คศน.6 ในพื้นที่ความทรงจำ: ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข

การตัดสินใจมาร่วมคอร์ส พัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ รุ่น 6 (คศน.6) ถือเป็นอีกการตัดสินใจที่ยากลำบากอีกครั้งหนึ่งในชีวิต ความอลหม่านในใจได้เดินมาเคาะประตูเรียกให้ตื่น และส่งสัญญาณให้เดินทางออกจากพื้นที่คุ้นเคยออกมาเปิดรับความท้าทายใหม่ๆ ด้วยว่าในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าหลังจากได้มาร่วม คศน.6 แล้ว ชีวิตของผู้เขียนก็จะต้องเปลี่ยนแปลงและออกเดินทางอีกครั้ง และดูเหมือนจะเป็นการเดินออกจากพื้นที่ปลอดภัยไปสู่ความท้าทายใหม่เช่นกัน จึงกลายเป็นเรื่องที่สร้างความหนักใจเพิ่มขึ้นเท่าทวี

เพื่อนใหม่ สิ่งแวดล้อมใหม่ ระบบใหม่ ความคาดหวังใหม่รวมไปถึงมีการเฝ้ารอและคาดหวังเพิ่มมากกว่าเดิม ต่างกันเพียงการย้ายที่ทำงานใหม่ก็เพื่อการขยับขยายไปสู่ตำแหน่งแห่งที่ต้องรับผิดชอบคนอื่นๆ มากยิ่งขึ้นและมีโจทย์ที่ท้าทายสำคัญการสร้างความเปลี่ยนแปลงและการสนองตอบต่อความคาดหวังที่รอให้ผู้เขียนเข้าไปบริหารจัดการ ขณะที่ คศน.6 นั้น ผู้เขียนรู้แต่เพียงว่าจะได้พบเจอเพื่อนใหม่ ที่เป็นผู้นำมาจากหลายพื้นที่และหลากหลายวงทำงาน

ผู้เขียนเป็นคนทำงานเพื่อขับเคลื่อนการจัดการปัญหาด้านสุขภาพในประเด็นทางด้านยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพคนหนึ่งในหลายสิบคน ที่เชื่อมโยงการทำงานกับเครือข่ายอื่นๆ บนฐานคิดที่ว่าหลายเรื่องและหลายประเด็นที่ทำงานนั้น ไม่สามารถจัดการปัญหาให้สำเร็จได้ หรือบางเรื่องสำเร็จได้เพียงชั่วคราวระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นแล้วปัญหาก็กลับคืนสู่สภาพเดิม จำเป็นต้องอาศัยการขยับปรับเปลี่ยนและใช้กลไกอื่นๆ ร่วมจัดการปัญหาด้วย

แม้จะยังไม่สามารถเห็นผล เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน แต่ผู้เขียนและเพื่อนๆ ในวงทำงานเชื่อและศรัทธาว่าเราสามารถทำให้สังคมเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นได้ และการเปลี่ยนแปลงนั้นๆ เราต้องลงมือทำเลย ไม่สามารถรอหรือเพ้อฝันได้ ขณะที่หลักสูตรเพื่อการเรียนรู้ ยกระดับ สร้างศักยภาพในปัจจุบันมีมากมาย หลักสูตรขัดเกลาตนเองมีให้เลือกจำนวนมากในปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลาที่ร่วมหลักสูตรผู้เขียนได้พบว่า คศน. เป็นคอร์สที่มากเกินกว่าการเรียนรู้ขัดเกลาหรือเสริมศักยภาพ แต่มันได้เปลี่ยนแปลงมิตรภาพให้เป็นพื้นที่เครือข่ายสร้างและพัฒนาหนุนเสริมการทำงานขับเคลื่อนความเปลี่ยนสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งพลังงาน หรือที่ คศน. หลายรุ่นเรียกว่า “oasis” ให้คนทำงานมีที่พักพิง เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อเติมพลังและเรียนรู้ส่งต่อความช่วยเหลือแก่กัน

ดังนั้นสิ่งที่ผู้เขียนได้รับจึงมากกว่าการพัฒนาตนเองเพื่อกลับไปพัฒนาสังคมและคนรอบข้างที่ต้องได้รับอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน แต่คือโอกาสแห่งพลังบวกที่จะสร้างความมุ่งมั่นให้ยังคงมีศรัทธาในงานที่ทำ เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นมากกว่า สิ่งเหล่านี้หาไม่ได้หากไม่ได้มาร่วม คศน.

