ชีวิต เข้าจังหวะ : ศิริพร พรมวงศ์

ว่ากันว่า มีหลายสิ่งที่ช่วยหล่อหลอม คนๆ หนึ่ง ให้ ‘เติบโต’ ขึ้น เป็นตัวตน และ ‘ดนตรี’ เป็นหนึ่งในนั่น หรือกระทั่ง ‘พื้นที่’ ที่ให้เขาได้แสดงฝีมือ ‘เพื่อน’ ที่ร่วมหัวจมท้ายในการทำสิ่งใด สิ่งหนึ่งให้สำเร็จจนเขาสามารถภูมิใจใน ‘ตัวเอง’ แน่นอนคุณผู้อ่านทุกท่าน อาจคุ้นชินกับ ‘เพลงรัก’ แต่วันนี้ คุณจะได้รู้ว่าเพลงมันทำหน้าที่อื่นๆอย่างไร ผ่านชีวิตของ ศิริพร พรมวงศ์ ที่เปรียบเสมือน อัลบั้มเพลง ที่ผ่านมาเพียงแค่หน้า A    

เพลงที่ 1 พื้นที่

ชุมชนคลองเตย ถือว่าเป็นพื้นที่ ที่ครูแอ๋ม นำดนตรีเข้ามาเพื่อสร้าง “พื้นที่” ให้กับเด็กๆ ได้แสดงออก ทางความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถทางดนตรี และการจัดการ  ในขณะเดียวกัน ดนตรี ก็ทำหน้าที่พาเด็กๆ ไปเจอพื้นที่ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่พื้นที่ ที่เห็นได้ด้วยตาเท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่ ที่สัมผัสได้ด้วยใจ

                      มันเป็นการทำเพื่อให้เด็กมีพื้นที่จริงๆ อีกส่วนหนึ่งที่พี่คิดคือ เด็กควรจะได้เติบโตจากการทำงานแบบนี้ เขาควรจะได้เห็นว่าเขามีอะไร โดยที่เราไม่ได้คาดหวังว่าคนจากข้างนอกจะเข้ามา เราไม่เคยทำงาน Pr เรื่องสื่อที่จะให้คนเข้ามางานเลย ไม่เคยคาดหวังว่าคนข้างนอกจะเข้ามาในคลองเตย เราเพียงคาดหวังว่า ให้เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้

                       ตั้งแต่เด็กทำงานเอง ปีแรกเราทำงานเอง 90% เด็กมีส่วนร่วมแค่ 10%  เพราะฉะนั่นเป้าหมายพี่แค่ว่า ปีหน้าพี่จะทำให้เด็กทำงานอย่างน้อย 20 – 30% สุดท้ายเนี่ยเราเป็นคนนอก สุดท้ายเราก็ต้องออกไป ถึงจุดหนึ่งแล้ว พี่ก็ไม่ได้มีบ้านอยู่ที่นี่ พี่ไม่ได้ต่อสู้กับเขาเรื่องที่บ้าน ที่อยู่อาศัย พ่อแม่เด็กๆ แล้วก็เด็กๆต่างหาก เขาจะต้องสู้ชีวิตเรื่องนี้ เพราะฉะนั่นสถานที่ ที่เป็นงานศิลปะ เป็นแค่พื้นที่ มันไม่สำคัญกับพี่ เหมือนว่าพี่จะต้องมาเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นที่ ท่องเที่ยว เป็นที่งานศิลปะ

                        สิ่งที่พี่รู้สึกดีกับมันมากที่สุดคือเด็กๆมากกว่า คนในชุมชน คนที่ลุกขึ้นมาทำงานนี้ที่เห็น คือ เด็กแทบจะทำทั้งหมด ปีนี้เป็นปีที่พี่เดินชิวๆ เดินไปเดินมา แล้วก็เด็กเขารู้สึกผูกผันกับงาน เขารักงานนี้ พอมันมองเรื่องนี้ คือพี่ไม่ได้เป็นเจ้าของแล้ว เจ้าของงานนี้คือเด็กๆและชุมชน

