บฤงคพ วรอุไร

                                                                        บฤงคพ วรอุไร

คุณคือใคร?

ถ้าต้องแนะนำตัวกับคนทั่วไป จะตอบว่า “เป็นนักดนตรีครับ” คิดว่าเป็นคำตอบเรียบ ตรง สั้น ครอบคลุมที่สุด แต่ถ้าต้องการรายละเอียด น่าจะต้องอธิบายแบบนี้

          เป็นอาจารย์สอนดนตรี ที่วิทยาลัยดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เป็นอาจารย์ที่ทำงานนอกมหาวิทยาลัยมากกว่าในมหาวิทยาลัย ดูเหมือนเกเร แต่จริงๆสอนหลายวิชา มีภาระงานเกินภาระงานปกติของมหาวิทยาลัยทุกเทอมติดต่อกันมาสิบกว่าปีแล้ว วิชาที่สอนคือ ทฤษฎีดนตรีสากล ทฤษฎีการประสานเสียง สุนทรียศาสตร์ทางดนตรี ดนตรีเอเชีย ดนตรีชาติพันธุ์  อะคูสติกสำหรับนักดนตรี ธุรกิจดนตรี การบันทึกเสียง โครงงานสำหรับนักศึกษาที่สำเร็จหลักสูตร

          เป็นนักดนตรีอาชีพ ที่ทำงานดนตรีเต็มเวลา ซึ่งก็เป็นเวลาเดียวกันกับที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

ถ้าบอกว่าเป็นนักดนตรีอาชีพ อาจมีคำถามว่าเล่นประจำที่ไหน ผมไม่มีที่เล่นประจำครับ ไม่เล่นดนตรีในสถานบันเทิง ส่วนใหญ่เล่นกลางแจ้ง ตามโบราณสถาน เล่นในข่วง(ลาน) เล่นดนตรีข้างถนน รับจ้างเล่นดนตรีสำหรับงานแสดงแสง สี เสียง งานละคร งานบุญ คิดอยู่ว่าเคยเผลอไปเล่นในงานบาปบ้างไหม

          เป็น Music Producer ที่ผลิตดนตรีได้ครบวงจร ตั้งแต่แต่งเพลง เรียบเรียงเพลง ออกแบบเสียง คัดเลือกนักร้อง นักดนตรี บันทึกเสียง เผยแพร่  เพลงที่ทำ นอกจากเพลงที่ทำตามใจตัวเองแล้ว ก็ผลิตให้คนอื่นด้วยเช่น เพลงประกอบการแสดงต่างๆ เพลงประกอบละคร เพลงสารคดี เพลงของหน่วยงาน เพลงโรงเรียน หรือเพลงประกอบการแข่งขันกีฬา เช่นเพลงสำหรับการแข่งขัน(Theme Song) บาสเกตบอลนักเรียนระดับเอเชีย (The Asian School Basketball Championship 2015)

          เป็นนักแต่งเพลง อันนี้ชอบที่สุด เพราะถูกกับนิสัย คือชอบอยู่เงียบๆคนเดียว ใช้จินตนาการ นั่งดูสายลมแสงแดด แล้วเปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นเพลง แต่ถ้าบอกว่าเป็นนักแต่งเพลง บางคนอาจนึกถึงพี่ดี้ (นิติพงษ์ ห่อนาค) ครูสลา คุณวุฒิ หรือ บอย เขมราฐ (คนแต่งเพลง ขอใจแลกเบอร์โทร) ผมไม่ได้แต่งเพลงแบบนั้น ไม่ได้ทำงานเพลงป๊อบ ไม่ได้แต่งให้นักร้องเอาไปร้อง โดยทั่วไปชอบแต่งเพลงที่สะท้อนความคิด ความรู้สึก และเพลงสำหรับละครเพลง

          เป็น Conductor ของวงดนตรี Nimman Street Orchestra และวง Lanna Orchestra

วง Nimman Street Orchestra เป็นวงออเคสตร้าอาชีพ ขนาดกลาง นักดนตรีประมาณ 20 คน เล่นดนตรีแบบคลาสสิคและกึ่งคลาสสิค เน้นแสดงผลงานของนักแต่งเพลงชาวไทย ส่วน Lanna Orchestra เป็นวงดนตรีคลาสสิคผสมเครื่องดนตรีล้านนา ขนาดประมาณ 30 ชิ้น

