นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

                                                                         นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

 

คุณคือใคร?
ผมเป็นใคร เป็นคำถามที่ตอบยาก ก่อนที่ผมจะตอบว่าผมเป็นใคร ผมขอลองรวบรวมสิ่งที่คนอื่นๆมองผมมาบอกกล่าวว่าตรงไหม คนอื่นมองผมอย่างไร อันนี้ก็น่าสนใจมากสำหรับผมเอง
คนส่วนใหญ่มักมองผมว่า “ผมเป็นหมอ NGO” เป็นหมอที่ไม่ค่อยทำเรื่องสายตรงของวิชาชีพ แต่มายุ่งเรื่องสังคมและสิ่งแวดล้อม ยิ่งในปัจจุบันโดยเฉพาะในยุค คสช. ที่มีความพยายามจะนิยามความหมายของ “NGO” เหมือนคำว่า “คอมมิวนิสต์” ในลักษณะของผู้มีปัญหาต่อต้านรัฐและต่อต้านความเจริญที่รัฐกำลังสร้างให้ประชาชน ซึ่งบ่อยครั้งสิ่งที่ผมคิดและสิ่งที่ผมแสดงออกนั้นก็เป็นเช่นนั้นจริง ผมมีปัญหากับรัฐไทยพอสมควรจริง เพราะเรามีวิธีคิดวิธีจัดการที่แตกต่างกัน ผมจึงกลายเป็น “หมอ NGO” และผมก็พอใจกับการนิยามความเป็นผมด้วยคำๆนี้
มีคนบอกว่า “ผมเป็นพวกหัวรุนแรง” ชอบประท้วง ชอบแสดงออกในลักษณะปฏิกิริยา เป็นพวกเลือกข้าง ไม่ประนีประนอม ไม่มีการเจรจาเพื่อให้ win-win แสวงหาทางออกที่ไปด้วยกันได้ ในความขัดแย้งของความเป็นท้องถิ่นนิยมกับการสร้างชาติแบบกรุงเทพนิยม ผมมักยืนข้างชาวบ้านในการแสดงออกอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจรัฐ ซึ่งนั่นก็จริง ผมบอกกับชาวบ้านเสมอว่า หากชาวบ้านยังสู้ ผมก็พร้อมเคียงข้าง หากชาวบ้านไม่ไหวแล้วขอถอย ผมก็ขอถอยด้วย ผมสู้เพราะชาวบ้านสู้ ตรรกะง่ายๆไม่มีอะไรซับซ้อน เมื่ออำนาจชาวบ้านที่มีน้อย จะขอพบ รมต.ด้วยการนัดหมายย่อมได้พบแค่ยามเฝ้าประตูทำเนียบ การแสดงออกแบบประท้วงเท่านั้นที่รัฐจะฟังหรือตื่นตัวมาแก้ปัญหา เมื่อชาวบ้านจำต้องสู้ด้วยความจำเป็นที่ต้องประท้วง ผมจึงเป็นคนหัวรุนแรงไปโดยปริยาย
เพื่อนต่างชาติของผมที่เรียนปริญญาโทสาธารณสุขศาสตร์ด้วยกันที่เบลเยียม บอกว่า ผมเป็น environmentalist หรือนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ความจริงผมทำงานหลายด้าน ทั้งเป็นแพทย์ชนบทที่ทำเรื่องการสาธารณสุขและความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ทำเรื่องประชาสังคมในสงขลา ทำเรื่องการเยียวยาและการเฝ้าระวังความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่งานที่ผมทุ่มเทและมีความสุขคือ environmentalist อย่างที่เพื่อนผมเห็นจริงๆ ผมไม่ค่อยไปปลูกป่า ไม่ค่อยไปเก็บขยะชายหาด แต่ผมเป็นนักอนุรักษ์ที่เน้นการขับเคลื่อนต่อสู้เชิงโครงสร้างและสู้เพื่อสิทธิชุมชนเป็นสำคัญ
