นพ.ฐิติกร โตโพธิ์ไทย

นพ.ฐิติกร โตโพธิ์ไทย

คุณคือใคร?

เป็นหมอ ที่ไม่คิดว่าการรักษาคนไข้ในห้องตรวจจะเป็นทางออกของโลกใบนี้ แต่คิดว่าการสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพื่อให้คนมีพฤติกรรมที่ดี เป็นทางที่ควรจะเป็นมากกว่า และพยายามทำให้เกิดสิ่งแวดล้อมเหล่านั้นขึ้น
เป็นคน ที่คิดอยากจะเห็นโลกนี้ดีขึ้น
เป็นพ่อ ที่ไม่คิดว่าของเล่นราคาแพงจะตอบโจทย์ลูกได้ดีเท่าเวลาที่พ่อให้กับลูก
เป็นพ่อ ที่คิดว่าลูกต้องดีกว่าตัวเอง และจะเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ได้ดีกว่าตัวเอง

เส้นทางการทำงานจนเติบโตเป็นอย่างไร?

อยู่กับระบบการเรียนหนังสือแบบท่องจำมาตลอดตั้งแต่จำความได้ จนถึงจบแพทย์ แต่ไม่เคยตั้งใจฟังที่ครูสอนเลย อาศัยอ่านหนังสือเอง และทำอย่างอื่นที่สนใจมากกว่าแทน ได้เปิดกะลาแคบๆของตัวเอง ตอนออกค่ายอาสาสร้างอาคารเรียน ได้ออกไปทำงานในชนบท ได้ไปเรียนที่เมืองนอก (แต่จริงๆไปเที่ยว) ได้ทำงานเป็นทีมวิชาการและผู้ติดตามรัฐมนตรี ได้เห็นว่าวิชาการที่ดีเป็นอย่างไร เห็นว่านโยบาย ไม่ใช่เรื่อง 1+1 = 2 ได้รู้ว่าจะเคลื่อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ ต้องอาศัยวิชาการ นโยบาย และสังคม และทีมที่กัดติด ร่วมกันกัดไปด้วยกัน

งานแห่งชีวิตคืออะไร เป็นอย่างไร ?

อยากให้คนแข็งแรง สุขภาพดี เห็นคุณค่าของตัวเอง และทำเพื่อสังคม พูดง่ายๆคือ เกิดมาแล้ว ขอให้เกิดอย่างมีคุณค่าต่อโลกใบนี้บ้าง ซึ่งต้องสร้างสังคมที่ดี ตั้งแต่ตอนที่คนยังไม่เกิดมาเลยด้วยซ้ำ จนกระทั่งเกิดมา เติบโต ชรา และตายไป แต่เริ่มจากเรื่องเล็กๆก่อน คือ การให้คนขยับเคลื่อนไหวกระฉับกระเฉง (Active) ซึ่งต้องการทั้งงานด้านวิชาการ นโยบาย และสังคม และทำงานกับหลายภาคส่วน รวมถึงการทำให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้คนได้ขยับในชีวิตประจำวันด้วย เป็นที่มาของ KSN Special project การจัดทำแผนยุทธศาสตร์ส่งเสริมกิจกรรมทางกายแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (ไม่ขอเรียกว่า Life project นะครับ)

บทเรียนการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบุคคลอื่นอย่างไร ?

ได้ทำให้เจอคนที่บ้าเหมือนเรา กัดติดเหมือนเรา คิดเหมือนเรา ซึ่งเป็นเรื่องที่แปลก เพราะเรามักจะคิดว่า ไอ้คนแบบนี้ คงไม่มีอีกแล้วในสังคม 555 คนที่คิดจะทำเรื่องใหญ่ๆ โดยไม่คิดว่าเราจะทำไม่ได้ คนที่พร้อมจะทำเรื่องที่คนอื่นได้ประโยชน์ ทั้งในประเด็น PA (Physical activity: กิจกรรมทางกาย) เอง หรือประเด็นอื่นๆ ในส่วนนี้ คศน. ก็เป็นอีกแหล่งที่รวมคนบ้าได้เยอะขนาดนี้ครับ

คนสร้างแรงบันดาลใจให้ท่านทุกวันนี้คือใคร?

โจเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คือ ถึงจุดหนึ่งของชีวิต มันก็หลีกหนีการเป็นผู้นำโดยตำแหน่งไม่ได้ แต่ถ้าต้องเป็น เราจะเป็นผู้นำที่ดีได้หรือไม่? จ่ามู เป็นตัวอย่างของการเป็นผู้นำ ในแง่การสร้างแรงจูงใจ และความมั่นใจให้กับเหล่านักเตะ เปลี่ยนจากนักเตะดาดๆ ให้เป็นเทพเจ้าได้ เปลี่ยนจากเทพเจ้าแก่ๆ ให้มีพลังเหมือนคนหนุ่มๆได้ วันที่ชนะ เขาชมแรงสนับสนุนจากแฟนบอล วันที่แพ้ เขารับผิด และนำข้อผิดพลาดไปแก้ไข วันที่นักเตะเล่นได้ไม่ดี เขาปกป้องนักเตะ ในด้านการบริหารสื่อก็ทำได้ดี จ่ามูวันนี้ กับจ่ามูเมื่อ 2-10 ปี ก่อน แตกต่างกันหน้ามือเป็นหลังมือ สุขุมขึ้น หาเรื่องคนน้อยลง แต่คุมสถานการณ์และจิตวิทยาได้ดีขึ้น

ด้านการทำงาน แน่นอนว่า เขาต้องทำงานหนักในการวางแผนเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้อย่างลงรายละเอียดกับทีมงานและนักเตะ และมีความอดทนพอ ที่จะคิดการณ์ใหญ่ แต่ยังกินข้าวทีละคำ ทำทีละอย่าง ค่อยๆลุยไปนัดต่อนัด เมื่อ แพ้ พร้อมจะทบทวนความผิดพลาด แต่เมื่อชนะ ก็พร้อมจะลืมมันทันที และมุ่งหน้าไปนัดต่อไป

หากมองจากสถานการณ์ที่ทีมแมนยูเสมอติดต่อกัน 6-7 นัด และแพ้เชลซี 4-0 จนแต้มห่างกับเชลซี ทีมจ่าฝูง 20 แต้ม ช่วงต้นฤดูกาล แต่ยังกัดฟันสู้ จนกลับมาชนะติดต่อกัน 9 นัดรวด ได้ ตอนครึ่งฤดูกาล ก็คงต้องนับถือใจพี่จ่าจริงๆ

ประเด็นอื่น ๆ ที่สนใจร่วมด้วย

การส่งเสริมสุขภาพ, การสร้างคน, การลดมลพิษ, การพึ่งตนเอง, การอยู่กับธรรมชาติ