ต้องสารภาพว่างานคอนดักเตอร์เป็นงานที่ฝืนใจทำ ตอนที่ยังเป็นนักศึกษาดนตรี ไม่ยอมเรียนวิชา Conducting เพราะใจต่อต้าน ด้วยความคิดที่ว่าดนตรีเป็นเรื่องที่นักดนตรีควรแสดงออกได้อย่างอิสระและเท่าเทียม ไม่เห็นด้วยที่ใครจะมาถือไม้กายสิทธิ์(บาตอง)โบกอยู่หน้าวง เจ้ากี้เจ้าการให้นักดนตรีคนอื่นๆต้องทำตาม ทุกวันนี้จึงเป็นคอนดักเตอร์ที่ไม่ถือบาตอง เพราะจับไม้ไม่เป็น และถ้ามีใครกะเกณฑ์เอาคอนดักเตอร์ทั่วประเทศมาจัดอันดับทักษะฝีมือ ค่อนข้างแน่ใจว่าผมจะอยู่อันดับท้ายสุด

          นอกเหนือจากข้างต้น ผมเป็นหุ้นส่วนของโรงเรียนดนตรีเล็กๆ ชื่อ Musicolli และค่ายเพลงเล็กๆ ชื่อ Made in Chiangmai

กิจการเล็กๆทั้ง 2 อย่างนี้ นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ด้านรายได้(อยากรวย)แล้ว ตั้งขึ้นเพื่อให้น้องๆนักดนตรีและลูกศิษย์ที่เรียนในมหาวิทยาลัยแล้วยังไม่จุใจ ได้มาทดลองทำงานความคิดด้วยกัน ผมเรียกกิจการเล็กๆทั้งสองนี้ว่าเป็นห้องแลปสำหรับทดลองดนตรี

ทุกวันนี้ยัง วัตถุประสงค์ด้านรายได้ยังไม่บรรลุ เพราะตั้งมา 7-8 ปีแล้ว ยังไม่เคยปันผลสักครั้ง แต่ถ้าประเมินความสำเร็จทางด้านการกระตุ้นความคิดและการได้ทดลองทำสิ่งใหม่ทางดนตรี ก็ถือว่าคุ้มเหนื่อย

 

เส้นทางการทำงานจนเติบโตของเป็นอย่างไร?

ผมประเมินว่า ตัวเองใช้ความสนุกและความอยากรู้อยากเห็นเฉพาะหน้า เป็นเครื่องนำทางชีวิต

สอบเอนทร๊านซ์เข้ามหาวิทยาลัย(ครั้งแรก) พ.ศ.2527 เลือกเรียนธรณีวิทยา ด้วยเหตุผลว่า ตัวเองมีนิสสัยชอบสันโดษ ชอบเข้าป่า คิดเอาเองว่าถ้าเรียนธรณีแล้วจะได้อยู่ในป่าในเขา เรียนจบตามกำหนด 4 ปี หลังจากที่สอบวิชาสุดท้ายเสร็จไม่กี่วัน ได้รู้จักกับอาจารย์หัวหน้าภาควิชาดุริยศิลป์ มหาวิทยาลัยพายัพ เขาทราบว่าเล่นดนตรีได้ ชวนให้มาเรียนดนตรี ก็ตัดสินใจวางอาชีพนักธรณีวิทยาลง แล้วตามคนที่เพิ่งรู้จักกันมาเป็นนักศึกษาดนตรี

ชีวิตนักศึกษา(ครั้งที่สอง) สนใจทุกอย่าง เรียนทุกเรื่อง ยกเว้นวิชา conducting เพราะไม่ชอบเผด็จการ เรียนจบแล้วมหาวิทยาลัยก็ให้ทุนไปเรียนระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา เพื่อให้กลับมาเป็นอาจารย์ เลือกเรียนวิชาเอกดนตรีชาติพันธุ์ เพราะยังสนุกกับการออกเดินทางในป่าในเขา อยากออกไปสัมผัสชีวิตกลุ่มชนต่างๆ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองสนใจเรื่องชีวิตผู้คนและวัฒนธรรม