ครั้งหนึ่งมีคนบอกผมว่า “ผมเป็นเหมือนหัวหน้าเผ่า อยู่ตัวแล้วในที่ตั้งในพื้นที่ใต้ล่าง มีความสุขกับพื้นที่เล็กๆแล้ว จึงไม่ยอมย้ายมารับตำแหน่งทำการใหญ่ในเมืองหลวง” ผมและเพื่อนผองน้องพี่ทำสารพัดอย่างเพื่อปกป้องเผ่าปกป้องพื้นที่ใต้ล่างให้รอดพ้นจากการรุกรานของจักรวรรดินิยมกรุงเทพ ที่ยกทัพหวังเข้าครอบครองตีกินทีละเมือง มุ่งจะพัฒนาใต้ล่าง ให้เป็นอุตสาหกรรมหรือให้ผนวกรวมกลืนกินเป็นหนึ่งเดียวกับกรุงเทพ ในพื้นที่ใต้ล่าง ผมและเพื่อนๆจำนวนมาก ต่างช่วยกันเป็นกองหน้า สลับกันออกศึกปกป้องชุมชน พวกเรามีแนวคิดไม่รู้สึกดีกับการวางแผนพัฒนาแบบอุตสาหกรรมมลพิษนิยมจากส่วนกลาง เราคนใต้อยากจัดการตนเอง อยากกำหนดอนาคตตนเอง อยากรักษาความอุดมสมบูรณ์และวิถีวัฒนธรรมที่งดงามมีเอกลักษณ์แบบคนใต้ที่มีความหลากหลายในสังคมพหุวัฒนธรรมไว้ ผมพอใจกับความเป็นหัวหน้าเผ่าที่ตั้งอยู่ห่างไกลก็ดูจะจริง
ถึงบรรทัดนี้ ผมคิดว่า คำถามที่ถามว่า “ผมเป็นใคร” มีคำตอบที่ใกล้เคียงแล้วจากสิ่งที่คนอื่นมองผม

เส้นทางการทำงานจนเติบโตเป็นอย่างไร?
เส้นทางการเดินของชีวิตเด็กเรียนจากหาดใหญ่วิทยาลัยของผม เปลี่ยนไปเมื่อผมเรียนแพทย์ที่จุฬาในปี 2531 ชมรมค่ายอาสาสมัคร สจม. คือพื้นที่แรกของการเรียนรู้โลกกว้างของผม ในสมัยนั้นชมรมค่าย สจม.เข้มแข็งและมีการหล่อหลอมความรู้สึก“การรับใช้สังคม รับใช้ประชาชน”ที่ชัดเจนมาก ด้วยการพาชาวค่ายไปสัมผัสชนบทที่แร้นแค้นและรับรู้ความไม่เป็นธรรมในสังคมชนบทที่เด่นชัด สิ่งเหล่านั้นคือรากฐานที่แปรเปลี่ยนตัวตนของผมเองในเบื้องต้น ผมอ่าน ฟัง แลกเปลี่ยน สัมผัสแนวคิดของคนเดือนตุลา ร้องเพลงในยุคสมัยเดือนตุลา เรียนรู้สังคมศาสตร์นอกห้องเรียนในช่วงเย็นและค่ำคู่กับวิชาแพทย์ในห้องเรียนในช่วงกลางวัน ผมยังทันในยุคสมัยท้ายๆกับการที่นักศึกษายังมีแนวคิดต้อง “แสวงหา” เพื่อสร้างตนสร้างสังคมให้สมบูรณ์
การเติบโตของผมก้าวสู่บันไดอีกขั้น ในช่วงที่ผมเรียนปี 4 ทีมชมรมค่ายอาสา 6 ชมรมและพันธมิตร ที่ถูกเรียกว่า นักศึกษาฝ่ายซ้ายในจุฬา รวมตัวลงสมัครรับเลือกตั้งในนามทีม “จุฬาฟ้าใหม่” และเราชนะการเลือกตั้ง ผมเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ โดยมีเพื่อนๆที่เป็นสุดยอดความเป็นทีมร่วมฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อการเปลี่ยนแปลงกิจกรรมนักศึกษาในจุฬาร่วมกัน แต่เพราะรัฐประหาร รสช. โดยพลเอกสุจินดา คราประยูรในปี 2534 ผมและเพื่อนๆจึงผันตัวเองมาต้านรัฐประหารร่วมกับ สนนท. เราเรียนรู้โครงสร้างอำนาจส่วนบนที่ยึดกุมประเทศไทย เรารณรงค์ต้าน รสช.หลายรูปแบบ ออกแถลงการณ์ จัดเวทีเสวนา ติดโปสเตอร์ตามป้ายรถเมล์ ร่วมชุมนุมนอนกลางถนนราชดำเนิน จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ สนนท.มีการประชุมเพื่อเลือกเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) คนใหม่ ต่อจาก “พี่เอก-ปริญญา เทวานฤมิตรกุล” ผมได้รับการคัดเลือกจากผู้นำนักศึกษาเป็นเลขาธิการ สนนท. การเป็นนายกจุฬาฯและเลขา สนนท. นับเป็นช่วงเวลาสองปีที่ผมเรียนรู้มากขึ้นมาก
