ฉือจี้ : เมตตาสงเคราะห์

มูลนิธิฉือจี้ องค์กรที่ได้ยินชื่อเสียงมานานในด้านการสร้างจิตอาสา พัฒนาจิตใจมนุษย์ที่หลายหน่วยงานในประเทศไทยข้ามน้ำข้ามทะเลไปดูงานกันรวมแล้วนับหมื่นคน ชวนให้สงสัยใคร่รู้ที่มาที่ไป จนกระทั่งสบโอกาสดีได้ร่วมเดินทางเรียนรู้กับอาจารย์ พี่น้อง และมัคคุเทศก์ผู้มากประสบการณ์

โรงเรียนแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยฉื้อจี้

หนึ่งในที่หมายสำคัญในการเดินทางร่วมกับพี่น้องเครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ (คศน.) รุ่น 3 ใน Core module สุดท้ายของพวกเรา คือ มหาวิทยาลัยฉือจี้ ณ เมืองฮวาเหลียน แม้จะคุ้นเคยกับบรรยากาศของโรงพยาบาล โรงเรียนแพทย์ รวมทั้งตึกกรอสหรือห้องเรียนกายวิภาคศาสตร์ในบ้านเรา แต่หลังจากได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศ และเรียนรู้ความเป็นมาของโรงเรียนแพทย์แห่งนี้ พบว่ามีหลายสิ่งที่น่าประทับใจและทำให้หวนคิดถึงอดีตสมัยที่เป็นนักศึกษาแพทย์น้อยๆ คนนึงในโรงพยาบาลเก่าแก่ของประเทศ ที่บัดนี้กลายเป็นหมู่ตึกสูงแทบไม่มีที่ให้ต้นไม้ ใบไม้ หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆได้หายใจ

ผิดกับบรรยากาศของโรงพยาบาลของฉือจี้ที่ดูอบอุ่น ร่มรื่น และเปี่ยมไปด้วยมิตรไมตรีจากบรรดาจิตอาสาทั้งหลาย ความสะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบเรียบร้อยภายในโรงพยาบาลและความร่มรื่นของสวนตามชั้นต่างๆของตึก รวมทั้งรอบนอกอาคาร ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ช่างแตกต่างกับความวุ่นวาย แออัดไปด้วยผู้คนในโรงเรียนของรัฐบาลบ้านเรา

สวนในบริเวณโรงพยาบาล

มองย้อนไปถึงแนวคิดในการสร้างบุคลากรทางการแพทย์ และหลักสูตรการเรียนแพทย์ของมหาวิทยาลัยฉือจี้ที่เพิ่งเริ่มก่อตั้งไม่นานนัก หากเทียบกับโรงเรียนแพทย์ในเมืองไทย พบความแตกต่างที่น่าสนใจหลายประเด็น นอกจากจะเรียนศาสตร์แบบโลกตะวันตกทั่วไป หนึ่งในวิชาสำคัญที่นักเรียนแพทย์ทุกคนในมหาวิทยาลัยแห่งฉือจี้ ได้มีโอกาสเรียนตั้งแต่ปีแรกๆในมหาวิทยาลัยแห่งนี้คือจริยศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาสำคัญในการเสริมสร้างสติ สมาธิ การปฏิบัติตามระเบียบแบบแผน และช่วยขัดเกลาจิตใจให้มีความละเอียดอ่อน โดยกิจกรรมที่นำมาใช้ในการเรียนวิชานี้ ได้แก่ การชงชา การจัดดอกไม้ การแต่งกลอน และการเขียนอักษรจีน ซึ่งทุกกิจกรรมล้วนแต่แฝงไปด้วยแนวคิดที่ลึกซึ้ง และไม่จำเป็นต้องใช้แพทย์มาสอน แม้แต่จิตอาสาก็ยังมีโอกาสได้มาสอนนักเรียนแพทย์ในชั้นเรียนเหล่านี้ เกิดความสัมพันธ์แนวราบที่โยงถึงกันได้ในฐานะปุถุชนที่เท่าเทียมกัน