กลับมาเป็นอาจารย์ เห็นความแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตนักดนตรีที่อเมริกากับเมืองไทย อาชีพนักดนตรีในเมืองไทย ไม่นับรวมอาจารย์สอนดนตรีในมหาวิทยาลัย เป็นอาชีพที่ไม่มีระบบหรือโครงสร้างอะไรรองรับ อาจจะดูเหมือนสนุก มีอิสระ แต่จริงๆแล้วเสี่ยงกับสถานการณ์ชีวิตที่เปลี่ยนไปวันต่อวัน พร้อมจะตกงานได้ทุกเมื่อ เริ่มตั้งคำถามเรื่องคุณค่าของดนตรี ทั้งในเชิงศิลปะ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิญญาณ

คำตอบที่ได้ เกินกว่าคำถามที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก นอกเหนือจากความเข้าใจเรื่องโครงสร้างดนตรีในเชิงอาชีพแล้ว ได้เรียนรู้ว่าจริงๆแล้ว ธรรมชาติของดนตรีมีมิติที่ลึกซึ้งกว่าคำว่าอาชีพ วิถีของดนตรีเทียบเคียงได้กับวิถีนักบวช คือเป็นผู้อุทิศตัวขัดเกลาตัวเองเพื่อปลอบประโลมสังคม  ความแตกต่างคือในขณะที่วิถีนักบวชมีโครงสร้างชัดเจน มีระบบสังคมหล่อเลี้ยง มีอาหารให้กิน มีวัดให้อยู่ มีที่มีทางชัดเจนในสังคมไทย วิถีดนตรียังเร่ร่อน และหาจุดยึดไม่ได้

สังคมไทยยังคุ้นเคยกับบทบาทหน้าที่ของดนตรี เฉพาะด้านการปรนเปรอสร้างความบันเทิง จนลืมคิดไปว่าในโลกนี้มีศาสตร์อยู่ไม่กี่ศาสตร์ที่สื่อสารโดยตรงกับจิตใต้สำนึก ดนตรีเป็นหนึ่งในศาสตร์นั้น และเพราะดนตรีสามารถสื่อสารกับจิตใต้สำนึก ดนตรีจึงสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของคน และเมื่อดนตรีเปลี่ยนคนได้ ดนตรีก็เปลี่ยนโลกได้ ไม่แปลกใจที่ทุกชาติ ทุกศาสนา ต่างก็มีดนตรีเป็นของตัวเอง และพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆในโลกนี้ ต่างก็ใช้ดนตรีเป็นเครื่องมือพาจิตใจเข้าสู่หลักความเชื่อของแต่ละศาสนา

อย่างไรก็ตาม คุณค่าแท้ของดนตรีเป็นคุณค่าแบบ “น้ำ” ไม่ใช่คุณค่าแบบ “เพชร” คือ ดนตรีจะยิ่งมีคุณค่ามาก เมื่อได้ผสมกลมกลืนอยู่กับสิ่งต่างๆ หรือกับศาสตร์อื่นๆ แต่จะไม่มีค่าอะไรเลยเมื่อถูกแยกออกมา สิ่งที่ผมสนุกกับดนตรีอยู่ทุกวันนี้ คือการได้ วิเคราะห์ วางแผน ทดลอง นำดนตรีเข้าไป “เล่น” กับปัญหาต่างๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ การเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม

 

งานแห่งชีวิตของคืออะไร?

ตั้งแต่เด็กมา มีเป้าหมายหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลย คืออยาก“นิพพาน” แต่ถ้าบอกแค่นี้ ใครที่ไม่รู้จักกันดีพอ อาจจะถูกความคิดตัวเองหลอกให้คิดว่าผมเป็น“คนดี” ซึ่ง“ไม่จริง”

สมมติว่า ถ้าด้านนิพพานเป็นสีขาวใส ด้านกิเลสเป็นสีดำ เมื่อสักยี่สิบกว่าปีก่อนเคยคิดว่าตัวเองขาวขึ้นเรื่อยๆ แต่มาดูตอนนี้ รู้สึกมอมแมมกว่าเดิมมาก ยืนยันว่าโลภ โกรธ หลง ยังอยู่ครบ และมีมากด้วย

