นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์

                                                นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์

                                                                                                                

นพ.ธวัชชัย ยิ่งทวีศักดิ์ (เพื่อนร่วมงานเรียกหมอหนึ่ง) ทำงานเป็นแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าสองยางตั้งแต่ปี พ.ศ.2544 ตอนแรกตั้งใจจะขอเป็นผู้อำนวยการแค่ปีเดียวแล้วจะไปเรียน แต่บุญนำพาให้ไม่ได้ไปเรียนเลยคิดว่าอยู่ที่นี่ไปก่อนก็ได้ อยู่ไปอยู่มาเกิดความเคยชินกับชาวบ้านผู้คนและความยากลำบากของการคมนาคมในพื้นที่ รู้สึกเหมือนได้กลับมาทำค่ายอาสาพัฒนาชนบทที่ผม รู้สึกว่าตนเองมีความสำคัญและเป็นส่วนหนึ่งของงานสาธารณสุขที่นี่ แต่พออยู่ไปเรื่อยๆ ได้วิธีแก้ปัญหาไปวันๆ ยิ่งอยู่นานชีวิตก็เริ่มซ้ำรอยเดิมแม้กระทรวงจะมีนโยบายเปลี่ยนไปมากก็ตาม เมื่อได้มาพบเจอกับเพื่อน คศน.หลายคนทำให้รู้สึกว่าในโลกมีอะไรมากมายที่ไม่เคยคิดหรือคิดว่าไม่น่าคิด แต่ชุมชนแห่งนี้ทำให้ผมได้คิดและรู้อะไรมากกว่าแวดวงสาธารณสุขที่เคยรู้มาก่อน ผมเคยมีคำถามกับพี่ๆและเพื่อนๆว่า “พี่ๆอยู่กันได้อย่างไรเมื่อรู้ปัญหาประเทศไทยมากขนาดนี้” แม้งานทำที่ผ่านมาจะเป็นงานสาธารณสุขล้วนๆ แต่ชีวิตก็ค่อนข้างมีความสุขดีครับ จน คศน. เองได้ทำให้ผมมีชีวิตที่เปลี่ยนไป ผลักดันให้ผมได้ไปเรียนโทด้านบริหารสาธารณสุขที่ญี่ปุ่นหนึ่งปีในปี พ.ศ. 2555 -2556 ผมเองก็มีความกังวลมากโดยเฉพาะภาษาทั้งอังกฤษและภาษาญี่ปุ่น รวมทั้งเรื่องครอบครัวและอื่นๆสารพัด สัปดาห์แรกที่ผมมาอยู่ที่นี่ผมได้ตั้งคำถามกับตัวเองว่ามาอยู่ที่นี่ทำไม ชีวิตขาดอะไร เราไม่มีความสุขหรือ สิ่งที่ผมได้เรียนรู้ที่นี่นอกจากเรื่องภาษาที่ผมวิตกกังวลแล้ว ผมได้เพื่อนใหม่ ได้ความรักชาติแบบใหม่ที่ไม่ได้เป็นการคลั่งชาติแบบเดิม ได้รู้จักความเหงาและหลากหลายประสบการณ์ที่นั่น