                       พี่ว่ากับชุมชนสิ่งที่เขาเห็น เขาไม่ได้เห็นแค่พื้นที่ แต่เขาเห็นลูกหลานเขาว่า ลูกหลานเขาจะเดินไปในทิศทางไหน เขาเห็นว่า เด็กเป็นคนออกแบบงาน คิดงานทำงานเองทั้งหมด เมื่อเรามาทำงานกับชุมชนกับเด็ก เราพาเด็กออกไปข้างนอก สิ่งที่ชุมชนเขาสะท้อนก็คือ เขาไม่รู้ว่าพวกเรา พาเด็กไปที่ไหน ไปทำอะไร เด็กเล่นดนตรีได้จริงไหม เด็กบางคนที่เขามีปัญหาเรื่องพัฒนาการช้า พ่อ แม่ ไม่เชื่อด้วยว่าลูกทำได้ ไม่เชื่อว่าแบบลูกเขามีปัญหาเรื่องพัฒนาการช้า จะตีกลองได้ ไม่เชื่อว่าลูกเขาที่ดูเป็นเด็กเดินไป เดินมา จะขึ้นมาทำงานแบบนี้ได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่ชุมชนให้การยอมรับ ไม่ใช้เรื่องสถานที่หรืองาน แต่ว่าเขาเห็นว่าเด็กที่อยู่กับเราเขาเอาตัวรอดได้ และไม่เป็นปัญหาคนอื่น ส่วนเขาจะเข้ามาทำงานเพื่อสังคมแค่ไหนยังไง พี่ว่าให้เด็กเขามีสิทธ์เลือก

                         เขาอาจจะแค่อยากจะ เติบโตแล้วก็ทำงานเลี้ยงครอบครัว มีชีวิตที่ดี มีลูกที่ดี ก็เป็นสิทธิที่เขาจะเลือกหรือเขาอยากมาทำงาน เพื่อสังคมช่วยเหลือชุมชน ก็เป็นสิทธิที่เขาอยากจะเลือก แต่แค่ว่าเขาไม่เป็นภาระให้กับสังคม เขาดูแลตัวเองได้ ดูแลครอบครัวได้ แล้วก็ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่น คือเบื้องต้นพี่คิดว่าแค่นี้ มันก็เป็นแค่ความคาดหวังที่เราทำได้ เราไม่ได้อยากยัดเยียดว่าเขาต้องมาเป็นเหมือนเรา เพราะว่าเราก็ไม่ได้เป็นเหมือนใคร

                         พูดถึงคนอื่นๆที่มาด้วยนะ อย่างเช่น คนอื่นๆที่มาทำงาน เขาอาจมาแค่แบบช่วยจับสีพู่กันสักหนึ่งครั้ง แล้วก็ทาสี ครั้งเดียวแล้วก็ เซฟฟี่ อะไรอย่างนั้น แต่เขาก็รู้สึกเขามีความสุขมากเลยที่อยากจะ ทำอะไรเพื่อสังคม  อันนั้นก็เป็นมิติที่เขาอยากจะอยู่กับมันแค่นั่น ไม่ได้อยากมาทำอะไรจริงๆ จังๆ  หรือไม่ได้อยากมาทำงานต่อเนื่องทุ่มเทระยะยาว พี่ว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะเลือกพื้นที่ให้กับตัวเองที่เหมาะสม แต่เราก็จะมองภาพรวมด้วยกันว่าเราจะเคารพกันอย่างไร

ข้อห้ามของที่นี่ที่ใหญ่ที่สุดคือ ห้ามดูถูกกัน เช่น ห้ามเรียกว่า ไอ้เด็กสลัม ไอ้เด็กตุ๊ด ไอ้พม่า ไอ้มอญ ไอ้เขมร ห้ามล้อเลียนกันในเรื่องภาษา คือ เคารพความเป็นมนุษย์เท่ากัน เพราะฉะนั่นกติกาที่เราวางร่วมกันที่ใหญ่ที่สุดคือเรื่องนี้ ส่วนเรื่องอื่นๆ เป็นสิทธิ์ที่เขาจะเลือก

 