ระหว่างที่รู้ตัวว่ายังกลิ้งอยู่ในกิเลสสีดำและพยายามหยุดกลิ้งอยู่นี้ ชีวิตก็ต้องดำเนินไป สิ่งที่ตั้งใจทำเพื่อรอเวลานิพพาน(ซึ่งจะมาถึงเมื่อไรก็ไม่รู้) คือใช้ทักษะอะไรก็ตามที่ตัวเองมีอยู่ ทำประโยชน์ให้กับตัวเองและคนรอบข้าง ผมคิดง่ายๆแค่นี้

(เรื่องงานแห่งชีวิต ขอไปตอบต่อในข้อต่อๆไปนะครับ)

 

บทเรียนการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบุคคลอื่นอย่างไร

          พยายามคิดใคร่ครวญหลายครั้ง ได้คำตอบให้กับตัวเองว่านอกจากเปลี่ยนตัวเองในบางเรื่องแล้ว ผมไม่ได้อยากเปลี่ยนแปลงอะไรอื่น อยากอยู่สงบ สบาย แต่ในเส้นทางที่สนุกของเราบางทีก็พบเจออะไรวางไม่ถูกที่บ้าง ก็ต้องออกแรงลงมือขยับให้เข้าที่เข้าทาง เช่น

เชียงใหม่ เมืองดนตรี

เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีนักดนตรีฝีมือดีอยู่ล้นเมือง ในเขตเมืองและชานเมืองที่มีพลเมืองประมาณ 970,000 คน มีวงดนตรีที่พัฒนาจนมีผลงานเพลงของตัวเองแล้วกว่า 200 วง การมีปริมาณนักดนตรีมากทำให้เกิดปัญหาค่าแรงต่ำ จนไม่สามารถประกอบอาชีพได้จริง นักดนตรีส่วนใหญ่ต้องหางานอื่นทำเพื่อเลี้ยงชีพ และเล่นดนตรีเป็นอาชีพเสริม

ในขณะที่นักดนตรีบ่นเรื่องค่าแรงต่ำ ความจริงอีกข้างหนึ่งคือเชียงใหม่มีกิจกรรมทางดนตรีเกิดขึ้นเกือบทุกวัน เฉพาะในส่วนของภาคเอกชนบางวันมีการจัดคอนเสิร์ตตรงกันถึง 7 แห่ง(เท่าที่เคยเจอด้วยตัวเอง จริงๆอาจมีมากกว่านั้น) ไม่นับรวมกับกิจกรรมต่างๆของภาครัฐทั้งที่จัดขึ้นเป็นประเพณีนิยม และงานใหม่ๆที่มีงบประมาณรออยู่แล้ว แต่ยังนึกไม่ออกว่าจะทำอะไรดี

นอกจากนั้น จังหวัดเชียงใหม่ยังมีนักท่องเที่ยวประมาณปีละ 7 ล้านคน จำนวนนั้นเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 3 ล้านคน ซึ่งใช้เงินเฉลี่ยวันละ 3,700 บาท กิจกรรมยอดนิยมที่นักท่องเทียวต่างชาติทำในเวลาค่ำคืนคือ การรับประทานอาหารและฟังเพลง

ผมนำสถานการณ์ข้างต้นเข้าเป็นกรณีศึกษาในชั้นเรียนวิชาธุรกิจดนตรี และได้คำตอบว่าถ้าสามารถผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมการท่องเทียวทางดนตรีได้ นักดนตรีจะมีงานทำมากขึ้น ค่าแรงนักดนตรีจะสูงขึ้น และศิลปดนตรีของเชียงใหม่จะเจริญขึ้น

เล่าอย่างย่อ จากข้อสรุปในชั้นเรียน ผมนำมาขยายผลร่วมกับ “สมาคมนักดนตรี นักร้อง นักแสดง จังหวัดเชียงใหม่” ผลักดันผ่านทางสำนักงานท่องเทียวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี จนปัจจุบันแผนงาน “เชียงใหม่เมืองดนตรี” ได้รับการประกาศอย่างเป็นทางการ มีงบประมาณจากภาครัฐลงมาช่วยขับเคลื่อน คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 3-5 ปี จึงจะสำเร็จตามวัตถุประสงค์

