ฉาย ‘แวว’ สื่อ : ณาตยา แวววีรคุปต์

อย่างที่รู้กันคน คศน. ประกอบด้วยคนหลายวิชาชีพ สื่อ ก็คือหนึ่งในนั้น พี่แวว ณาตยา แวววีรคุปต์ คือ คนที่เราชวนมานั่งคุย ตลอด 1 ชั่วโมงเราสรุปสั้นๆ ได้ว่า คนทำสื่อ คือ ผู้ทำให้ จิ๊กซอว์ ของภาพการเปลี่ยนแปลงนั้นปรากฏ และ รอวันที่จะมีคนมาต่อภาพนั้นเป็นการแก้ไขปัญหา เราจึงขอให้พี่แววเล่าภาพเก่าที่เคยต่อเมื่อปี 2553  ถึงแม้ผู้สื่อข่าวรายนี้จะออกตัวว่า “เรื่องนี้เรื่องเก่าแล้วยังอยากฟังอีกหรือ” เราพยักหน้าตอบรับ เพราะไม่เคยรู้เรื่องราวเหล่านี้  เรื่องราวที่เป็นที่มาของ ‘หลักประกันสุขภาพของคนไร้สถานะ’ 

โรงพยาบาลของเพื่อน

เริ่มต้นจากการที่สื่อไปทำข่าวคนที่เป็นคนไข้ของโรงพยาบาลที่เป็นหนี้ ปรากฏว่าไม่เพียงแค่โรงพยาบาลของหมอตุ่ยหรือโรงพยาบาลอุ้มผางเท่านั้น แต่โรงพยาบาลตามแนวชายแดน พบปัญหานี้หมดเลย เพราะงั้นเป็นปัญหาเชิงระบบแล้ว ไม่ใช่ปัญหาของหมอตุ่ย

หาคนเล่าปัญหา

เมื่อทำ เคสเล่าถึงปัญหาที่โรงพยาบาลต้องแบกรับ แต่ก่อนจะไปตรงนั้น เขยิบกลับมาที่โรงพยาบาล พี่ไปวางโครงเรื่องในการทำข่าว ที่น้องศรีอร ที่เป็นเคสผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งไม่มีหลักประกันสุขภาพ แต่ไปหาหมอ เพราะว่าหมอที่โรงพยาบาลใช้เงินประกันสังคมสงเคราะห์ ดูแลให้ คือไปหาหมอเมื่อไหร่ เราก็จะเห็นสภาพความเป็นจริง กว่าจะไปหาหมอได้ก็ต้องขี่มอเตอร์ไซด์ พาไปขออนุญาตอำเภอเพื่อออกนอกพื้นที่ ก็เป็นความลำบากชั้นหนึ่งแล้ว เขาต้องไปขอลายเซ็นต์จากอำเภอเพื่อออกนอกพื้นที่ เมื่อไปโรงพยาบาลหาหมอเสร็จ เขาก็ต้องเซ็นต์รับสภาพการเป็นหนี้ ของโรงพยาบาลคำณวนแล้ว ครอบครัวเขาเป็นหนี้กับโรงพยาบาล แล้วหลายล้าน แต่หนี้ก้อนนี้ไม่ได้หมายความว่า เขาต้องจ่าย คนที่รับผิดชอบแบกรับหนี้นี้คือโรงพยาบาล ตรงนี้คือปัญหาที่เห็นว่าระบบมันไม่รองรับ มันทำให้คนต้องอยู่ในสภาพแบบนี้  

เหตุผลเบื้องหลัง :การที่เล่าเคสแบบนี้มันทำให้เห็นชัด มันเห็นความเป็นมนุษย์ที่ไม่เท่ากัน ที่มันตกหล่น มันต้องมีอะไรเข้ามาแก้สิ จากตรงนี้ขยายไปโรงพยาบาลเป็นหนี้เท่าไหร่ 

เติมประเด็นเสริมที่แข็งแรง

ในช่วงเวลาเดียวกัน ก็เสนอไปอีกมุมหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มก็มีนักระบาดที่ทำโรคระบาดตามแนวชายแดน มันเป็นปัญหาของคนไร้สัญชาติ เพราะคนเหล่านี้มักถูกมองเป็นอื่น ไม่ใช่เราแต่เป็นเขา เป็นคนพม่าคนฝั่งโน้น 

รวบรวมข้อมูลเป็น 1 เพื่อพุ่งเป้าการสื่อสาร

จนกระทั่งข้อมูลทั้งหมด ถูกเรียบเรียงเป็น แถลงการ ของกลุ่มหมอชนบทที่มาเคลื่อนไหวสนับสนุน 

