ต้นสายปลายเหตุบนแผ่นดินอีสาน

“ต้นสายปลายเหตุบนแผ่นดินอีสาน เดินทางย้อนอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และมองเห็นทิศทางของอนาคต”

สารภาพตามตรงว่า ก่อนการเดินทางจะเริ่มขึ้น ผมตัดสินใจไปแล้วว่า ผมคงพลาดทริปอีสานครั้งนี้เป็นแน่แท้ เพราะต้องไปเยือนดินแดนปลาดิบ (เนื่องจากผู้มีอิทธิพลข้างๆ ตัวเธอจองตั๋วราคาถูกมานานหลายเดือน) กว่าจะกลับมาการเดินทางก็ผ่านไปแล้วครึ่งค่อนทริป เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น ผมก็ไม่รอช้าผมจัดแจงเขียน e-mail ไปแจ้งอาจารย์โกมาตร ครูใหญ่ของพวกเราโดยทันที

“ ไม่เป็นไร แต่ถ้ามาร่วมได้มากน้อยเท่าไร ก็ขอให้มา “ อาจารย์โกมาตรตอบมาเพียงสั้นๆ
ประโยคสั้นๆ แต่ก็ทำให้ผมเริ่มหันกลับมาทบทวนการตัดสินใจใหม่ คิดไปคิดมาหลายตลบก็ได้คำตอบว่า “ครั้งแรกสำคัญเสมอ” ถ้าพลาดจากครั้งแรกก็มักจะมีเงื่อนไขโน่นนี่ ทำให้ไม่มีครั้งที่ 2 อีก และจากนี้ไปคือความรู้สึก และสิ่งที่เก็บรับได้ตลอด 4 วันของการเดินทางที่ผมตั้งชื่อว่า ต้นสายปลายเหตุบนแผ่นดินอีสาน เดินทางย้อนอดีต เพื่อเข้าใจปัจจุบัน และมองเห็นทิศทางของอนาคต

ผมมีโอกาสเดินทางมาภาคอีสานหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยเป็นนักข่าวตาม พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ มาตรวจเยี่ยมโครงการต่างๆ สมัยที่คำพูดว่าอีสานเขียวเป็นคำยอดฮิต ( แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เขียวซะที ) ได้มาทำข่าวเลือกตั้งซ่อมที่อีสาน มาทำรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญาดั้งเดิมและปราชญ์ชาวบ้านผู้มากปัญญาก็ที่อีสาน มาทำเรื่องความยากจน ตามกลุ่มเสื้อแดงที่เพิ่งเดินทางกลับบ้านหลังเหตุการณ์ปี 53 ก็ที่อีสาน การมาอีสานแต่ละครั้งก็ได้แง่มุม ได้รับรู้ความเป็นไปของอีสานกันคนละแบบ และมีคำถามให้ได้ขบคิดแตกต่างกันไป

 

ผมก็เคยสงสัยเช่นเดียวกับคนจำนวนไม่น้อยว่า ทำไมคนอีสานยากจน แผ่นดินอีสานทำไมถึงแห้งแล้ง ผู้คนต้องละทิ้งครอบครัวเพื่อมาดิ้นรนในเมืองใหญ่ มายาคติที่ว่าชาวบ้านต้องหมุนวนอยู่ในวงจร โง่ จน เจ็บ นั้นถูกต้องแล้วหรือไม่ แต่เมื่อมีโอกาสไปเรียนรู้กับปราชญ์ชาวบ้านหลายๆ ท่าน ได้พูดคุยกับชาวบ้านในพื้นที่ต่างๆ ผมกลับรู้สึกว่า อีสานดั้งเดิมไม่ได้ยากไร้อย่างที่หลายคนคิด ในความเห็นของผม คนอีสาน เป็นคนมากด้วยภูมิปัญญาความรู้ เรียนรู้การหาอยู่หากินกับทรัพยากรของตนเอง มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีความเข้าใจในรากเหง้า ประวัติศาสตร์ของตนเอง และมีวิถีที่เชื่อมโยงกับศาสนาอย่างลึกซึ้ง เพียงแต่ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ทำให้สิ่งเหล่านี้อ่อนพลังลงไป จะหลงเหลืออยู่ก็เพียงแต่ในบางพื้นที่ ที่มีปัจจัยเอื้ออำนวย ให้ภูมิปัญญาแบบอีสานยังคงมีลมหายใจอยู่ได้