พื้นที่แห่งความทรงจำ : CM 1 Leadership terrain and operating environment
เมื่อได้รับโอกาสได้มองย้อนกลับไปและทบทวนความทรงจำที่เกิดขึ้นตลอดระยะเวลา จนถึงระยะเวลาเกือบจะสุดท้ายใน CM 7 ที่มะขามป้อม อาร์ตสเปซนี้ ผู้เขียนมักจะมีภาพความทรงจำเกิดขึ้นในช่วง CM 1 Leadership terrain and operating environment ที่เพิ่งรู้จักและเรียนรู้กันและกัน ตลอดการเดินทางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ขึ้นมาเสมอ

198 ชั่วโมง ที่ได้เรียนรู้ร่วมกันทั้งจากเพื่อน คศน.6 ด้วยกันเองและจากผู้รู้ในท้องถิ่น ผู้ที่อยู่ร่วมใน เหตุการณ์ไปจนถึงผู้คนตัวเล็กตัวน้อยที่เป็นฟันเฟืองช่วยกันขับเคลื่อนระบบให้เดินไปข้างหน้า ได้ทำให้สิ่งที่เคย เห็นจนเคยชินรอบตัวผู้เขียนเปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงรอบตัวกลายเป็นเรื่องท้าทาย ความแตกต่างทาง ความคิดกลายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจและประณีตกับความรู้สึก ขณะเดียวกันจุดยืนและศรัทธาก็ยังคงสามารถ ดำรงอยู่ได้โดยไม่สูญเสียตัวตนไปกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

ก่อนเดินทางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ สิ่งที่ผู้เขียนยังคงจดจำและถูกนำมาปรับใช้ในปัจจุบัน คือสิ่งที่ พี่อธิคม คุณาวุฒิ ได้คลี่ให้เห็นความอลหม่านของโลกยุคปัจจุบันว่า ทุกคนเข้าถึงข้อมูลได้หมดและทุกคนก็มีอำนาจใน การยกประเด็นที่ตัวเองสนใจให้สาธารณะได้รับรู้ง่ายมากขึ้นกว่าอดีต
ซึ่งมีทั้งแง่มุมที่ดีและอันตรายไปพร้อมๆ กัน พี่อธิคมได้เสนอมุมมองต่อจุดยืนในโลกอลหม่านยุคนี้ว่า การมีจุดยืนที่มั่นคงไม่พลัดหลงไปตามกระแสที่ดึงดูดไปอยู่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะช่วยให้สามารถดำรงอยู่ในกระแส หลักที่เชี่ยวกรากอย่างในปัจจุบันได้ พร้อมกันนั้นก็ต้องช่วยกันสร้างพื้นที่สาธารณะไปด้วย

พร้อมกับเคารพในสิทธิของผู้คนในพื้นที่ดังกล่าวด้วย โดยสร้างวัฒนธรรมของการเคารพความรู้ที่จะ นำมาซึ่งข้อตกลงร่วมกันจะทำให้ไม่ต้องกลับมาเถียงในประเด็นที่ได้เคยตกผลึกแล้ว ให้ตั้งต้นจากการทำความ เข้าใจความรู้เดิมจึงค่อยหำเหตุผลต่างๆ มาสนับสนุนหรือรื้อถอนชุดความจริงนั้นต่อไป และสามเสาหลักคือ หลักสิทธิ เสรีภาพและความเสมอภาคก็ยังจำเป็นต้องคงอยู่และสร้างให้เกิดวัฒนธรรมของการรับผิดรับชอบ accountability โดยเชื่อว่าทุกคนผิดพลาดได้ ผิดแล้วก็ยอมรับ และขอโทษ กระบวนการให้อภัยก็ตามมา ซึ่ง เมื่อทุกคนรับรู้ถึงวัฒนธรรมนี้แล้วก็จะรู้การจัดวางตัวและท่าทีต่อสังคมเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
ปฐมบทของกองคาราวานจะเคลื่อนขบวนในเช้าวันรุ่งขึ้นแต่กิจกรรมในวันแรกนี้ได้เป็นเชื้อไฟให้ กลับไปตั้งคำถามกับตัวเองและสิ่งที่จะเจอตลอดการเดินทางว่าบทเรียนของผู้คนบนรายทางที่จะพบเจอว่าเค้า เหล่านั้นมีการปรับตัวอย่างไรและสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมได้อย่างไรโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองตกอยู่ ในกระแสความเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคสมัยที่พัดพาชวนให้จุดยืนของแต่ละคนค่อยๆสูญหายไป