จากการเรียนรู้ความทุกข์ยากของคนชนบทเวลาไปออกค่าย ผมเข้าใจแล้วว่า การสร้างความเป็นธรรมในสังคม การลดความเหลื่อมล้ำในชนบท ไม่ใช่การส่งเสริมการทำอาชีพเสริม ไม่ใช่การสร้างโรงเรียนสร้างโรงพยาบาล แต่คือการลดอำนาจรัฐส่วนบน สถาปนาอำนาจประชาชนฐานราก รัฐส่วนบนที่เน้นการพัฒนาแบบสะสมทุนคือต้นเหตุของความเหลื่อมล้ำยากจนของคนชนบท ทั้งตัวตนและวิธีคิดของผมเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ช่วงเป็นนักศึกษาโดยที่พ่อแม่รู้บ้างไม่รู้บ้าง
เมื่อจบแพทย์ ผมตั้งใจกลับบ้าน ผมเลือกลงทำงานในโรงพยาบาลชุมชนในจังหวัดสงขลา ผมไปอยู่โรงพยาบาลสะบ้าย้อย ไกลสุดของสงขลา ในขณะนั้นทั้งอำเภอมีหมอแค่สองคน ผมกับเพื่อน “คุณหมอปัน-วีรวรรธ คลายนา” ช่วยกันทำงาน ผมเป็นผู้อำนวยการตั้งแต่จบ ช่วงเวลา 4 ปีที่สะบ้าย้อยเป็นช่วงเวลาบ่มเพาะฝึกความชำนาญในวิชาชีพ เรียนรู้การสร้างสมดุลของงานในวิชาชีพและงานแห่งชีวิต ก่อนจะย้ายมาที่โรงพยาบาลจะนะในเดือนธันวาคม 2541 จนถึงปัจจุบัน
ที่อำเภอจะนะ ที่นี่คือพื้นที่ปฏิบัติการทางสังคมที่ผมได้ลงมือปฏิบัติการจริง เป็นช่วงเวลาที่ผมเอาทฤษฎีที่เรียนรู้มา อุดมการณ์และความฝันที่บ่มมานาน นำมาลงปฏิบัติการจริงอย่างที่ไม่ได้ตั้งใจมาก่อน แต่เป็นเพราะความบังเอิญ บังเอิญที่ผมย้ายมาจะนะ แล้วมีอภิมหาโครงการโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียจะมาสร้างที่จะนะพอดี มีโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะตามมา ชาวบ้านที่จะนะก็ตื่นตัวในการปกป้องสิทธิชุมชนของเขา มีพี่แทน “กิตติภพ สุทธิสว่าง” NGO คนสำคัญคนจะนะที่ชวนกันทำงานอย่างสนุก ปฏิบัติการและบทเรียนของคนค้านท่อที่ยาวนานนับสิบปี ได้สร้างชุดคิด และผูกโยงผมกับนักวิชาการนักคิดและ NGO จนแนบแน่น เป็นอีกโลกหนึ่งที่มีความหมายสำหรับผม ตัวตนและวิถีของผมได้เปลี่ยนแปลงไปจนกู่ไม่กลับแล้ว นี่คือเส้นทางการเติบโตของผม “หมอ NGO” ที่จะนะจนถึงปัจจุบัน
และขณะนี้รัฐก็กำลังผลักดันโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา โครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 (ซึ่งเป็นชุดโครงการแลนบริจด์สงขลา-สตูล ที่มีท่าเรือน้ำลึกสองฝั่งเชื่อมด้วยรถไฟรางคู่) ที่จะสร้างท่าเรือใหญ่ทั้งที่จะนะและปากบาราอย่างจริงจัง ทำให้ผมตั้งคำถามสำคัญกับตัวเองและผองเพื่อนอีกครั้ง เป็นคำถามที่ต้อง “แสวงหา” คำตอบอย่างจริงจังอีกครั้งว่า “เราจะสู้และค้านทีละโครงการไปเรื่องแบบนี้กระนั้นหรือ แล้วมันจะไหวหรือ”

งานแห่งชีวิตคืออะไร