ผมชอบบรรยากาศการเล่าเรื่องราวของ สหายรอง อดีตหมอปฏิวัติที่อนุสรณ์สถาน อ. ปะคำ จ. บุรีรัมย์ นอกจากเรื่องราวการเดินทางไปเรียนวิชาแพทย์ที่ต้องเดินเท้าจากชายแดนไทยไปยังประเทศจีนอันน่าตื่นเต้นแล้ว ผมสัมผัสได้ถึงอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ แม้ว่าอุดมการณ์คอมมิวนิสต์จะมอดดับไป แต่สิ่งที่สหายรองยังคงรักษาไว้ ไม่ใช่เรื่องอุดมการณ์ทางการเมืองว่า ต้องยืนอยู่บนการปกครองแบบใด แต่น่าจะเป็นแนวคิดที่ทำอย่างไร ให้ประชาชนมีความเท่าเทียม มีสิทธิมีเสียง ที่จะเลือกเส้นทางชีวิตของตนเองได้

น่าเสียดายที่ในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กระแสทุนนิยมที่โหมกระหน่ำเข้ามา มันรุนแรงจนทำลายรากเหง้า ความคิด ทุกสิ่งทุกอย่างให้พังทลายลงไป เช่นเดียวกับที่เกิดในภูมิภาคอื่นๆ ความเห็นจากนักวิชาการที่มาแสดงทัศนะในค่ำคืนวันหนึ่ง พยายามบอกว่า อีสาน ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว โดยส่วนตัว ผมก็ไม่ปฏิเสธความเปลี่ยนแปลงที่ว่านั่น

แต่ถ้าถามว่าอะไรที่จะทำให้อีสานกลับมาเข้มแข็ง ผมคิดว่านอกจากการศึกษา เศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การพัฒนาไปข้างหน้า การฟื้นคืนภาคเกษตรกรรมให้กลับมาเข้มแข็ง น่าจะเป็นจุดสำคัญ ไม่ใช่เกษตรแผนใหม่ ที่ยิ่งทำก็ยิ่งยากจน แต่ควรเป็นการเกษตรที่ยืนอยู่บนปรัชญาการทำเกษตรแบบดั้งเดิม และนำวิชาความรู้เข้าไปผสมผสาน เพื่อความเท่าทันโลก เพราะการเกษตรจะเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนอัตลักษณ์ตัวตนของอีสานให้กลับมาแข็งแกร่ง ที่ถึงแม้ว่าไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่ยากจน จนทำให้ต้องสูญเสียจิตวิญญาณดั้งเดิมของชาวอีสานไป

หากเปรียบเป็นบทเพลง ผมคิดว่าการจัดโปรแกรมการเรียนรู้ครั้งนี้ เป็นบทเพลงที่มีท่วงทำนองหลากหลาย ทว่าผสมผสานกันได้อย่างกลมกลืน มีทั้งจังหวะเนิบช้า ดื่มดำ ในเวลาที่ไปสัมผัสบรรยากาศของวัด ปราสาทหิน เพื่อเรียนรู้และเข้าใจประวัติศาสตร์อีสาน บางจังหวะก็รวดเร็ว ตื่นเต้น เมื่อได้ฟังเรื่องราวการต่อสู้ทางการเมือง ได้เข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุที่มาของการลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจรัฐ การเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ บางจังหวะก็ออกลูกทุ่งเฮฮา สามช่าพาเพลิน และบางจังหวะก็ยิ่งใหญ่ เมื่อได้ฟังเรื่องราวจากอดีตสหายผู้มีอุดมการณ์อันบริสุทธิ์ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อนำแต่ละท่วงทำนองมาร้อยเรียงกัน ก็ทำให้เรามองเห็นภาพอีสานเชื่อมโยงจากอดีตถึงปัจจุบันได้ชัดเจนมากขึ้น

ผมประทับใจความพยายามสร้างบรรยากาศของการเรียนรู้แลกเปลี่ยน และรู้สึกประทับใจในความทุ่มเทของคุณหมอโกมาตร ตั้งแต่การเริ่มต้นแนะนำให้พวกเราค้นคว้า ( แต่ต้องขออภัยครูใหญ่ครับที่ผมไม่ได้ค้นคว้าครับ) ความรู้รอบตัวมากมายที่ถ่ายทอดให้กับพวกเรา และการใช้เวลาสำหรับการเรียนรู้แบบชนิด Non-Stop ผมมักจะแอบชำเลืองดูว่าอาจารย์โกมาตรหลับบ้างหรือเปล่า ก็แอบเห็นว่าหลับบ้างครับ แต่ไม่นาน ก็จะหวนกลับมาจับไมค์ แล้วก็ปลุกให้คนที่กำลังหลับ ตื่นขึ้นมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้อีกแล้ว

ผมประทับใจกับความถี่ถ้วน และการทุ่มเทการทำงานของ 3 สาวหน่วยสนับสนุน การใช้กล่องข้าวแทนกล่องโฟมทั้งๆที่รู้ว่า ต้องมีภาระต้องล้างทำความสะอาด ตลอด 4 วันของการเดินทาง แทบไม่มีวันไหนแวะพักกินข้าวกลางวัน ที่ต้องใช้เวลานานๆ ยอมรับว่าใช้เวลาอย่างคุ้มค่าตลอดการเดินทางจริงๆ