เพลงที่ 2 ดนตรี

                         เขาอาจจะใกล้เทคโนโลยี เขาอาจจะมีบทเพลงที่ชอบในยุคสมัยเขา เพราะฉะนั่น สิ่งที่เราให้เขา เราไม่สามารถเอาเรื่องราวในยุคสมัยเราไปให้เขาได้ เราอาจจะเติบโตมาแบบนี้ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะไปยัดเยียดว่า ต้องเป็นเหมือนเรา แล้วคุณต้องเติบโตมาเหมือนเรา เนื้อหาเหมือนเรา แต่ว่าเราแลกเปลี่ยนกับเขาได้ แต่ว่ามันอาจจะเป็นการแลกเปลี่ยนระหว่างเรื่องราวระหว่างเรากับเขามากกว่า คือ ถ้าเขารับในสิ่งที่เป็นแบบเรา เขาก็รับ ถ้าเขาไม่รับ ในสิ่งที่เป็นแบบเรา ยุคสมัยที่เราฟังมา ก็ไม่เป็นไร ก็ให้เขาเติบโตในยุคสมัยของเขาแล้วก็ ขอให้เขาเอาตัวรอด ในยุคที่เขาเกิดและเติบโตในยุคสทัยเขา พี่ก็โอเคแล้วนะ

 

เพลงที่ 3 เพื่อน

              การเดินทางเข้าสู่เพลงที่ 3 ตัวอักษรที่คุณกำลังอ่านเหมือน intro ก่อนเข้าไปสู่เนื้อเพลงที่เธอเขียน ในเพลงนี้มันได้แสดงความจะแจ้ง ว่าสิ่งมหัศจรรย์อย่างดนตรี ทำงานกับเธออย่างไร  

               ที่เลือกดนตรีก็เพราะว่า ชอบ เป็นการส่วนตัว เรารู้สึกว่าเมื่อตอนเราเป็นวัยรุ่น  เรามีดนตรีเป็นเพื่อน คือเรา ใช้ชีวิตกับดนตรีได้หรือแม้ว่าเราไม่มีเพื่อนก็ตาม หรือแม้ที่เรา มีความสุข มีความทุกข์ กับเรื่องราวต่างๆ เราก็ใช้ดนตรี แต่ว่าหลังจากที่พี่เรียนมหาลัย ก็ใช้ดนตรีอีกแบบหนึ่งนะ ตอนเรียนมหาลัย คือ เราอยู่กลุ่มสลึง ที่มหิดล เราใช้ดนตรีเพื่อเล่าเรื่องสังคม เล่าเรื่องประวัติศาสตร์​ เล่าเรื่องการเมือง เล่าเรื่องสิ่งแวดล้อม เล่าเรื่องแบบคนจน อะไรพวกนี้ ดนตรีมันเป็นเครื่องมือสื่อสารที่เราอยากจะพูดเรื่องสังคม ตอนที่ อยู่มหาลัยเราก็เลยมีดนตรีอีกแบบหนึ่ง โดยที่เรา ไม่ได้มองว่า ดนตรีคือความสมบูรณ์แบบ คือ การเล่นเก่ง

               เราไปนั่งฟังเพลงของ คนยุคเก่าๆ โดยใช้การเล่าเรื่องราวผ่านเนื้อเพลง เพลงสมัยยุค 6 ตุลา 14 ตุลา เขาเล่าเรื่องประวัติศาสตร์ การต่อสู้ของนักศึกษา แล้วก็ยุคนั่นก็ยังเป็นยุคที่ ตอนที่พี่เรียน พี่ทำวงดนตรีเพื่อไปชุมนุม ไปอยู่ในม็อบ ม็อบสมัชชาคนจน เขามีชุมนุมทางการเมืองเราก็ยังไปเล่นดนตรีอยู่ ก็จะตามงานตามประวัติศาสตร์เพลงในยุคหนึ่ง ที่เป็นเรื่องเล่า ของวง กรรมาชน คาราวาน รวมฆ้อน โคมฉาย เป็นเพลงที่เรารู้สึกว่าทำไมคนพวกนี้สามารถเขียนเพลงแบบนี้เล่าเรื่องสังคมได้