ผมจบจากมหาวิทยาลัยในปี 2537 เดินทางกลับจังหวัดบ้านเกิดสู่บ้านนอกของจังหวัดสงขลา จนถึงวันนี้ 22 ปีเศษแล้ว งานแห่งชีวิตได้แปรเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและปัจจัยแวดล้อม ในช่วงแรกของงานเคลื่อนไหว ผมสู้ประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วยประเด็นมลพิษและการทำลายวิถีชุมชน เราไม่เอาโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่จะเข้ามาในชุมชนเพราะสิ่งเหล่านี้เข้ามาทำลายสิ่งแวดล้อมธรรมชาติที่สวยงาม และทำลายชุมชน คนจนคนชนบทต้องเสียสละอย่างจำใจ เพื่อให้นายทุนนักอุตสาหกรรมและผู้ถือหุ้นร่ำรวยขึ้น โดยที่ชาวบ้านต้องย้ายออกหรือมีชีวิตอยู่ที่แย่ลง ผมรู้สึกว่า “การพัฒนาเช่นนี้โคตรจะไม่เป็นธรรม”
หลังการเคลื่อนไหวร่วมกับชาวบ้าน-อาจารย์-เพื่อนผองน้องพี่มานับสิบปี ผมเริ่มชัดเจนขึ้นว่า การต่อสู้ของชาวบ้านของชาวบ้านเหน็ดเหนื่อยสาหัสมาก เพราะภัยคุกคามจากอำนาจรัฐและอำนาจทุนจะทยอยสลับสับเปลี่ยนกันกระหน่ำเข้ามา
ชาวบ้านบ้านโคกม้าจะนะ ออกแรงค้านโรงไฟฟ้าขยะและกองขยะที่จะมาตั้งที่หมู่บ้านชาวนาของเขา เขาค้านเพราะขยะเหล่านั้นที่ไม่มีการแยกขยะและมากองสุมรวมกันแล้วเอาไปเผาทำไฟฟ้า จะเกิดมลพิษและหายนะแก่ชุมชนและผืนนา
ชาวบ้านตำบลขุนตัดหวายจะนะ รวมพลังคัดค้านโรงไฟฟ้าชีวมวลโรงที่สองที่จะมาตั้งในชุมชน ห่างจากโรงแรกที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่รายเดียวกันเพียง 1 กิโลเมตร เป็นเทคนิควิชามารในการขึ้นโรงไฟฟ้าทีละโรง โรงละไม่เกิน 9.9 เมกะวัตต์ เพื่อหลีกเลี่ยงการทำ EIA กรณีนี้ชาวบ้านยังยืนยันค้านสุดแรง แต่โรงงานก็เดินหน้าจะสร้างให้ได้
ชาวบ้านตำบลคูจะนะ ก็รวมพลังอย่างเข้มแข็งมาก คัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลขนาด 25 เมกะวัตต์ ที่ตั้งกลางชุมชน ตั้งห่างรั้วโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ชุมชนหลายพันคนรวมพลังล้มเวทีรับฟังความคิดเห็นได้ทั้งสองครั้ง เพราะเป็นเพียงเวทีพิธีกรรมที่ไม่รับฟังกันจริงๆ แต่ความพยายามที่จะสร้างให้ได้ยังเดินหน้าในทุกหนทาง
ชาวบ้านจะนะรวมกับชาวบ้านสตูลและชาวบ้านเทพา ร่วมใจรวมพลังคัดค้านการผลักดันโครงการท่าเรือน้ำลึกสงขลา 2 และท่าเรือน้ำลึกปากบาราที่จะเป็นหัวขบวนการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักในภาคใต้ล่าง เมื่อเสียงคัดค้านไม่เป็นผล การขอพบเจรจากับผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลาถูกเมินหนี พี่น้องคนพื้นที่กว่า 300 คนจึงล้มเวทีรับฟังความคิดเห็นท่าเรือสงขลา 2 ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จำเป็น เป็นการปะทะระหว่างอำนาจรัฐและอำนาจชุมชนที่เด่นชัดที่สุดหลังกรณีค้านโรงแยกก๊าซไทย-มาเลเซีย
ชาวบ้านเทพาลุกขึ้นปกป้องบ้านเกิดและศาสนาอย่างหนักแน่นมาก จากโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพาที่มีขนาดใหญ่ถึง 2,200 เมกะวัตต์ โครงการนี้ต้องย้ายชาวบ้านออกนับพันคน และทิ้งชาวบ้านอีกหลายพันคนให้มีชีวิตใกล้ชิดมลพิษอยู่ข้างรั้วโรงไฟฟ้า โครงการนี้คือแหล่งพลังงานที่สำคัญของการพัฒนาภาคใต้ตอนล่างสู่อุตสาหกรรมมลพิษในอนาคตอันใกล้ การคัดค้านแหลมคมและกล้าหาญยิ่ง แม้ในยุค คสช.ที่มีกฏอัยการศึกและอำนาจพิเศษมากมาย