พอกลับมาจากการเรียนและหาประสบการณ์ที่นั่น ผมก็มีประสบการณ์แบบใหม่ซึ่งหยิบยื่นให้จากอาจารย์แหวว ผมไม่เคยสนใจกฎหมาย ไม่เคยสนใจสถานะบุคคลเพราะคิดว่าไม่เห็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเท่าไร เพราะถ้าคนไข้ไม่มีหลักประกันสุขภาพเราก็รักษา ถ้าดูแลไม่ไหวเราก็ส่งต่อ แต่พอโรงพยาบาลปลายทางเริ่มถามถึงค่ารักษา เราก็ไม่มีจ่ายให้ เพราะเราก็ไม่ได้เงินในส่วนนี้เหมือนกัน แต่ที่ผมสนใจคือ มีน้องสองคนซึ่งทำงานสาธารณสุขมานานหลายปีแต่ยังไม่ได้บัตรประชาชนไทย เขาและสาธารณสุขอำเภอได้เคยติดต่อกับทางปลัดทะเบียนและนายอำเภอหลายครั้งแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ ผมเลยคิดว่าได้รู้จักอาจารย์ผ่านพี่ตุ่ย(โรงพยาบาลอุ้มผาง)น่าจะได้คำตอบดีๆ กลับไป การที่ได้มารู้จักคนกลุ่มนี้ทำให้ได้รู้จักโลกใหม่และโรคใหม่ที่ผมในฐานะแพทย์ไม่เคยรักษา ไม่เคยป้องกันมาก่อนโรคนี้อาการไม่รุนแรงถึงตายแต่เหมือนพยาธิที่ไปไหนมาไหนกับเราตลอดอาจก็ให้เกิดปัญหาสุขภาพจิต และการเงินทำให้เกิดปัญหาสังคมต่างๆนานาโรคนี้คือ”โรคไร้รัฐไร้สัญชาติ” แม้มีกฎหมายให้ทางโรงพยาบาลทำตั้งแต่วันที่เขาเกิดมาแต่เราก็ไม่ได้ใส่ใจ จนเมื่อเขาโตขึ้นมันก็ยากที่จะรักษาหรือรักษาได้ยากขึ้นผมจึงเริ่มป้องกันตั้งแต่เด็กเพื่อที่จะให้เด็กไม่มีปัญหาต่อไปในอนาคต เป็นการต่อสู้กับความไม่รู้ กับเจ้าหน้าที่ปกครองครั้งแรก และยังมีอีกหลายครั้งตามมาทั้งที่เราก็ได้พยายามทำตามกฎหมาย เรื่องของน้องสองคน”ชนินทร์กับยาว” ผ่านไปอย่างยากเย็นและตอนนี้เรื่องก็อยู่ที่ศาลปกครอง ผลจะเป็นอย่างไรก็ไม่รู้แต่ผมคิดว่าสิ่งนี้ได้เป็นสิ่งท้าทายในการทำสิ่งที่ถูกที่ควรของผม

โรงพยาบาลสร้างสุขที่รพ.ท่าสองยางทำร่วมกับรพ.ปางมะผ้ากับพี่ติ๊กและรพ.หล่มเก่ากับพี่ราม ทำให้ผมมีความคิดใหม่กับการจัดการความสุขของคนในองค์กร จากเดิมคิดว่าเป็นเรื่องปัจเจกแต่พอได้สนใจเรื่องนี้เลยเปลี่ยนมุมมองว่าเป็นเรื่องการจัดการด้วยเช่นกัน และโรงพยาบาลสร้างสุขได้ทำให้ผมรู้จัก อ.ชัยวัฒน์  ซึ่งเป็นปราชญ์คนหนึ่งได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ผมในการทำสิ่งดีๆ ให้กับตนเองและสังคม ผมจำได้เสมอในหนังสือที่อาจารย์ได้เขียนเกี่ยวกับผู้นำ ได้กล่าวไว้ว่า “ผู้นำมีหน้าที่สองอย่างคือ การรับใช้ผู้อื่นกับการรับใช้ความฝันของตัวเอง” ซึ่งหนึ่งในความฝันของผมคือการทำให้เกิดมูลนิธิ “มูลนิธิโรงพยาบาลท่าสองยางเพื่อชนชายขอบ” โดยมูลนิธิฯ นอกจากเราจะทำเรื่องการสงเคราะห์ผู้ป่วยซึ่งยากไร้แล้ว เราอยากทำทุกเรื่องเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน และของบุคลากร รวมถึงเป็นตัวกลางในการผลักดันให้ที่ท่าสองยางเป็นแหล่งเรียนรู้ ”เครือข่ายงานสาธารณสุขชายแดน”

15 มกราคม 2560