ความหวังของลำห้วย

“เราต้องจัดการตัวเอง เพื่อปกป้องแผ่นดินเกิดของเรา” คำแถลงการณ์จังหวัดจัดการตัวเองของคนบูรพาทิศกว่าร้อยที่ดังกึกก้องในห้องประชุมของโรงแรมใหญ่ที่แปดริ้ว ทำให้ฉันนึกถึงอีกวงคุยหนึ่ง ต่างที่ ต่างทิศ ต่างเวลา ย้อนหลังกลับไปหนึ่งสัปดาห์พอดิบพอดี ที่นั่นฉันนั่งอยู่บนศาลาวัดท่ามกลางชาวบ้านคลิตี้ล่าง  อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

ตามคำบอกเล่าและชักชวนของหมอเต่า พญ.ฉันทนา ผดุงทศ ซึ่งคร่ำหวอดในวงการสิ่งแวดล้อม ทำให้ฉันกับเพื่อนๆ อดไม่ได้ที่จะติดตามคุณหมอเข้าไปถึงหมู่บ้านกลางป่าเขาราวกับอยู่ในดินแดนสนธยาแห่งนี้ เราใช้เวลากว่า 8 ชั่วโมงบนเส้นทางที่คนเมืองอย่างเราคงยากที่จะเรียกว่าถนน ได้ไปนอนในหมู่บ้านที่มีเรื่องเล่าเป็นตำนานย้อนหลังไปกว่าสิบห้าปี ไม่น่าเชื่อว่าหมู่บ้านเล็กๆที่มีชาวบ้านอยู่ เพียง 200 คนนี้จะเป็นข่าวหน้าหนึ่งของทุกสำนัก ทุกสื่อ ด้วยเหตุที่สวรรค์บนดินแห่งนี้ถูกเปลี่ยนชั่วข้ามคืนเพราะลำห้วยแห่งเดียวที่หล่อเลี้ยงคนในหมู่บ้านถูกสารตะกั่วปนเปื้อนจากเหมืองซึ่งอยู่เหนือขึ้นไป สัตว์เลี้ยงเริ่มป่วย ปลาและสัตว์น้ำในห้วยก็ทยอยตายลง เมื่อสื่อประโคมข่าวอย่างหนัก หน่วยงานราชการ นักการเมือง องค์กรพัฒนาเอกชน ในยุคนั้นก็เข้ามามากมาย หลากหลายความคิดความเห็น คนในหมู่บ้านได้รับการเจาะเลือดหาสารตะกั่ว เด็กๆที่มีสารตะกั่วสูงถูกนำตัวเข้าเมืองเพื่อให้ยาขับสาร ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำในห้วยและจับสัตว์น้ำกินได้ ความทุกข์ยากมาเยือนทุกหนแห่งในดินแดนแห่งนี้ แต่แล้วก็เหมือนกับที่อื่นๆเมื่อเรื่องราวค่อยๆเงียบหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ ความทรงจำของเพื่อนร่วมชาติก็จางหายไปเหมือนๆกับเหล่าผู้คนที่เคยมาเยือน สิบห้าปีผ่านไปมีเพียงกลุ่มองค์กรไม่กี่กลุ่มที่ยังทำงานกับชาวบ้านที่นี่เพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมและหนทางคืนชีวิตให้ลำห้วย

จนเมื่อต้นปี 2556 มูลนิธินิติธรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ ENLAW รวมกับชาวบ้านได้สร้างบรรทัดฐานใหม่แก่วงการสิ่งแวดล้อมเมื่อศาลปกครองตัดสินให้กรมควบคุมมลพิษมีความผิดในกรณีดังกล่าว โดยต้องจ่ายค่าชดเชยให้แก่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบและต้องทำการฟื้นฟูลำห้วยที่ตอนนี้มีแต่สารตะกั่วตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งมายาวนานให้กลับมาเหมือนเดิม

การเดินทางมาครั้งนี้นอกจากมาเรียนรู้เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม มีทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวจากโรงพยาบาลรามาธิบดีมาด้วยเพื่อพูดคุยกับชาวบ้านและประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ ฉันได้ติดตามคุณหมอลงไปพูดคุยกับชาวบ้านซึ่งเป็นคนกระเหรี่ยงใช้ภาษากระเหรี่ยงเป็นภาษาหลักในการสื่อสาร มีคนพูดไทยได้บ้างแต่ไม่มากนัก เราได้ล่ามเป็นเยาวชนของหมู่บ้านที่ได้พาเราลงเยี่ยมบ้านและพูดคุย ปัญหาสุขภาพส่วนใหญ่ของคนที่นี่เป็นเรื่องโรคมาลาเรียที่ยังพบผู้คนป่วยเป็นโรคนี้เกือบทุกบ้านที่เราพูดคุย รวมถึงการเข้าถึงบริการสาธารณสุขที่มีความยากลำบากเพราะอยู่ห่างไกล แต่ปัญหาที่สำคัญอีกอย่างคือ การสัมผัสสารเคมีการเกษตร ซึ่งใช้กันมากแทบทุกหลังคาเรือน