นี่คือตัวอย่างการต่อสู้ของชาวบ้านจะนะ-เทพา-สตูล ในช่วงสามสี่ปีนี้เอง คำถามสำคัญก็คือ แล้วเราจะค้านทีละโครงการแบบนี้ไปเรื่อยๆกระนั้นหรือ ค้านชนะบ้างแพ้บ้างอย่างเหนื่อนยาก อำนาจรัฐอำนาจทุนนั้นรุกกระหน่ำยิงกระสุนเงินกระสุนอิทธิพลใส่ชาวบ้านอย่างรุนแรง และบ่อยครั้งมาเป็นระลอกติดๆกันจนชาวบ้านเอาไม่ทัน ความเร็วและความแรงในการรุกรานชุมชนด้วยวาทกรรม “การพัฒนาจากส่วนกลางผู้หวังดี”นั้นรุนแรงและถาโหมหนักขึ้นมากสำหรับภาคใต้ตอนล่างในปลายทศวรรษ 2550 และในทศวรรษ 2560 นี้
งานแห่งชีวิตของผมใน 20 ปีแรกของการทำงานที่ผ่านมาคือการร่วมสู้กับชาวบ้าน ช่วยชาวบ้านสร้างค่ายบางระจันในการปกป้องชุมชนบ้านเกิดของเขา แต่นั่นเป็นการต้านทานกองทัพจักรวรรดินิยมแห่งรัฐและทุนที่ยากที่จะชนะ แต่ก็ยังมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ชาวบ้านต้องมีฐานที่มั่น เพื่อการรับรุกและต่อรอง
งานแห่งชีวิตในช่วงเวลาที่เหลือของผม ผมก็ฝันไว้ว่า ผมและเพื่อนผองจะต้องร่วมก้าวเดินสู่การสถาปนาพลังอำนาจประชาชนขึ้นมาเป็นอำนาจที่สามที่มีพลังการต่อรองกับอำนาจรัฐและอำนาจทุน การสถาปนาพลังอำนาจประชาชนไม่ใช่การยึดกุมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ใช่การตั้งพรรคการเมือง ไม่ใช่การเข้าสู่การใช้อำนาจรัฐเสียเอง เพราะนั่นจะทำให้คนที่เข้าไปในโครงสร้างส่วนบนกลายเป็นสิ่งแปลกแยกจากชาวบ้านเสียเองในที่สุด ผมยังไม่รู้ชัดเจนว่า รูปธรรมใดที่เหมาะสมกับชุดความคิดนี้ ในช่วงกาลเวลานี้ ภายใต้บริบทของความเป็นภาคใต้ล่างที่ผมพอจะเชื่อมต่อผู้คนได้นี้
ขบวนของการสร้างพลังอำนาจประชาชนยังต้องการการสถาปนาชุดความคิดที่ชัดเจนและเข้าใจง่าย ต้องการการจัดองค์กรภาคประชาชนอย่างใหม่ที่ตอบสนองโจทย์ภาคประชาชนที่หลากหลาย การจัดระบบบริหารจัดการอย่างใหม่ด้วย การสร้างกลไกการร่วมคิดร่วมขับเคลื่อน การสร้างกลไกต่อรองกับอำนาจรัฐและทุนที่มีมากกว่าการยื่นหนังสือและการตบเท้าประท้วง และต้องการการสร้างการยอมรับจากสังคมโดยรวมอย่างมากด้วย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทย เป็นประชาธิปไตยระดับรากฐาน เป็นการเคารพสิทธิชุมชนอย่างแท้จริง เป็นรากฐานของการลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นการก้าวไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
นี่คืองานแห่งชีวิต…..ที่หนทางการเดินยังไม่แจ่มชัด…..แต่สิ่งที่ดีคือ นี่ไม่ใช่ความฝันและงานของผมคนเดียว แต่ผมมีเพื่อนผองน้องพี่คนใต้จำนวนหนึ่งที่เรามีความคิดความฝันคล้ายๆกันที่จะร่วมเดินกันไปด้วยกัน

บทเรียนการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบุคคลอื่น?