หาคนต่อ จิ๊กซอว์ 

‘หลักประกันสุขภาพของคนไร้สถานะ’ ใครเป็นตัวต่อจิ๊กซอว์ ตอนนั้นมีรัฐมนตรีกระโดดลงมาเล่น พอมันสำเร็จในทางนโยบาย คนที่ติดตามเรื่องนี้ก็ยังติดตามอยู่ มันไปได้ไปเรื่อยแต่มันก็ยังไม่สิ้นสุด 

ไม่รู้ว่านักข่าวมีหน้าที่เอาจิ๊กซอว์เหล่านั้นมาต่อกันหรือเปล่า แต่ที่พี่รู้ คือเราพบจิ๊กซอว์หลายๆตัว จิ๊กซอว์หลายตัวนั้นเมื่อนำมาต่อกัน มันจะกลายเป็นแนวทางแก้ปัญหา ที่ไม่ต้องมาทำอะไรให้มันซ้ำซ้อนกัน ไม่ต้องมีช่องโหว่ และมีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงมากขึ้น  

เวทีสาธารณะ เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือ ที่พี่แววใช้ในการหาทางออกร่วมกัน
ผ่านหน้าจอทีวีสาธารณะของประเทศมาอย่างยาวนาน เราจึงชวนให้พี่แววเล่าถึงเครื่องมือนี้
 

พื้นที่หารือ

พี่มีเครื่องมือที่เรียกว่า เวทีสาธารณะ พี่ตั้งคำถามจากจิ๊กซอว์แต่ละตัวเหล่านั้น และฝ่ายนโยบายที่เชิญมาเป็น ตัวต่ออีกตัว นั่นอาจมีส่วนที่ทำให้เห็นว่าเราควรร่วมกันทำอะไร เวทีสาธารณะมันทำได้หลายหน้าที่ แต่เรื่องหลักเลย คือมันต้องมีการปรึกษาหารือกัน มีการรับฟังกัน ซึ่งมันก็อยู่ในสภานั้นแหละ ซึ่งสภามันก็ทำหน้าที่ได้ในแบบตัวแทน แต่ว่าในภาคประชาชนภาคประชาสังคม ก็ยังมีอะไรอีกมาก ที่ไม่มีโอกาสที่จะใช้ ช่องทางประชาธิปไตยทางตรงได้ขนาดนั้น แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีข้อขัดแย้ง ปัญหาที่มันต้องมีการปรึกษาหารือ เพื่อที่จะได้แนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจน รอบด้าน เพื่อที่เอาไปใช้ ในการปฏิบัติ หรือตัดสินใจด้วยกัน หรือ แก้ปัญหาความขัดแย้ง พี่ว่าเวทีสาธารณะทำหน้าที่แบบนั้นค่ะ

 

สุดท้าย ในฐานะสื่อสารมวลชน ควรทำให้มวลชนเห็นอะไร

พี่ว่าในฐานะคนดูก็จะได้เห็นสิ่งที่มันเป็นเบื้องหลัง ของข่าวที่เห็น ข่าวที่เห็น เมื่อยุคนั้นหรือ ยุคนี้ คนเสพข่าวก็ดูอะไรที่มันตื่นเต้น ดูเรื่องคนตีกัน คนทะลาะกัน แต่อะไรคือเหตุผลเบื้องหลัง เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจ หรือ การมีส่วนร่วมด้วยการแสดงความคิดเห็น ก็จะเป็นการแสดงความคิดเห็น โดยมีข้อมูลและคำอธิบาย ที่ประกอบรอบด้าน แต่ไม่ใช่ให้เห็น เหตุการณ์นั้นที่เล่าเรื่องความรุนแรงแล้วก็จบไป โดยที่ไม่มีการเรียนรู้ใดๆเลย 

ถ้าไม่มีเหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง เท่ากับเราก็ไม่ได้เรียนรู้อะไรเลย คนตายก็ตายไปเงียบๆ ความขัดแย้งจบไปก็จบไปแบบเงียบๆ 

คำถามของพี่มันอาจจะกระตุ้นสิ่งที่มันอยู่ในใจของคนทำงานออกมา คนพูดก็คงรู้สึกดีด้วยเช่นกันในการเล่าสิ่งที่เขาคิดออกมา คือสิ่งที่มีมันก็ไม่ได้เล่าได้ทุกเรื่องนะ เราต้องคิดว่าเรื่องนี้มันมีประโยชน์อะไรต่อสังคม ไม่ใช่เเค่เรื่องนี้เป็นเรื่องเพื่อนเราแล้วเอามาออก แต่สังคมต้องได้อะไร