ถึงแม้ไม่มีไฟฟ้าใช้ แผงโซล่าเซลพลังแสงอาทิตย์ก็นำความทันสมัย ความบันเทิงและความหวังแบบคนเมืองเข้ามาในหมู่บ้านอันห่างไกลนี้ ชาวบ้านบอกว่าพลังแบตเตอรีจากแสงอาทิตย์นี้ถูกแปรค่าเป็นจำนวนเรื่องของละครหลังข่าวที่พลังของมันจะสามารถส่งให้

เสียงสะท้อนผ่านคำสนทนากับชาวบ้านยังเป็นประจักษ์พยานอีกอย่างหนึ่งว่า ไม่ใช่เฉพาะคนภายนอกเท่านั้นที่ลืมเลือนเรื่องการปนเปื้อนตะกั่ว คนที่นี่ก็เริ่มชาชิน ความทรงจำร่วมเลือนหาย ความสำคัญเรื่องของปากท้องเข้ามาแทนที่เป็นอันดับหนึ่ง ทุนนิยมได้ย่างกายเข้ามาครอบงำทำให้ชาวบ้านได้พบวิบากกรรมรูปแบบใหม่ไม่ต่างจากพื้นที่อื่นๆในประเทศไทย เกษตรเชิงเดี่ยวและเกษตรพันธะสัญญาก็มีให้เห็นทุกหย่อมหญ้าบนเส้นทางการเดินเท้าในหมู่บ้าน ต้นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มองเห็นได้เต็มภูเขา ยางพาราต้นแคระแกรนยืนเป็นทิวแถวอยู่ข้างทาง เพราะการทำกินแบบนี้ชาวบ้านไม่ได้เป็นเจ้าของอะไรเลยตั้งแต่เมล็ดพันธ์จนถึงความรู้ในการเพาะปลูก ชาวบ้านจึงเริ่มเป็นหนี้และพบว่ายิ่งปลูกก็ยิ่งเป็นหนี้แต่ไม่ทำก็ไม่ได้เพราะไม่มีเงินมาใช้หนี้เก่า วนเวียนเป็นวัฎจักรพอกพูนไม่สิ้นสุด

ตามคำสั่งศาลปกครองหัวยคลิตี้นี้จะต้องได้รับการฟื้นฟูและวันหนึ่งข้างหน้าลำห้วยนี้ก็คงกลับมาเป็นความหวังของชาวบ้านอีกครั้ง แต่กระนั้นก็ตามสัมปทานเหมืองตะกั่วก็ยังมีอีกต่อไป และ อาจจะเพิ่มจำนวนมากขึ้น มนต์ขลังของแดนสนธยาแห่งนี้คงไม่อาจจะปกป้องแผ่นดินนี้ได้เฉกเช่นเก่าก่อน “เยาวชนต่างหากที่เป็นความหวังของหมู่บ้านนี้” คุณหนู จากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อมซึ่งคลุกคลีกับชาวบ้านคลิตี้มายาวนานบอกกับฉัน จากนี้ไปชาวบ้านคลิตี้ตัวเล็กๆเหล่านี้ต้องลุกขึ้นมาเป็นผู้กำหนดอนาคตของเขาเอง รัฐแบบรวมศูนย์อำนาจเคยล้มเหลวในการปกป้องชุมชนที่นี่มาแล้วครั้งหนึ่ง ถึงเวลาที่จะให้โอกาสชุมชนและจังหวัดได้จัดการกำหนดทิศทางตัวเอง ความท้าทายสำคัญคือทำอย่างไรที่เยาวชนที่นี่จะเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นพลเมืองที่มีสำนึกรักถิ่น มีส่วนร่วมในการตัดสินใจความเป็นไปในแผ่นดินเกิด และ ร่วมปกป้องสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรและวิถีชีวิตอย่างแท้จริง

ปิยะรัตน์ นิ่มพิทักษ์พงศ์ ผู้เขียน