                เราก็เลยไม่ได้มุ่งเน้นที่ ดนตรีจะพัฒนาเรื่องทักษะ เรามุ่งเน้นเรื่องการสื่อสาร แล้วก็พูดประเด็นทางสังคม เมื่อก่อนที่ อิน กับเรื่องดนตรีมากๆ คือ อิน กับเรื่องเล่า จะอินกับเรื่องเนื้อหามากกว่า เทคนิคทางดนตรี หรือ ทำนอง สมัยตอนที่เป็นนักศึกษา ไปตามหาว่า เพลงนี้ใครเขียน แล้วก็ทำไมถึงเขียนเรื่องนี้ แล้วก็ทำเป็นหนังสือ ขึ้นมา แล้วเวลาเล่นดนตรี เราสามารถเล่าได้เลยว่า คนนี้เขาเขียนเพราะอะไร แล้วเรามีความสุขกับการรับรู้ว่า ทำไมเขาถึงเขียนเพลงๆ นี้ เราไม่เข้าใจนะ ทำไมเราถึงชอบแบบนี้ เพราะฉะนั้นเพลงที่เราอิน มันก็ไม่ได้อินเพราะดนตรีเล่นกีต้าร์เก่ง บางคนเขาอาจจะอินแบบนั่นมันก็ไม่ผิด ถ้าสำหรับพี่ พี่จะรู้สึกมีความสุขก็ต่อเมื่อ พี่รู้ว่า คนเขียน คิดอะไร มันก็จะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง

                 เมื่อสมัยเป็นนักศึกษา ก็จะไปถามว่า เพลงรักน้องสมัยเรียน ตอนนั้นเพลงรักน้องเราใช้บ่อยสำหรับต้อนรับนักศึกษาแล้วมีประวัติ บอกว่าเพลงรักน้อง ห้ามเล่นกลางคืน มีหมอคนหนึ่งเขียนให้กับนักศึกษา ที่เสียชีวิตไปแล้ว ก็มีเรื่องเล่ามากมาย เราก็ไปตามหาว่า คนเขียนเพลงนี้ทำไมถึงเขียน ที่เขาเขียนเพลงนี้ แต่ก่อนเข้าไปนักศึกษาแล้วก็หนีเข้าป่า กับพรรคคอมมิวนิส หลัง 6 ตุลา ก็ออกมา เขารู้สึกว่า เขาคิดถึงแฟน เพราะว่าแฟนเขาไปต่างประเทศ แต่ตัวเองต้องหนีเข้าป่า ออกมาก็ผิดหวัง หลังจากที่ป่าแตก กลายเป็นว่าเพลงนี้ เอามาใช้ในมหาลัย แล้วเป็นเพลงที่รุ่นพี่ เล่นให้รุ่นน้อง แล้วเรื่องเล่ามันก็ผิดเพี้ยน แต่มันก็เป็นความสวยงามของ ประวัติศาสตร์เพลง แล้วยุคหนึ่งอินกับเรื่องประวิติศาสตร์ ในยุคที่แบบ ทำไมเกิด Woodstock เราก็จะอินกับเรื่องแบบนี้ เพราะฉะนั่นเพลงที่เราอิน แล้วเราชอบ อย่างเช่น เรื่องเล่าของ เยนา ก็จะไปนั่งฟังว่าศิลปิลเขาพูดอะไร เช่นถ้าไปดู คอนเสริต์เราก็อยากรู้ ว่าศิลปินทำไมเขียนเพลงนี้ แต่ถ้าเป็นแบบเพลงวัยรุ่นทั่วไปที่มีนักแต่งเพลง แต่งให้แล้วเขามาร้อง เราก็จะเฉยๆ เราก็จะรู้สึกแค่ว่า มันเพราะ มันก็จะเฉยๆ