มหาวิทยาลัยเด็ก

          เป็นแนวคิดที่เกิดขึ้นภายหลังจากได้ทดลองทำโรงเรียนดนตรีที่เน้นสอนเด็กเล็กชื่อ Musicolli  โรงเรียน Musicolli เปิดสอนดนตรีเด็กเล็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 2 ขวบขึ้นไป จากการทำโรงเรียนมาระยะหนึ่ง เห็นข้อสังเกตที่น่าสนใจคือ

ข้อสังเกตที่ 1

ระยะหลังมานี้ ผมพบค่านิยมแปลกๆว่า ถ้าเด็กๆได้เรียนดนตรีแล้วจะฉลาดและจิตใจดี พ่อแม่วัยหนุ่มสาวที่พอจะมีฐานะเกือบทุกคนอยากให้ลูกเรียนดนตรี แต่นักเรียนมีโอกาสได้อยู่กับครูดนตรีแค่สัปดาห์ละครึ่งหรือหนึ่งชั่วโมง ความฉลาดและจิตใจดีที่พ่อแม่คาดหวังจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ข้อสังเกตที่ 2

ปัจจุบัน โครงสร้างที่จะทำให้ประเทศพัฒนาทุกๆโครงสร้าง พึ่งพาอะไรไม่ได้เลย เมื่อสาวลึกลงไปถึงต้นตอ พบว่าปัญหาคือพลเมืองไม่มีคุณภาพ เครื่องมือที่จะทำให้พลเมืองมีคุณภาพคือระบบการศึกษาก็พังไปแล้วเหมือนกัน เด็กๆที่ดูสดใส ร่าเริง มีชีวิตชีวา พอถึงวัยเข้าโรงเรียนแล้ว ความมีชีวิตชีวาหายไปหมด

ข้อสังเกตที่ 3

การให้ความรู้ทำเมื่อไรก็ได้ แต่การปลูกฝังนิสัยต้องเริ่มตั้งแต่เด็ก อายุน้อยมากเท่าไรก็ปลูกฝังได้ง่ายเท่านั้น เมื่อเขาเข้าสู่วัยรุ่นแล้วการจะไปเปลี่ยนแปลงลักษณะนิสัยของเขาอีกเป็นเรื่องที่เกือบจะทำไม่ได้เลย ดังนั้นถ้าจะปลูกฝังลักษณะนิสัยเพื่อให้เขาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ ต้องทำให้สำเร็จก่อนเด็กจะเป็นวัยรุ่น ช่วงเวลาที่ทำได้ดีคือระหว่างช่วงอายุประมาณ 0-12 ปี

ข้อสังเกตที่ 4

เด็กๆเมื่ออยู่กับพ่อแม่ ต่างกับเด็กๆเมื่ออยู่กับครู ที่เจอบ่อยๆคือพ่อแม่บ่นว่าลูกอยู่บ้านดื้อมาก ไม่ทำอะไรเลย แต่พอมาอยู่ที่โรงเรียน ครูกลับบอกว่าเด็กเชื่อฟังครู ทำอะไรเองได้ทุกอย่าง การจะพัฒนาเด็กๆให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ทั้งพ่อแม่และครูต้องเห็นภาพรวมของเขาให้ครบ

ข้อสังเกตที่ 5

พ่อแม่รุ่นใหม่เลี้ยงลูกไม่เป็น ซึ่งส่งผลตรงต่อบุคคลิกและลักษณะนิสัยของเด็กๆ ปัญหานี้อาจเกิดจากสภาพสังคมเปลี่ยนจากครอบครัวใหญ่มีปู่ย่าตายายช่วยเลี้ยง เป็นครอบครัวเดี่ยว ที่พ่อแม่มือใหม่(หัด)เลี้ยงลูกตามตำรา เจอปัญหาว่าพ่อแม่หลายคู่เห็นแต่ลูกตัวเอง ไม่เคยได้เห็นพฤติกรรมของเด็กคนอื่นๆ ทำให้บางทีมีทัศนคติต่อลูกตัวเองสุดโต่ง คือ ส่วนหนึ่งมองว่าลูกตัวเองฉลาดมาก เก่งมาก เป็นเด็กอัจฉริยะทำอะไรได้สารพัด ขณะที่พ่อแม่อีกส่วนหนึ่งมองว่าลูกตัวเองมีปัญหา ทำอะไรก็ไม่ได้ บอกอะไรก็ไม่เชื่อฟัง