การเดินทางลงสู่พื้นที่ภาคใต้ ศึกษาประวัติศาสตร์ที่วัดศรีสุริยวงศาราม, อุทยานประวัติศาสตร์พระ นครคีรี, วัดใหญ่สุวรรณาราม, ฟาร์มบางเบิดและสวนโมกขพลารามใหม่ ผู้เขียนได้พบกำลังใจที่ทำให้ตนเองไม่ ย่อท้อ หรือแม้จะท้อบ้างในบางโอกาสก็พร้อมที่จะลุกและดึงมือผู้คนรอบข้างให้เดินหน้ากันต่อไป เพราะผู้คน บนรายทางที่ล้วนผ่านนั้น ต่างเจอภาวะวิกฤตและความเปลี่ยนแปลงของชีวิตของแต่ละคนมาทั้งสิ้น แม้ว่าแต่ ละท่านจะมีเบื้องหลังที่แตกต่างในแง่ของที่มาและเป้าหมายของการกระทำ แต่สิ่งหนึ่งที่คล้ายกันคือการผ่าน ช่วงวันเวลาของความยุ่งยากด้วยสติ เชื่อในศรัทธาและมั่นคงในอุดมการณ์ในสิ่งที่ทำ ได้นำพาให้ชีวิตของ แต่ละท่านสร้างคุณประโยชน์และผ่านพ้นการเปลี่ยนแปลงที่บางครั้งอาจเกินกว่าที่จะคาดถึงไปได้

บทเรียนจากติดดาวก้าวสู่ติดดินของ รพ.สต.สี่แยกสวนป่า ของพี่วัฒน์ ธีระวัฒน์ แดงกระเปา คนใน พื้นที่ปลายน้ำของระบบสาธารณสุขและแลกเปลี่ยนซึมซับแนวคิดพี่วัฒน์ - ธีระวัฒน์ แดงกระเปา ผอ.รพ.สต.สี่ แยกสวนป่า จ.นครศรีธรรมราช ในฐานะบุคลากรทางสาธารณสุขเหมือนกันนั้น ได้ทำให้ผู้เขียนตื้นตันและมี ความหวัง ขบถทางความคิดและการพัฒนาผู้เป็นแกนนำยกระดับหน่วยงานให้เป็น "รพ.สต.ติดดิน" เข้าถึงและ เป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินให้ชาวบ้านเข้าถึงได้ง่าย สบายใจที่จะมาเสริมสุขภาพ ขณะที่งานประจำภารกิจ หลักไม่เคยพร่องและคนทำงานมีความสุข สนุกสนานในสิ่งที่ต้องทำ ควรจะทำและอยากทำ รพ.สต.สี่แยกสวน ป่า รพ.สต.ติดดิน ที่เชื่อมร้อยดาวจากใจชาว
บ้านมาถักทอให้เกิดพื้นที่สาธารณะสำหรับชุมชนอย่างแท้จริง

ผู้เขียนสัมผัสถึงความเข้มข้นในแนวคิดและการทำงานในแบบมีส่วนร่วม การหลุดจากกรอบเดิมๆ ของการทำงานและการแสวงหามิตรใหม่ๆ เพื่อร่วมกันอุ้มชูและผลักดันเป้าหมายร่วมกันนั้นมีความสำคัญมาก แม้ สิ่งแวดล้อมในการทำงานจะมีการเปลี่ยนแปลงรุนแรงไปมากน้อยแค่ไหนในอนาคต แต่อุดมการณ์ และศรัทธา ในสิ่งที่เชื่อร่วมกันจะผูกร้อยและดึงดูดกลุ่มคนเหล่านี้ให้มาร่วมมือกันผลักดันภารกิจให้สำเร็จลุล่วงไปได้ แน่นอน

