บทเรียนการรวมฝูง : แสงศิริ ตรีมรรคา

ตุ้ย – แสงศิริ ตรีมรรคา หรือ ผู้ที่มีความสนใจในเรื่องสุขภาพ หรือ หนึ่งในคนทำงานเรื่องเอดส์เราอาจรู้จักเธอ ในงาน WE WALK ที่เป็นการ เดินอย่างสงบแต่ไม่ได้รับความสงบจากการเดินเธอใช้คำว่า “หมาหมู่” กับการรวมตัวที่เกิดขึ้น เพื่อขับเคลื่อนประเด็นที่ใครหลายคนเดือดร้อน

“ประเทศเรามันไม่ได้เปิดโอกาสให้เราออกมาอธิบายหรือออกมาพูดได้จริงๆ ถึงแม้รัฐธรรมนูญใหม่จะบอกว่าจะมีเวทีรับฟังความเห็น แต่ในวิธีเหล่านั้นมันก็มีความไม่เท่ากันอยู่เช่น บางเวทีก็เอาคนมาบอกเลยว่า เราจะทำแบบนี้ๆ แล้วคนที่มาร่วมไม่ได้มีความเข้าใจ แล้วก็ไปหยิบฉวยว่า ทุกคนโอเคแล้ว ซึ่งนั้นคือปัญหาการทำงานของรัฐ ซึ่งหลายคนก็จะบอกว่ามาทำไม เขาก็รับฟังความเห็นแล้ว แต่จริงๆ แล้วกลไกลเหล่านี้มันก็มีปัญหา ไม่ใช่ว่ามีกลไกลแล้วจะดี ”

สิ่งหนึ่งที่เรามีไม่ต่างจาก หมาป่าคือ เราต่างพฤติกรรมทางสังคมที่คล้ายคลึงกัน ฝูงหมาป่า จะทำงานเป็นทีม การออกล่าเป็นทีม มักทำให้การล่าของฝูงหมาป่าประสบความสำเร็จอยู่เสมอ หากเหล่าหมาป่า เข้าใจสิ่งที่ฝูงมันต้องการ

“ก่อนหน้าที่สมมติจะมีการรวมตัววันนี้ เราอบรมก่อนหน้าสองสามปี เราส่งต่อวิธีคิด เราส่งต่อข้อเท็จจริง เราส่งต่อแกนนำของแต่ละกลุ่ม แล้วเขาก็ลงไปทำงานกับสมาชิก ซึ่งมันก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบ อาจไปได้ห้วน ๆ บ้าง ไม่เต็มที่บ้าง แต่อย่างน้อยทุกคนเข้าใจ เพราะงั้นสมัยก่อนเลยเป็นการทำงานหนักมาก เพราะเราต้องไปทุกกลุ่ม ”

เธอบอกเล่าเหตุผลง่ายที่จะต้องลงไปคุยกับทุกกลุ่ม เพียงต้องการให้ทุกคนเข้าใจปัญหาของตัวเองอย่างแท้จริงเพื่อการสื่อสาร และส่งต่อ ข้อเท็จจริงเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจ

“การที่มีม๊อบแต่ละครั้ง มันไม่ใช่ม๊อบแบบไม่รู้อะไร แต่มันคือ คนทั่วไปที่จะเห็นจากข่าว ไม่ใช่ว่ามาถึงแล้วต้องไปคุยกับแกนนำเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถสื่อสารได้ ซึ่งอันนี้เป็นงานที่ต้องทำงานกับประชาชน ที่เราคิดว่าสำคัญ พอคนข้างนอกเห็นว่าเออ เขามาเขาเข้าใจปัญหาเว้ย เขาเป็นเจ้าของปัญหาเว้ย เขามีข้อเสนอที่ชัดเจน เขารู้ว่าเขาต้องการจะทำอะไร เวลาสื่อสารไปมันก็สร้างปรากฏการได้พอสมควร อย่างน้อยคนไม่ก่นด่าเราว่ามาทำไมกัน และเราคิดว่าอันนี้สำคัญ ”