ในฐานะโรงเรียนดนตรีที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมเด็กปีละประมาณ 200 คน ติดต่อกันมาหลายปี ยืนยันได้ว่าถึงเด็กๆจะมีบุคคลิกลักษณะนิสัยแตกต่างกันออกไป แต่ความแตกต่างนั้นเป็นเรื่องปกติ และเด็กๆส่วนใหญ่ไม่ได้มีปัญหาอะไร สิ่งที่เป็นปัญหาหรือทำให้เด็กๆห่างจากความปกติไปคือทัศนคติของผู้ปกครอง ดังนั้นการจะปลูกฝังให้เด็กๆเติบโตอย่างมีคุณภาพ ต้องดูแลไปถึงทัศนคติของผู้ปกครองด้วย

จากข้อสังเกตต่างๆข้างต้น ผมเอามาเป็นกรณีศึกษาให้น้องๆลูกศิษย์ที่เป็นครูดนตรีเด็ก ช่วยกันศึกษา โดยมีหลักคิดว่า ครูดนตรีนอกจากสอนดนตรีตามหน้าที่แล้ว เรายังช่วยกันสร้างพลเมืองรุ่นใหม่ที่จะดูแลบ้านเมืองต่อจากคนรุ่นเราด้วย เกิดเป็นข้อตกลงในการทำงานคือ

1) ที่โรงเรียนดนตรี ทุกครั้งที่สอนเสร็จครูต้องเผื่อเวลาท้ายคาบเรียนเพื่อให้การบ้านพ่อแม่ นำบทเรียนกลับไปสอนลูกเองที่บ้านในช่วงตลอดสัปดาห์ที่เด็กๆจะไม่ได้เจอกับครู และถือเป็นโอกาสที่จะได้รายงานพัฒนาการเด็กด้านอื่นๆ รวมทั้งด้านลักษณนิสัย โดยมีสมมติฐานว่า ความสำเร็จของเด็กๆจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเด็กๆ ผู้ปกครอง และครู ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด

2) ถึงจะเป็นโรงเรียนสอนดนตรี แต่ก็ออกแบบหลักสูตรที่สอดแทรกเนื้อหาด้านอื่นๆ และกระตุ้นพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน ให้เด็กแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญคืออธิบายแนวคิด วิธีการ และวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ปกครองเข้าใจ

3) แอบปรับพฤติกรรมผู้ปกครอง โดยการจัดพื้นที่ให้เด็กๆได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน บางครั้งจัดกิจกรรมนอกสถานที่ ที่ต้องใช้เวลาอยู่ร่วมกันหลายวัน เช่นพาเด็กๆและครอบครัวไปเดินป่า ไปดำน้ำ หรือไปเรียนรู้ธรรมชาติ เพื่อให้ผู้ปกครองเด็กๆได้มีโอกาสใช้เวลาเรียนรู้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างเป็นธรรมชาติ ลดปัญหาความสุดโต่งของผู้ปกครองทั้ง 2 ขั้ว

จากประสบการณ์และการสังเกตพฤติกรรมเด็กและผู้ปกครองประมาณ 200 ครอบครัว ในช่วงเวลา 7-8 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความคิดว่าประเทศที่ระบบต่างๆไม่ทำงานแล้ว จะเดินหน้าต่อไปได้ ต้องพึ่งพาพลเมืองรุ่นใหม่ ที่ปัจจุบันมีอายุประมาณ 2 ขวบ และพึ่งพาหน่วยโครงสร้างที่เล็กที่สุดของสังคม คือครอบครัวแต่ละครอบครัว และคาดหวังว่าพลเมืองตัวน้อยๆ กับหน่วยโครงสร้างทางสังคมเล็กๆเหล่านี้จะเติบโตอย่างแข็งแรง เพื่อเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมืองต่อไปในอนาคต