ผมชอบที่ไม่ทำให้การเดินทางครั้งนี้ เหมือนการดูงานแบบราชการ ไม่ต้องมีโรงแรมหรูหรา ไม่ต้องมีอาหารชั้นเลิศ ไม่ต้องมีการบริการอันแสนประทับใจ แต่เน้นที่เนื้อหาสาระและได้ใช้งบประมาณสำหรับการอบรมที่คุ้มค่า

เพียงการพบปะกันครั้งแรก ผมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า นี่เป็นสังคมเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความหลากหลายจริงๆ ไม่ใช่แค่อาชีพ หน้าที่การงาน การศึกษา แต่ทัศนคติ ความรู้ พื้นเพ และมุมมองต่อโลกของแต่ละคนก็ชวนให้รู้สึกได้ว่า นี่คงเป็นประสบการณ์ที่หาไม่ได้ง่ายๆ

ยิ่งได้เดินทางด้วยกัน และรู้จักกันมากขึ้น ผมก็ยิ่งรู้สึกว่าแต่ละคน น่าจะถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ มนุษย์พันธุ์พิลึก” เพราะหลายคนสนใจทำงานที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ค่อยสนใจ ไปทำงานในที่ ที่ไม่ค่อยมีคนอยากไป มีไอเดียการทำงานที่นอกกรอบ นอกตำรา กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ และพร้อมที่จะแลกเปลี่ยน ในขณะที่หลายคนก็ยังมีการใช้ชีวิตที่น่าประหลาดใจ

อาจารย์เขียว นอกจากจะแตกฉานเรื่องงานชุมชนกับสิ่งแวดล้อม ยังสนใจเรื่องสถาปัตยกรรมและเล่าได้อย่างสนุกสนาน / พี่หมอหนุ่มก็ตื่นเช้ามาก แถมยังมีพละกำลังเริ่มต้นการใช้ชีวิตวันใหม่อย่างรื่นรมย์ / หมอหนึ่งที่หน้าตาเรียบร้อยเหมาะแล้วกับการเป็นหมอ ก็มีประสบการณ์การไปทำงานอาสาในต่างประเทศก็ทำให้ผมรู้สึกทึ่งอยู่ในใจแบบเก็บอาการ / หมอกล้วยเพื่อนที่ผมพูดคุยมากที่สุดในการเดินทางครั้งนี้ ก็เล่าว่า นอกเวลาเขายังทำงานด้านเยาวชน ช่วยเหลือเด็ก จนต้องระวังตัวเพราะไปปัดแข้งปัดขาแก๊งค์ยาเสพติด และอีกสารพัดเรื่องราวจากเพื่อนๆ ที่ผมได้ฟังตลอด 4 วันที่ร่วมเดินทาง จนทำให้ผมตั้งคำถามไม่ได้ว่า “เขาเอาพลังมากมายมาจากไหนกันวะเนี่ย “

เพียงแค่เริ่มต้นรู้จักผมก็รู้สึกว่า ผมได้แรงบันดาลใจจากเพื่อนๆ ไปพอสมควรแล้ว แต่อนาคตผมคิดว่า คงได้เพื่อนที่จะร่วมกันทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันครับ

ขอบคุณในมิตรไมตรีของทุกคน โดยเฉพาะอาจารย์อี๊ด ที่ไปรับผมที่สนามบินครับ

ความรู้สึกแรกคือ รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้มีโอกาสร่วมเดินทางในช่วง 4 วันแรก เพราะมีสถานที่ที่ผมสนใจอยากจะไป ทั้งวัดป่าสุคะโต สวนป่าอินแปง ของพ่อเล็ก กุดวงศ์แก้ว และได้นั่งฟังเรื่องราวจากแม่จินตนา แต่ก็ยังดีใจที่ตัดสินใจมาร่วมเดินทางกับคณะ แม้ว่าเวลาการเรียนรู้จะผ่านไปแล้วครึ่งทาง นอกจากความรู้ที่ครอบคลุมทั้งประวัติศาสตร์ ศิลปะวัฒนธรรม ศาสนา สถาปัตยกรรม สังคม วิถีชีวิต ผมคิดว่า ตนเองได้เรียนรู้ที่จะกลับมาเป็น นักเรียนอีกครั้งหนึ่ง ได้เปิดใจรับฟังเพื่อนๆ ที่บางครั้งก็ไม่ได้เห็นด้วยไปทุกเรื่อง ได้เรียนรู้ที่จะพาตนเอง เข้าไปอยู่ในที่ที่ไม่คุ้นเคยบ้าง ได้รู้จักกับเพื่อนๆ ต่างสาขาอาชีพ ทำให้ได้เห็นมุมมองใหม่ๆ และที่สำคัญที่สุด

“ผมได้รับแรงบันดาลใจ และมองเห็นคุณค่าและประโยชน์ในการเข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้น”

ประสาน อิงคนันท์ ผู้เขียน