เธอเล่าว่าการเป็นเครือข่าย ที่ไม่ต้องยึดโยงเพียงแค่แกนนำ ทำให้ภาพที่ออกไป หรือความเข้าใจของ ผู้รับสารก็จะเปลี่ยนไป เพราะคนที่มาคือผู้ได้รับผลกระทบจริงๆ

“เราว่ามันจะเป็นความชอบธรรมที่ เครือข่ายประชาชนไม่ได้มีแต่หน้าเดิม ๆ แต่มันมีความหลากหลาย ที่เจอปัญหาจริง ๆ และมีคนที่พยายาม จะเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นจริง ๆ อันนี้เราว่า มันเป็นเรื่องที่ต้องบอกว่า สังคมไทยก็ยังไม่เข้าใจการเคลื่อนไหวของประชาชน คือ การทำงานเครือข่ายมันจำเป็นที่หนึ่งคือมีมวลชน แต่มวลชนมีความเข้าใจไปกับเรา”

เราถามย้อนกลับไปถึงจุดกำเนิดของการเป็นหมาป่า ก่อนที่เธอจะออกมาส่งเสียงพร้อมฝูงชน แม้ว่าจะเลือกเรียนในสาขาประวัติศาสตร์ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เธอเรียนเพื่อท่องจำอย่างเดียว

“มันทำให้เรามีความสนใจ เกี่ยวกับสังคมมากขึ้น แต่ก็มีคนถามเราว่างั้นทำไมไม่ไปเรียน พัฒนาสังคม” เธอตอบเสียงดังฟังชัด “ก็ไม่ได้ชอบ(หัวเราะ) ประวัติศาสตร์มันก็ไปได้หลายแบบ” เธอ เล่าให้เราฟังว่าตั้งแต่ยังเป็นเด็กเธอก็ผูกพันกับการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่โบสถ์คาทอลิกชอบพาไป  “มันเลยเป็นความรู้สึกว่าถ้าเราจะทำงาน เราขอไปทำงานอะไรทางเชิงสังคม แต่ไม่ได้หมายความว่าเสียสละนะ คือเราต้องอยู่ได้ด้วย คือหลายคนชอบบอกว่าเป็น NGO มันต้องเสียสละนะ  ซึ่งเราว่ามันเสียสละในความหมาย ทำงานหนัก มัน คือ การกัดแบบไม่ปล่อยมากกว่า อะไรที่คนเขาไม่เห็นด้วยเราก็พยายามจะทำให้เขาเห็นด้วย เราว่ามันเป็นในลักษณะนี้มากกว่า”

การกัดไม่ปล่อย และ การพยายามทำให้คนที่ไม่เห็นด้วย เห็นพ้องต้องกันเป็นเพียงอารมณ์ หรือข้อเท็จจริง

“เวลาเราพูดคำว่าอินมันจะมีแต่อารมณ์ เราก็จะรู้สึกว่ามันไม่มีวุฒิภาวะหรืออะไรก็ตามแต่ แต่เราเชื่อในพลังของประชาชน เพราะตั้งแต่เราทำงานเอดส์ มาเราเห็นเลยว่า คือ เราปล่อยการแก้ปัญหา ไว้กับรัฐไม่ได้ เพราะรัฐมันก็มีหลายแบบ ข้าราชการก็มีหลายแบบ ทำงานจริงบ้างไม่จริงบ้าง เพราะงั้นงานเอดส์มันเห็นชัด ทั้งอคติ ความเชื่อทั้งหลาย ที่ทำให้เราเห็นว่าการปล่อย เอดส์ไว้กับมือรัฐอย่างเดียวมันไม่รอด อันนี้คือสิ่งที่เราเห็น การรวมตัวผู้ป่วย มันก็เป็นอีกประสบการณ์ที่ทำให้เราเห็นว่า  เจ้าของปัญหา เขาน่าจะมีส่วนในการ แก้ไขปัญหา เพราะการที่ให้คนที่เกี่ยวข้องหรือเป็นเจ้าของปัญหามาทำนี่ทำนั่นด้วยตัวเอง มันไม่ได้ราบรื่นนะ แต่มันทำให้มันมีความเข้มแข็ง ”