การทำงานของผม 18 ปีที่จะนะ บทเรียนสำคัญคือ การสร้างการเปลี่ยนแปลงต้องฝ่าฟันและใช้เวลายาวนาน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ใดที่สำเร็จโดยง่ายและเสร็จสิ้นในระยะเวลาสั้น การปฏิวัติสังคมล้วนใช้เวลานับสิบปีหรือนับชั่วอายุคนในการสร้างกติกาใหม่ของสังคม การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนเพื่อปกป้องชุมชนนั้นไม่ง่าย เป็นเหมือนสงครามที่ต้องต่อสู้ยาวนาน และอาจไม่ได้จบด้วยชัยชนะเสมอไป
ที่จะนะเมื่อขบวนการต่อสู้เพื่อคัดค้านการสร้างโรงแยกก๊าซและท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่มีความเข้มแข็งมากที่สุดในประเทศไทย รวมทั้งการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าจะนะที่ต่อเนื่องกันมา ได้พ่ายแพ้ไม่สามารถหยุดโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ทั้งสองโครงการนี้ได้ รัฐและทุนใช้อำนาจทุกกระบวนท่าในการกดการเคลื่อนไหวของชาวบ้านไว้และผลักดันโครงการจนสำเร็จ ช่วงเวลาหลายปีนั้นที่โรงงานก่อสร้างมีความคืบหน้าไปเรื่อย รวมทั้งช่วงที่โรงงานเริ่มเดินเครื่องจักร นับเป็นช่วงเวลาที่ชาวบ้านเขาเจ็บปวดมาก การต่อสู้ไม่ได้ชนะและโรแมนติกเสมอไป อีกทั้งชาวบ้านยังต้องขึ้นโรงขึ้นศาลสู้คดียาวนาน และชาวบ้านก็ยังมีชีวิตที่ยากลำบากจากสภาวะเศรษฐกิจที่ต้องดิ้นรน ขบวนภาคประชาชนของจะนะที่เคยเข้มแข็งต้องกลับเข้าสู่สภาวะเลียแผลและฟูมฟักขบวนการขึ้นมาใหม่
ในช่วงเวลานั้นเองที่ภาคประชาชนอ่อนล้า พี่แทน “กิตติภพ สุทธิสว่าง” บอกเล่าความรู้สึกให้ผมฟังประมาณว่า ผมในบทบาทของความเป็นหมอ ยังยืนมั่นในบทของภาควิชาการ ได้ทำสิ่งที่ได้รักษาขบวนและดำรงแรงบันดาลใจให้กับพี่น้องไว้อย่างไม่รู้ตัว เพราะผมก็ยังยืนหยัดวิพากษ์วิจารณ์อุตสาหกรรมหนักต่อไป ตั้งคำถามแทนชุมชน เขียนบทความเกาะติดกัดไม่ปล่อย ทำงานวิจัยตรวจสอบความจริง ลงคุยกับชาวบ้านบ้างตามงานต่างๆในชุมชน อำนวยความสะดวกในการพบปะประชุมชาวบ้านกันบ้างที่โรงพยาบาลไม่ให้ห่างหายกันไป และเป็นจุดเชื่อมต่อผู้คนมีความคิดความฝันเหมือนกันในช่วงอ่อนล้าไม่ให้ห่อเหี่ยวจนเกินไป โดยที่สภาวะเช่นนั้นได้ดำรงอยู่ในสภาวะพักฟื้นนานร่วมแปดเก้าปี และบัดนี้การพักฟื้นรักษาแผลของชาวบ้านจะนะได้สิ้นสุดลงแล้ว ชาวบ้านจะนะกำลังกลับเข้ามาใหม่สู่สายธารการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนคู่กับเทพาและสตูลอีกครั้ง ซึ่งเป็นสามแกนพลังภาคประชาชนที่มีปฏิกิริยากับอำนาจรัฐอย่างเข้มแข็งและกล้าหาญแม้จะยังไม่เท่าเดิม
การยืนหยัดในช่วงเวลาแห่งความพ่ายแพ้ คือบทเรียนสำคัญยิ่งของการรักษาขบวน เป็นข้อต่อของการส่งผ่านพลัง เป็นแรงบันดาลใจที่ประกาศดำรงความถูกต้อง เป็นแบตตารี่สำรองในการส่งผ่านอุดมการณ์สู่ช่วงเวลาในอนาคตที่สำคัญยิ่ง

คนสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกวันนี้คือใคร?