ห้องเรียนจัดดอกไม้

อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งมีความแตกต่างค่อนข้างชัดเจนสำหรับโรงเรียนแพทย์แห่งฉือจี้คือ การให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้ที่เสียสละอุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาของแพทย์ในวิชากายวิภาคศาสตร์ (Gross Anatomy) หรือที่ในประเทศไทยเรียกว่า “อาจารย์ใหญ่” สำหรับไต้หวันนั้นการหาผู้บริจาคร่างกายยากกว่าเมืองไทยหลายเท่า เนื่องจากวัฒนธรรมความเชื่อของคนจีน ซึ่งหลังจากเสียชีวิตนิยมการฝังในสุสานให้ลูกหลานได้ไปกราบไหว้ทุกปีในช่วงเทศกาล ดังนั้นโรงเรียนแพทย์ขนาดเล็กซึ่งตั้งขึ้นใหม่ต้องใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการทำให้เกิดความศรัทธา เชื่อถือจนมีผู้ยอมมาบริจาคร่างกาย ทุกขั้นตอนตั้งแต่การไปเยี่ยมบ้าน พูดคุยกับญาติของผู้บริจาคร่างกายก่อนที่จะมีการเรียน ทำให้ทั้งญาติและนักศึกษาแพทย์มีความสัมพันธ์อันดี ญาติผู้บริจาคมีโอกาสได้เล่าถึงคุณงามความดีขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ของผู้บริจาคร่างกาย นักศึกษาแพทย์เองก็รู้สึกคลายความกังวลหรือความกลัวในการที่จะใช้ร่างของผู้บริจาคในการศึกษา หลังจากที่ได้รู้จักท่านมากขึ้นจากการบอกเล่าของญาติ นอกจากนี้หลังจากที่เรียนจบแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังได้มีการจัดการพิธีศพอย่างสมเกียรติ ผู้บริหารของมหาวิทยาลัยตั้งแต่อธิการบดี ให้ความสำคัญอย่างมากในการมาร่วมงาน ร่างของอาจารย์ใหญ่ หรือที่ฉือจี้เรียกอย่างเคารพว่า “บรมครูผู้ไร้เสียง” ได้รับการตกแต่งให้เป็นรูปร่างเดิม ห่อด้วยผ้าขาวสะอาด ก่อนจะบรรจุในโลงซึ่งนักศึกษาแพทย์ที่ใช้ร่างท่านศึกษาเป็นผู้จัดการทุกอย่างรวมทั้งการเขียนแสดงความรู้สึก และคำขอบคุณต่างๆบรรจุไว้ด้วยกัน หลังจากมีการเผาศพ ทางมหาวิทยาลัยก็มีการจัดเก็บอัฐิไว้ส่วนหนึ่งในห้องที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกของญาติหรือนักศึกษาในการเข้ามาทำความเคารพ เยี่ยมเยียน หรือแม้แต่ปรับทุกข์กับบรมครูท่านนี้ ที่อุทิศแล้วซึ่งร่างกายเพื่อการสร้างแพทย์ออกไปบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่น โดยมิเคยปริปากดุด่าว่ากล่าวแต่อย่างใด

ภายในห้องเก็บอัฐิ มีพระพุทธรูปอยู่กลางห้อง

จากการบอกเล่าของผู้ต้อนรับคณะของเรา สิ่งเหล่านี้มิได้เพิ่งจะมีการปลูกฝังในช่วงการเรียนแพทย์เท่านั้น เพราะภายในมหาวิทยาลัยฉือจี้ยังมีโรงเรียนประถมและมัธยม ซึ่งมีการเรียนการสอนวิชาจริยศาสตร์และปลูกฝังแนวคิดจิตอาสา การให้ความเคารพ การรู้จักบุญคุณของทุกคนทุกสิ่งอยู่ตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกใจนักที่ภายในโรงพยาบาลของฉือจี้จะอบอวลไปด้วยความอบอุ่น เมตตาต่อเพื่อนมนุษย์จากคนทุกเพศทุกวัยที่มาร่วมกันดูแลทุกข์สุขของคนอื่น