เพลงที่ 4 เพลงรัก

                     พอยุคสมัยหนึ่ง เมื่อเวลามันเปลี่ยนไป มันมีหลายมิติ มนุษย์ ถ้าเรารู้สึกว่าเราอยากอินกับเพลงรัก อย่างนี้เราก็ฟังเพลงที่มัน มีความรักมีความหมาย หรือบางทีเราอยากฟังแค่ ดนตรีหรือบรรยากาศ เราก็ฟังThe Beatles หรือบางทีมันก็ เอียนเกินไปเพลง Folk เราก็ฟังพวก AC-DC อย่างนี้นะ มันไม่ได้หมายความว่าเราฟังแบบนี้แล้วเราจะเป็นคนแบบนี้เสมอไป แต่ว่าในคน คนหนึ่ง มันก็มีเรื่องที่เราจะเสพหลายมิติ  เราก็อาจจะมีมิติ ที่มัน อกหัก ฟัง บอย อิมเมจิ้น ฟังเยอะ อย่าง บอย อิมเมจิ้น ก็จะฟังทุกเพลง จนจำได้ จำเนื้อหาได้ ฟังแทบจะร้องได้ทุกเพลง ยุคหนึ่งที่ฟังบ่อยๆ มันก็เสพจน รู้สึกว่าพี่บอย อยู่ข้างๆ แล้วเพลงของพี่บอยมันก็เล่าเรื่องที่เราอ่าน เล่าเรื่องที่เราเชื่อ เช่น มูซาชิ สมัยก่อนอ่านหนังสือ ก็อ่านมูซาชิ แล้วก็ชอบมาก ชอบมูซาชิมาก แล้วก็ตกใจว่า ทำไมพี่บอยถึงเอา มูซาชิ มาเขียนได้ ซึ่งมันมีเนื้อหาที่มันโคตรยาก มันเป็นเรื่องเล่าที่มันยากมาก เราก็อิน พออินไปสักพัก มันก็เบื่อเนอะ มันก็อยากเปลี่ยนโหมดบ้าง ก็เริ่ม วน วน วน ช่วงหลังเริ่มฟังเพลงไทย เพราะว่าวงอินดี้เพลงไทยเยอะขึ้น เพราะว่าน้องๆในทีมฟัง ฟัง Stoondio ฟัง MATTNIMARE

เพลงที่ 5 เติบโต

                    เพราะว่าพี่เติบโตเรื่องความคิด การเมือง และสังคมผ่านเพลงเลย เรียนรู้ประวัติศาสตร์ผ่านบทเพลง เรียนรู้สังคมผ่านเพลง จนกระทั่ง มาทำงานแบบนี้ก็เพราะเพลง มันขับเคลื่อนให้เรามาอยู่ตรงนี้ ถึงแม้ว่าตอนนี้เราไม่ได้ใช้บทเพลงเดิม เราใช้เพลงใหม่ๆ แต่ว่าโดยลักษณะการทำงานเรื่องดนตรี มันมีหลายมิติ มิติที่มันเป็นตัวเอง มันมี มิติที่มันเป็นสังคม เราก็ดูว่าเราจะหยิบใช้มัน ให้มันอยู่ตรงไหน ณ ช่วงนั้น 

เพลงที่ 6 ตัวเอง

เดินทางมาถึงเพลงสุดท้ายของหน้า A เราไม่รู้ทำไมผู้หญิงวัย 30 กว่าๆ นั่นถึงมองมันว่าผ่านมาเกือบครึ่งทาง แต่นั่นอาจเป็นการตีความผิดของผู้เขียน เธออาจจะหมายความถึง โครงการ “คลองเตยดีจัง” เท่านั่น ที่ผ่านระยะทางมายาวไกล กว่า 7 ปี  จึงทำให้บทเพลงนี้ ของเธอ บ่งบอกบอกความชัดเจนในวิธีคิด และวิธีทำ

              เราเขียนเพลงคือเขียนเพราะว่าอยากเล่าเรื่อง ก็ทำเพลงออกไป ได้เราไม่ได้อยากเป็นศิลปิน คือ ไม่ได้ อยากออกไป เผยแพร่ผลงาน ไม่ได้อยากให้ใครมาฟัง ช่วงเวลาที่เล่นดนตรีแล้วมีความสุขที่สุดคือ นั่งเล่นกับเพื่อน แล้วเล่นเพลงที่อยากเล่น แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องเล่นเพลงที่คนอื่นให้เล่นก็จะไม่ค่อยอยากเล่น มันก็จะมีความรู้สึกแบบนั่น

            รู้ตัวว่าคนที่จะไปมีอาชีพทางด้านนี้ได้ ก็จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เกิดมาเพื่อจะทำแบบนั่น แต่ว่าเราก็ชอบที่เสพดนตรีมากกว่า หรือผลิตงาน ก็ผลิตงานที่เราอยากผลิด ก็ไม่ได้เผยแพร่ออะไร