สุดท้ายแล้วการรวมฝูงจะนำไปสู่อะไร

“เราคิดว่าที่สำคัญ ที่ต้องมากันเป็นเครือข่าย ก็ต้องบอกว่าโครงสร้างการบริหารประเทศเรามันไม่ได้เปิดโอกาส ที่จะทำให้คนที่ได้รับผลกระทบมาอธิบายหรือพูดได้จริง ๆ เพราะงั้นการทำเครือข่ายประชาชนถ้าอยากให้มันเปลี่ยนแปลง ทางสังคมทางโครงสร้าง มันเคลื่อนไหวแค่กลุ่มใดกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไม่ได้ NGO มันก็มีลายกลุ่มเนอะ คำว่า People Go Network มันมีจุดร่วมกันทั้งหมด มันก็ไม่ใช่ แต่การมารวมกันมันมีจุดยึดโยงบางอย่างเป็นเครือข่ายประชาชน”

เราถามเธอว่า ทำไมถึงเลือกช่วงเวลาที่การเมืองเป็นเช่นนี้ เพราะตอนนี้ก็ดูเรียบร้อยสงบสุขดีอยู่ไม่ใช่หรือ

“ทุกอย่างมันต้องอยู่ในความสงบเรียบร้อย ซึ่งไอ้ความสงบเรียบร้อยมันคืออะไร ถ้าความสงบเรียบร้อยมันคือการ ไม่มีใครมาต่อต้าน ไม่มีใครเห็นแย้ง ไม่มีคนมายกป้ายว่าไม่เห็นด้วย ซึ่งอันนี้ เราคิดว่ามันไม่ใช่ความสงบเรียบร้อย เพราะงั้นการเป็นเครือข่ายประชาชนมันจึงสำคัญ  เราได้รับความไม่เป็นธรรมจากเผด็จการ หรือ รัฐธรรมนูญที่มันออกมา โดยไม่ชอบธรรม”

เธอเล่าอีกเรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่เน้นย้ำมาตั้งแต่ช่วงต้นของบทสนทนาแล้ว ว่า การที่เธอเลือกทำงานที่มูลนิธิฯ มันไม่ได้แปลว่า ต้องยึดโยงกับคำว่าเสียสละ

“เวลาเรานั่งแท็กซี่ ก็จะชอบถามว่าเราทำงานอะไร บางทีเราตอบ NGO เขาก็จะไม่เข้าใจ พอบอกว่าทำงานมูลนิธิ มาเลย เสียสละ ได้เงินไหม เราไม่รู้จะตอบเลยว่ายังไง กูก็มีเงินเดือนนะ และกูก็อยู่ได้ แต่บางที่คนมักจะมองว่า ไอ้คำว่า เสียสละ บางทีมันก็ไปกดทับคนอื่นนะ มันไม่ได้หมายความว่าคนทำธุรกิจจะไม่เสียสละไง
พี่คิดว่าแต่ละคนมีอาชีพที่ตัวเองเลือก แต่ละอาชีพก็มีคุณค่าต่างกัน คือความเสียสละมันเอามาพูด แล้วมันไปลดทอนคุณค่าคนอื่น ”

ประโยคบอกเล่าในเชิงคำถามที่เธอทิ้งไว้ก่อนเราจบสัมภาษณ์นี้ คือ “เราจะอยู่แต่กับตัวเอง หรือเราจะมองคนรอบ ๆ  สังคมภายนอกบ้าง คนทำธุรกิจก็อาจจะต้องมองคนภายนอกบ้างอะไรอย่างนี้หรือเปล่า หรือ เห็นคนทุกข์ยาก ก็อย่าพึ่งไปตัดสินเขา แค่นี้ก็โอเคแล้ว เพราะงั้นก็แล้วแต่เลือกว่าคุณจะใช้ชีวิตแบบไหน ”