ใครเป็นคนสร้างแรงบันดาลให้กับผม เป็นคำตอบที่ไม่มีความชัดเจนหนึ่งเดียว ผมเติบโตจากการเรียนรู้จากครูหลายคนโดยที่ท่านเหล่านั้นไม่รู้ตัว อาจารย์ ส.ศิวรักษ์ และ นพ.วิชัย โชควิวัฒน คือสองบุคคลที่มากด้วยปัญญา รอบรู้และเลือกเคียงข้างความถูกต้อง มีความกล้าหาญในการวิพากษ์สังคมอย่างตรงไปตรงมา เป็นสองคนที่ผมนับถือและพยายามเลียนแบบ อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว อาจารย์หมอธาดา ยิบอินซอย อาจารย์ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์พันธุ์ทิพย์ กาญจนะจิตรา สายสุนทร เป็นต้น ท่านเหล่านี้คือคนที่ผมนับถือชื่นชม
แต่ในระหว่างการทำงานกับชาวบ้าน ความมีพลังของชาวบ้านเองทั้งชาวบ้านจะนะ ชาวบ้านเทพา ชาวบ้านปากบารา สามพื้นที่ต่อสู้หลักในภาคใต้ที่ผมได้สัมผัส รวมทั้ง NGO ในและนอกพื้นที่ นักวิชาการอีกหลายคน ล้วนเป็นพลังที่สำคัญยิ่ง ที่ส่งผลให้ผมยังมีเรี่ยวแรงในการเดินบนเส้นทางสายนี้ เชื่อมั่นในเส้นทางสายนี้ เส้นทางสายที่ขรุขระและสูงชัน แต่มากมายด้วยน้ำใจจากชาวบ้านและการร่วมทุกข์ร่วมสุขร่วมสู้ของเพื่อนผองพี่น้องร่วมอุดมการณ์เดียวกัน
น้ำตก ขุนเขา ทะเล ชายหาด ป่าเขา ต้นไม้ ฝูงนก หมู่ปลา ล้วนเป็นอีกแรงบันดาลใจที่สำคัญ แม้เขาจะไม่มีชีวิต แต่ความยิ่งใหญ่สวยงามของธรรมชาติ สร้างพลังให้เราได้ไม่น้อยเช่นกัน

ประเด็นอื่น ๆ ที่สนใจร่วมด้วย
1. ประชาธิปไตย อำนาจ เสรีภาพ สิทธิชุมชน การมีส่วนร่วม การกระจายอำนาจให้ถึงประชาชน การปกครองตนเอง โดยรวมๆของหัวข้อที่ 1 คือ ว่าด้วยเรื่อง อำนาจและการเมือง
2. ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์ ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิ่งแวดล้อม
3. วิถีชุมชน วิถีชาวบ้าน วิถีชนบท ภูมิปัญญาชาวบ้านในการดำรงชีวิต
สันติภาพ การแก้ปัญหาความขัดแย้งในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
4. แพทยศาสตร์ศึกษา จะสอนนักศึกษาแพทย์และวิชาชีพด้านสุขภาพอย่างไร ให้มีสำนึกในการรับใช้สังคมและดูแลคนชนบท
ผมมีความสนใจที่หลากหลาย อาจเพราะเส้นทางการเติบโตที่กว้างในหลายมิติ รวมทั้งการทำงานในโรงพยาบาลจะนะ ซึ่งมีสิ่งต่างๆรอบตัวในหลากหลายมิติที่เข้ามาปฏิสัมพันธ์ด้วย และแท้จริงทุกประเด็นสนใจล้วนแต่เชื่อมโยงและต่างก็อิงอาศัยกันทั้งในเชิงกรอบคิดทฤษฎีและรูปธรรมการเคลื่อนไหว

30 มกราคม 2560

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@