            ถ้าชอบแนวดนตรี ชอบแบบ Folk Country bluegrass เครื่องเล่นที่มันเป็นพื้นบ้าน เช่น ชอบ Banjo ชอบเสียง Banjo ชอบนักร้อง Country แล้วก็ชอบ Folk มันฟังแล้วมันสบายมันไม่เหนื่อย เวลารู้สึกแบบเหนื่อย คือ จะมีช่วงหนึ่งก็เสพเพลงร็อกนะ  แต่เราก็จะกลับมา ที่ ที่ เดิมของมัน เช่นเมื่อไหร่ที่เราจะพัก เราก็กลับมาฟังเพลงแบบนี้ เช่นมาฟังเพลงแบบ Bob Delay Jon Bass   ก็คือมาฟังที่แบบมาตั้งฐาน เพราะว่าฐานเราอยู่ตรงนี้ เราก็อาจจะออกนอกไปเสพงานทุกอย่าง สุดท้ายแล้ว ก็กลับมาฐานเราอยู่ดี

          ตอนนี้มีความสุขกับการที่มองเด็กๆทำงาน มีความสุขกับการที่อยู่ข้างหลัง ดูเขาเติบโตแล้วเขาภาคภูมิใจในงานที่เขาทำ เราอาจะมีแค่ Ep แล้ว Track ที่ 6  เป็น Track ที่ทุกคนมาทำร่วมกันก็ได้ แล้วเราทำโปรดิวซ์ให้ ทำคอรัสให้  แค่แบบนั่นก็ได้ แล้วเวลาที่เราเห็นเด็กเป็นคนรับผิดชอบ คือ เขาเป็นเจ้าของ เขาอธิบายงานได้ เล่าเรื่องได้ เขาสามารถที่จะเป็นผู้ใหญ่ แล้วตัดสินชีวิตตัวเองได้ คืองานพี่จบไปแล้ว อย่างเช่นงานคลองเตยดีจัง พี่ พอใจแล้ว พี่ไม่รู้สึกว่าคนที่เขามาเขาจะคิดอะไร แต่พอใจตรงที่เด็กๆ เขาเต็มที่  เขาทุ่มเท เขาทำแล้วเขาเป็นเจ้าของงาน 

          คือพี่ไม่เคยมองอนาคตที่มันไกลๆ เราก็จะอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่ เช่น เราชอบแบบนี้เราก็จะทำแบบนี้ แล้วเราก็จะทำจนกว่า เราจะพอใจ โดยที่เราไม่ได้มองว่าใครจะพอใจหรือเปล่า เช่นที่จัดงาน ไม่ได้คาดหวังว่ามันจะต้องมีคนมายกย่อง พี่มีความสุขกับการทำตรงนี้ แต่มันก็ไปของมันเอง แต่ตอนนี้เริ่มไปไกล ทุกคนก็จะคาดหวังว่าเป็นแบบนู่นแบบนี้ ทุกคนต้องให้เราไปทำอย่าง พอเริ่มถูกสั่งให้ไปอยู่ตรงไหน เราก็เริ่ม เป็นพื้นที่ไม่ปลอดภัยและ ถ้าเราต้องจัดงานแล้วเราต้องไปยืนบนเวที ไปถ่ายรูป ไปสวัสดี ไปต้อนรับแขกมากมาย พี่ก็จะรู้สึกว่ามันออกนอก เซฟโซน เราก็แค่อยากทำงานกับเด็ก เราอยากทำงานแบบนี้ เราชอบงานศิลปะ เราไม่ต้องการไปเป็นแบบ พื้นที่ ที่ใช้สปอตไลท์ส่อง เรารู้ว่าเวลาที่ถูก สปอตไลทส่องเยอะ แล้วเราก็ไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเอง ชุมชนก็เร่ิมรู้ ชุมชนก็จะบอกว่า เวลาที่คนเข้ามา หรือผู้ใหญ่มา ก็ต้องเดินมาบอกว่า ครูแอ๋ม เขาจะไม่ชอบถ่ายรูป

เราไม่อยากให้คนอื่นมาคาดหวังเรา เหมือนที่เราไม่อยากคาดหวังเด็ก