และคงจะดีไม่น้อย ถ้าจะสามารถขยายขอบเขตจากผู้ปกครองที่ส่งลูกๆมาเรียนดนตรีเพื่อหวังผลด้านความฉลาดและจิตใจดี มาเป็นการปลูกฝังลักษณะนิสัย โดยอาศัยสรรพวิทยการต่างๆที่จะพัฒนาเป็นทักษะการดำเนินชิวิต ตามความสนใจของเด็กๆ เช่น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ การสื่อสาร และ สิ่งแวดล้อม  โดยเน้นเด็กเล็กจนถึงก่อนวัยรุ่น และทั้งหมดที่เล่ามา คือแนวคิดเริ่มต้นของโครงการ “มหาวิทยาลัยเด็ก”

ปัจจุบันโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ถึงจะยังเป็นเพียงแนวความคิด แต่ก็ได้เริ่มเกาะเกี่ยวแนวร่วมทั้งองค์การภาคเอกชนที่มีกำลังทั้งเงินทุน พื้นที่และบุคลากร และนักกิจกรรมเด็กบางส่วน  ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการร่างแผนการทำงานให้เป็นรูปธรรม

กลับมาสู่คำถามประเด็นงานแห่งชีวิตและบทเรียนการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลง งานแห่งชีวิตของผมคือการพัฒนาตัวเองให้สามารถใช้ทักษะต่างๆที่ตัวเองมี ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด ขั้นต่ำสุดคือต้องสามารถหลอมละลายทักษะทางดนตรีให้แทรกซึมเพื่อเกิดประโยชน์ได้ครบทุกมิติคือ ศิลปะ วัฒนธรรม สังคม เศรษฐกิจ การเมือง และจิตวิญญาณ

ผมเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตาม ต่างก็เริ่มจากคนคนเดียวเสมอ ส่วนขนาดของผลสำเร็จจะเล็กหรือใหญ่ หรือแม้กระทั่งกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแปลงโลก ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่ใครคนใดจะกำหนด แต่ขึ้นอยู่กับโอกาส พื้นที่ เวลา และสถานการณ์แวดล้อม เหมือนกับลูกบอลหิมะที่กลิ้งลงจากภูเขา เราคงบอกล่วงหน้าไม่ได้ว่าการกลิ้งครั้งใดจะเกิดลูกบอลหิมะลูกใหญ่เพียงใด

ดังนั้นการทำงานสร้างความเปลี่ยนแปลงควรเรียบง่าย แค่หันหน้าให้ถูกทิศแล้วลงมือทำ เหนื่อยก็พัก หายเหนื่อยค่อยทำต่อ อะไรทำเองไม่ได้ก็ขอคนอื่นมาทำให้ ออกแรงคนเดียวไม่ไหวก็ชวนคนอื่นมาช่วย ถ้าเดินตรงแล้วชนก็เลี้ยวหลบ ทำไปเรื่อยๆเดี๋ยวก็สำเร็จ

         

คนสร้างแรงบันดาลใจให้ทุกวันนี้คือใคร?

          ซะกะโมะโตะ เรียวมะ ซามูไรระดับล่าง ที่มีบทบาทสำคัญในการล้มล้างระบอบการปกครองของรัฐบาลโชกุนช่วงปลายยุคเอโดะ เพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคมญี่ปุ่น และปฏิรูปประเทศให้ไปสู่ความทันสมัยตามอย่างตะวันตก

 

ประเด็นอื่น ๆ ที่สนใจร่วมด้วยอย่างน้อย 3-5 ประเด็น

          ผมสนใจเป็นพิเศษที่จะใช้ทักษะดนตรีในการแก้ปัญหาอะไรก็ตามที่คิดว่าดนตรีไม่น่าจะทำได้ และสนุกที่จะทดลองทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้*

แต่เพื่อให้จัดการง่ายขึ้นตามกรอบคำถามของ คศน. ขอเลือก 3 ประเด็นคือ

1) การศึกษา

2) สิ่งแวดล้อม

3) สังคม เช่น การแก้ปัญหาความขัดแย้ง

 

          *(แอบคิดอยู่ว่า ถ้าจะทำให้รัฐบาลเลิกซื้อเรือดำน้ำ จะต้องใช้โน้ตอะไร)