แนวคิดจิตอาสามิได้มีเพียงแต่ในโรงพยาบาลเท่านั้นหากแต่มีให้พบเห็นได้ทั่วไป ในกลุ่มของจิตอาสากว่าสองแสนคนในไต้หวัน มีตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้สูงอายุวัยกว่า 80 ปี ฉือจี้มีโรงแยกขยะอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นพื้นที่ให้ผู้คนทุกเพศทุกวัยได้เข้ามาช่วยกันนำขยะที่มีมากมายมาแยกเพื่อนำไปแปรรูปและใช้ประโยชน์ต่อไป ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นจากการลดปริมาณขยะ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ พลาสติก เหล็ก โลหะอื่นๆ กรรมวิธีในการแยก ทำโดยละเอียดและมีประสิทธิภาพ เฉพาะพลาสติกถูกแยกออกถึงห้าหกชนิด ส่วนหนึ่งนำไปใช้ทำเม็ดพลาสติกเพื่อผลิตเป็นผ้าห่มนำไปบริจาคแก่ผู้ประสบภัยทั่วโลก แผ่นซีดี (Floppy disk) ถูกนำมาแยกออกเป็นพลาสติก เหล็ก โลหะ กระดาษอย่างเป็นหมวดหมู่ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อเช่นเดียวกัน แม้แต่กระดาษก็จะถูกนำตัดแยกด้วยกรรไกรออกตามสี และลักษณะกระดาษ

กองขยะรีไซเคิลที่เราช่วยกันแยกประเภทใส่ตามถุงด้านหลัง

ธรรมสถานของฉือจี้ก็แตกต่างจากวัดแบบเถรวาทบ้านเรา โดยเฉพาะกิจกรรมที่ผู้คนที่มาวัดมักจะทำกัน จิตอาสาฉือจี้ไม่ได้มาสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือนำสังฆทาน อาหารคาวหวานมาถวายพระ แต่ทุกคนมาเป็นจิตอาสาทำงานสารพัดอย่างเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นตั้งแต่การแพ็คข้าวแห้งเป็นห่อ การปั๊มวาทะธรรม ทำสบู่ ทำอาหาร การได้ลองเข้าไปสัมผัสใกล้ชิด ลองทำงานเหล่านี้ด้วยตนเอง ทำให้รู้ว่าทุกกิจกรรมที่ทำต้องอาศัยศีล สมาธิมากเพียงใด จึงจะเกิดทักษะและปัญญามากพอที่จะทำงานเหล่านั้นออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ ที่แห่งนี้พวกเราได้รับการดูแลจากภิกษุณีเป็นอย่างดี ท่านคอยหาน้ำ ขนมให้มิได้ขาด เพราะถือว่าคนทำงานเป็นผู้สมควรที่จะได้กิน จึงกลายเป็นพวกเราเองที่ได้รับการบริการจากท่าน ถึงแม้ในช่วงแรกๆของการทำงานนั้นจะรู้สึกเครียดและเกร็งกับกฎ ระเบียบ และวัตรปฏิบัติของสถานที่แห่งนี้ แต่เมื่อหมดวัน แม้จะมีความเหน็ดเหนื่อยแต่กลับรู้สึกถึงความปีติที่ได้ทำตนเป็นประโยชน์แม้จะเป็นแค่เวลาสั้นๆ นี่คงเป็นสิ่งที่ดึงดูดให้จิตอาสาทั้งหลายสละเวลาลางาน เดินทางมาด้วยทุนทรัพย์ของตัวเอง แทนที่จะเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเสพสุขแบบอื่นๆทั่วไปแบบที่เราคุ้นเคย

โต๊ะนั่งทำงานสร้างวาทะธรรม เพื่อช่วยเหลือด้านจิตใจและขัดเกลามนุษย์

แนวคิดและพฤติกรรมเหล่านี้สามารถถ่ายทอดและเผยแผ่ออกไปอย่างกว้างขวางในสังคมไต้หวันได้อย่างไร และเหตุใดในอีกหลายๆประเทศที่มีศูนย์ของฉือจี้ตั้งอยู่รวมทั้งประเทศไทยนั้นจึงยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของผู้คน รวมทั้งกลุ่มจิตอาสาเหมือนในไต้หวัน ยังเป็นสิ่งท้าทายที่ทำให้คนจากฉือจี้เองต้องการคำตอบและคนไทยอย่างพวกเราเองก็ยังครุ่นคิด ถกแถลงถึงภาพฝันจิตอาสาในเมืองไทย