต่อเรื่องราวหรือประเด็นนั้น ๆ เติมความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดสิ่งที่ดีกว่าแล้วละก็ มีสิทธิ์ลุ้นให้เกิด”ความเปลี่ยนแปลง”

ยิ่งมาเจอเพื่อนๆที่ทำงานด้านสังคม หวังจะขยับเขยื้อนปัญหาสารพัด คุยกัน ถกกัน เรียนรู้กัน ก็ยิ่งลงลึก เห็นบริบทของปัญหามากขึ้น ก็เริ่มเห็นช่องทางที่จะช่วยให้การ ขยับสังคม มากขึ้น

เช่นนี้แล้ว “การบ้าน”ในห้องเรียน คอศอนอ ที่กลายมาเป็น ”โครงการตลอดชีวิต” จึงบังเกิดเป็น

“โครงการสร้างการสื่อสารเพื่อการปฏิรูป” เนื่องเพราะไม่มีการปฏิรูปหรือการเปลี่ยนแปลงใดที่ไม่ใช้การสื่อสาร

นี่คงเรียกได้ว่า “งานแห่งชีวิต” เพราะมันมีจุดเริ่มต้นที่มากระแทกใจให้ขบคิดแล้วเคี่ยวกรำมาตลอดชีวิตจนตกผลึกผนึกแน่นแล้ว

รสชาดของ”การบ้าน”แรก ๆ ก็เหมือนซดน้ำแกงจืด เนียน ๆ ละมุนลิ้นแต่นานไปชักจะกลายเป็นต้มยำรสจัดจ้าน ยิ่งเจอเพื่อน พ้อง น้อง พี่ ที่หลากหลายได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ก็ยิ่งงอกเงย แบบย้ำความรู้เดิมเติมความรู้ใหม่

การทำงานตาม “พรอเจ็ก”กับมิตรสหายนั้นเอาเวลาพักผ่อนในวันหยุดไปเกือบหมด แต่ก็แลกมาด้วยความรู้ใหม่ ๆ ระคนกับความสนุกตื่นเต้นที่เริ่มเห็นความฝัน ชัดขึ้น แม้จะเทียบแค่แสงเทียนในคืนเดือนมืด

ได้ร่วมสร้างสิ่งใหม่ๆให้กับวงการการศึกษา

ได้กระจายวิทยายุทธการสื่อสารไปให้กับผู้คนหลากหลายทั้งในและนอกแวดวงวิชาชีพ

ได้ร่วมเติมความรู้สร้างความเข้มแข็งทางปัญญาให้กับผู้ที่ขาดโอกาสในดินแดนที่ห่างไกล

ได้ใช้วิทยายุทธจากคศน.ไปช่วยผ่อนเพลาปัญหาชาติแบบปิดทองฐานพระ

เหล่านี้ล้วนเป็นการกรุยหนทางถากถางเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ประชาชนเข้มแข็ง

ไม่ว่าใครจะมาเป็นผู้ปกครอง เผด็จการสุดขั้ว ประชาธิปไตยสุดลิ่ม ก็แค่กระพี้ มิได้มีความหมายหรือสลักสำคัญอะไรเลย

ความเข้มแข็งของประชาชนต่างหากคือ แก่น 

และถ้าจะถากเปลือกเจียนกระพี้ออกไป

การสื่อสาร นี่แหละคือเครื่องมือที่จะช่วยให้ถึง แก่น เร็วขึ้น

ยิ่งมีทักษะที่คมเท่าไหร่ เปลือกกระพี้ก็กระจุยกระจายเร็วขึ้น เท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นงานใด ที่ไหน เมื่อไร หากเป้าหมายเพื่อไปให้ถึง”แก่น”ดังกล่าวแล้ว นั่นล้วนเป็นสิ่งที่สนใจ และพร้อมจะร่วมเสมอ

บุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจ

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.ปยุตโต) ปรมาจารย์ด้านการสื่อสาร ผู้แจ้งต่อโลกว่าในพระไตรปิฎกมีวิชา การสื่อสารที่ยิ่งใหญ่ (ก่อน โทมัส เค เบอร์โร จะนำเสนอทฤษฎีการสื่อสารของเขา) และใช้การสื่อสารแบบเรียบง่ายผนวกกับองค์ความรู้ทั้งภายนอกภายใน สื่อสารพระธรรมจนจับใจผู้คนทั่วแผ่นดิน
ผู้ตอกย้ำว่า องค์ความรู้ที่ตกผลึกเมื่อมาผนวกกับทักษะการสื่อสารที่ล้ำลึก หากอยู่ในตัวผู้ใด ผู้นั้นย่อมทรงแสนยานุภาพที่จะสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ได้แบบไม่มีประมาณ

แม้จะขยับเขยื้อนเคลื่อนภูเขา ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้