ในพื้นที่สุดท้ายของการเดินทาง ณ จังหวัดปัตตานี พื้นที่ซึ่งยังคงคุกรุ่นด้วยความขัดแย้งบนความเชื่อ และความคิด ที่นี่ผู้เขียนได้สัมผัสกับผู้คน ชาวบ้าน นักคิด ผู้นำชุมชนทั้งมุสลิมและพุทธที่ล้วนแล้วแต่พูดถึง โอกาสในวันข้างหน้า สัมผัสได้ถึงความหวังบนเส้นทางอุดมการณ์ของแต่กลุ่ม

สิ่งที่ผู้ได้รับผลกระทบท่ามกลางความขัดแย้งในสถานการณ์ที่แปรปรวนหลายคนมักสรุปบทเรียนให้ เราได้รู้ ว่าในวันเวลาที่ "เห็นต่าง" ยังดำรงอยู่อย่างเข้มข้นในพื้นที่นั้นปฐมบทต้นทางเพื่อเข้าใจความขัดแย้ง ชายแดนใต้นั้นควรได้เริ่มต้นจากการทำความรู้จักกับอภัย จริงใจและสันติวิธี รู้เพื่อเข้าใจอย่างละเมียดละไมในความรู้สึกของการสูญเสียที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นเพราะเห็นต่างที่ซึ่ง สังคมไทยในวันนี้ส่วนใหญ่ก็ตกอยู่ในภวังค์และห้วงแห่งความแตกต่างทางความคิด จริงใจ-สันติวิธี เป็นบทเรียน จากการเป็นผู้สูญเสียที่คุณเด่นและทายาทสรุปไว้ให้เป็นทางเดินสู่การแก้ปัญหา

ความสนใจหนึ่งของผู้เขียนคือ การเคลื่อนงานและความคิดบนฐานข้อมูลวิชาการของ Deep South Incident Database - DSID เบื้องหลัง Big Data ที่ใช้ในการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนภาคใต้ที่ใช้ วิธีการทางสถิติเก็บและวิเคราะห์ ซึ่งสถานทูตหลายแห่งและหน่วยงานความมั่นคงของประเทศนำข้อมูลไปใช้ ต่อตามแนวทางของตนเอง

ผู้เขียนได้รับโอกาสจากคุณรอมฎอน ปันจอร์ บรรณาธิการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ได้นำพำให้ ไปเรียนรู้สิ่งที่ต้องทำให้เกิดขึ้นคือ เสรีภาพที่เท่าเทียม, อดทนต่อความแตกต่าง, รัฐภายใต้รัฐธรรมนูญและไม่ใช้ ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา “ขัดกันฉันท์มิตร ยอมรับในความแตกต่างของกันและกัน

การเดินทางไป "ปอเนาะ ดาลอ ปัตตานี" เพื่อรู้จักและพยายามไปให้ไกลกว่าเข้าใจและคำถามว่าเรียน ไปเพื่อประกอบอาชีพอะไร สำหรับผู้เขียนก็ได้หายสิ้นไปเมื่อได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนว่าระบบปอเนาะเป็นการ เรียนรู้ที่ไม่ได้แยกส่วนกับการใช้ชีวิต พัฒนาตัวเองเพื่อเป็นหลักให้คนรอบข้าง โดยมีคำสอนเป็นไฟส่องนำทาง

ระบบการเรียนรู้นี้ช่วยพัฒนายกระดับหรือสร้างคนกลุ่มหนึ่งให้เป็นภาระสังคมกันแน่นั้น สำหรับผู้เขียนคิดว่าอยู่ที่มุมมองของคนตั้งคำถามว่าเข้าใจอย่างไรกับความแตกต่างนี้ และแน่นอนว่าจะต้องเข้าใจ ความสัมพันธ์ที่ปอเนาะได้ไปเกาะเกี่ยวเชื่อมโยงอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามการเริ่มต้นยอมรับความแตกต่างว่ามีอยู่ และเข้าใจมันได้อย่างแท้จริงนั้นจะเป็นต้นทางให้ เรา-เค้า-ฉัน-เธอ ต่างเปิดใจรับและอยู่บนความแตกต่างได้โดย ไม่แบ่งแยก

ความกังวลใจเพราะไม่รู้จักใครเลย ความลังเลไม่แน่ใจในสิ่งที่กำลังจะพบเจอและต้องมาร่วมตลอด ระยะเวลา 1 ปีกว่าๆ ค่อยก่อตัวขึ้นในใจของผู้เขียนและสร้างความหนักใจในสิ่งที่กำลังจะทำนั้นว่าจะก่อให้เกิด ผลกระทบกับอีกสิ่งหนึ่งที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่เช่นกันมากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนพยายามทิ้งความลังเลและหวั่นไหวนั้นและเตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง

จากการเดินทางตลอด 9 วันใน CM แรก ลงสู่พื้นที่ภาคใต้เรียนรู้ในแง่มุมต่างๆ และเรียนรู้ซึ่งกันและ กันตามที่ได้กล่าวในข้างต้น ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญซึ่งทำให้ความรู้สึกของผู้เขียน ก่อนที่จะมาเข้าร่วม คศน.ได้ค่อยๆ จางหายไปในที่สุด

เหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต วิธีคิดที่เปลี่ยนอนาคต ผู้เขียนเป็นเด็กสายวิทย์ฯ ที่เพื่อนส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายกัน เติบโตในชุดความคิดและกระบวนการที่ ขณะที่เพื่อนแบบประถมซึ่งมีความหลากหลายนั้นค่อยๆ หายไป ท้ายที่สุดชุดความคิดก็จะมี เหลืออยู่แค่ชุดความคิดหลักชุดเดียว ผู้เขียนตั้งใจมาเรียนรู้จากเพื่อนที่หลากหลาย ซึ่งเป็นผู้นำในพื้นที่ทำงานต่างๆ เป็นหลักและถ้าจะมีโอกาสบ้างก็คือการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และสนทนาซึมซับความคิดของคนเหล่านั้น ในท้ายที่สุดแล้วผู้เขียนได้พบว่าตัวเองนั้น ได้รับโอกาสจากเพื่อนและผู้คนรอบข้างเพื่อนเหล่านั้นมาก กลับรู้สึกผิดเสียมากกว่าที่ช่วยสนับสนุนและส่งเสริมเพื่อนได้น้อยกว่าที่ควรจะทำได้

ขณะเดียวกันผู้เขียนได้ค้นพบสิ่งที่เปลี่ยนในระบบคิดของตัวเองที่ชัดเจนมากขึ้นภายหลังได้เรียนรู้ใน CM 4.1 Philosophy and Practical Wisdom ปรัชญาและภูมิปัญญาปฏิบัติ โดยเฉพาะในช่วงที่ได้เรียนรู้ จาก ศ.ดร.สมภาร พรมทา แม้ว่าผู้อ่านจะพบว่าการทำความเข้าใจปรัชญาเป็นเรื่องยาก ไม่สามารถอ่านแล้ว เข้าใจได้ในทันทีที่กวาดสายตาในครั้งแรก และแม้จะอ่านช้า 2-3 ครั้ง ก็ยังต้องมาอ่านช้าเพื่อยืนยันสิ่งที่เข้าใจ ก็ตาม

ซึ่งในช่วงที่แลกเปลี่ยนปรัชญาวิทยาศาสตร์ ที่มหาจุฬาฯ นั้นผู้เขียนจะไม่รู้เรื่องเลย ไม่สามารถต่อยอด หรือแลกเปลี่ยนอะไรกับใครรวมถึงอาจารย์ได้เลย แต่ผู้เขียนได้พบอะไรบางอย่างจากการได้ฟังในสิ่งที่ ศ.ดร. สมภาร ได้อธิบายซึ่งผู้เขียนสามารถเชื่อมได้
ซึ่งหลังจากการอบรมใน CM นั้นและผู้เขียนได้ตั้งต้นศึกษาสิ่งที่ ศ.ดร.สมภารได้สอนและบันทึก ถ่ายทอดไว้ใน Youtube มาต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดย Download เป็นไฟล์เสียงและฟังในรถตลอดเวลาที่เดินทาง เช่น พุทธปรัชญา, ปรัชญาแบบตะวันออก, นิติปรัชญาทำให้ผู้เขียนสามารถค่อยๆ ซึมซับและทำความเข้าใจ นำไปปรับใช้, อธิบายและเป็นฐานคิดในหลายโอกาส

ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข (คศน.6)
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู