บั้งไฟอีสาน

 

                                                                                                                ภาพประกอบจาก internet

 

ประเพณีบุญบั้งไฟ เป็นประเพณีหนึ่งของภาคอีสานหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “บุญเดือนหก” เป็นหนึ่งในฮีตสิบสองเดือนของชาวอีสาน เป็นช่วงฤดูฝนเข้าสู่การทำนา ตกกล้า หว่าน ไถ เพื่อเป็นการบูชาแถนขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เหมือนกับการแห่นางแมวของคนภาคกลาง โดยมีเรื่องเล่าตำนานประวัติที่มาของงานบุญประเพณีบั้งไฟจากตำนานพื้นบ้านอีสานจำนวน 2 เรื่อง คือ ตำนานพญาคันคากรบกับพญาแถน และตำนานท้าวผาแดงนางไอ่

ตำนานพญาคันคากรบกับพญาแถน

เรื่องเล่าตำนานพญาคันคากมีอยู่ว่า  “กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองๆ หนึ่งชื่อเมืองอินทะปัตถนคร มีพระยาครองเมืองชื่อพระยาเอกราช มีโอรสองค์หนึ่งมีผิวพรรณขรุขระเหมือนคางคก แต่สีเหลืองเหมือนทองคำ เมื่อท้าวพญาคันคากเจริญวัยขึ้นก็อยากได้หญิงสามรูปร่างโฉมงามมาเป็นภรรยา แต่หาไม่ได้ พระบิดาก็พยายามหาให้ ในที่สุดท้าวคันคากจึงอธิษฐานว่า หากตนเองมีบุญบารมีแล้วขอให้ได้หญิงงามมาเป็นภรรยาตามประสงค์จึงร้อนถึงพระอินทร์ซึ่งได้มาช่วยเนรมิตปราสาทให้ พร้อมทั้งนำนางแก้วเทวีมาเป็นภรรยาด้วย แต่เห็นว่าท้าวคันคากมีรูปร่างอัปลักษณ์จึงเสกกายให้เป็นหนุ่มรูปงามเพื่อให้ทั้งสองอยู่ในปราสาทนั้นอย่างปกติสุข พระอินทะปัตถนครทราบเรื่อง ก็ดีพระทัยอย่างมากจึงยกราชสมบัติให้ครอง เมื่อท้าวพญาคันคากครองเมืองแล้ว พญาแถนไม่พอใจเพราะว่าท้าวพญาคันคากมีอิทธิฤทธิ์มากกว่าเกรงจะเป็นภัยต่อตน จึงหาทางกลั่นแกล้ง ไม่ให้ฝนตกบนพื้นโลก เกิดความเดือนร้อนไปทั่วพื้นพิภพ ท้าวพญาคันคากจึงต่อสู้กับพญาแถน ในที่สุดพญาแถนแพ้ฤทธิ์ของท้าวพญาคันคากจึงยอมให้ฝนตกบนพื้นพิภพตามคำสั่งของท้าวพญาคันคาก ในการต่อสู้กันนี้เป็นการต่อสู้ครั้งยิ่งใหญ่ทีเดียว กล่าวคือ ท้าวพญาคันคากได้พาบริวาร อันมีกบ เขียด งู ผึ้ง ต่อ แตน และหมู่สัตว์อื่นๆ ที่มีพิษไปสู่กับพญาแถนจนได้ชัยชนะ และท้าวพญาคันคากก็บังคับให้พญาแถนส่งฝนให้ตกต้องตามฤดูกาลต่อมาด้วยการจุดบั้งไฟขึ้นไปบนเมืองฟ้าเมืองแถนเพื่อเป็นสัญญาณบอกให้พญาแถนได้ส่งฝนให้ตกลงมายังโลกมนุษย์ได้”  โดยในบางตำนานได้กล่าวไว้ว่า ท้าวพญาคันคากกับพญาแถนได้ทำสัญญาต่อกันว่า

  1. ถ้ามวลมนุษย์จุดบั้งไฟขึ้นสู่ท้องฟ้าเมื่อใด ให้พญาแถนสั่งให้ฝนตกในโลกมนุษย์
  2. ถ้าได้ยินเสียงกบ เขียดร้อง ให้รับรู้ว่าฝนได้ตกลงมาแล้ว
  3. ถ้าได้ยินเสียงสนู (เสียงธนูหวายของว่าว) ให้ฝนหยุดตกเพราะจะเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าว

ตำนานท้าวผาแดงนางไอ่

ตำนานผาแดงนางไอ่นี้ แหล่งข้อมูลแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ โดยเนื้อเรื่องโดยย่อมีอยู่ว่า “พระยาขอมผู้ครองนครเอกธีตา มีธิดาหนึ่งนางซึ่งมีสิริโฉมงดงามนามว่า “นางไอ่คำ” หรือ “นางไอ่” ครั้นถึงเดือนหก จะจัดงานบุญบั้งไฟจึงได้มีใบบอกบุญไปยังหัวเมืองต่าง ๆ ให้ทำบั้งไฟไปร่วมจุดในงาน ท้าวผาแดงแห่งเมืองผาโพงแม้ว่าจะไม่ได้รับใบบอกบุญแต่ก็ประสงค์ไปร่วมงานดังกล่าวด้วยหวังจะพบนางไอ่คำที่ตนหลงรัก ซึ่งนอกจากท้าวผาแดงแล้ว ยังมีท้าวภังคี นาคหนุ่มบุตรชายของท้าวสุทโธนาค แปลงกายไปร่วมงานบุญนี้และแอบหลงรักนางไอ่ด้วยเช่นกัน นาคหนุ่มภังคีเมื่อกลับบ้านเมืองของตนแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะใจปฏิพัทธ์ต่อนางไอ่คำ จึงเดินทางไปยังเมืองเอกธีตาอีกครั้ง แม้ว่าท้าวสุทโธนาคผู้เป็นบิดาจะห้ามปรามไว้ก็ไม่ยอมฟัง เมื่อถึงเมืองเอกธีตาของนางไอ่ ท้าวภังคีจึงแปลงกายเป็นกระรอกเผือกกระโดดไปตามต้นไม้ใกล้ปราสาทของนางไอ่ เมื่อนางเห็นกระรอกเผือกก็คิดอยากได้ จึงให้นายพรานตามจับกระรอกตัวดังกล่าว นายพรานจึงยิงกระรอกตัวนั้นตายเสีย ก่อนตายท้าวภังคีในร่างกระรอกเผือกได้อธิษฐานขอให้เนื้อกระรอกของตนมีความเอร็ดอร่อยและมีจำนวนมากพอกินแก่คนทั้งเมือง ฝ่ายบริวารที่ติดตามท้าวภังคีไปด้วยก็รีบนำความไปแจ้งแก่ท้าวสุทโธนาค เมื่อทราบดังนั้นท้าวสุทโธนาคจึงโกรธมาก เกณฑ์พลพรรคนาคนับหมื่นเพื่อไปถล่มเมืองเอกธีตาผู้ใดที่ทานเนื้อของภังคีไปต้องตายเสียให้หมด ส่วนท้าวผาแดงเองที่อยู่ ณ เมืองผาโพง ก็อดกลั้นความรักของตนที่มีต่อนางไอ่ไม่ไหว จึงขี่ม้าไปหานางผู้เป็นที่รัก ณ เมืองเอกธีตา เมื่อนางไอ่นำเนื้อกระรอกเผือกมาเลี้ยงต้อนรับ ท้าวผาแดงก็ทราบโดยทันทีว่าแท้ที่จริงแล้วเป็นเนื้อของท้าวภังคีแปลงตนมา ใครกินเนื้อกระรอกเข้าไปแล้วบ้านเมืองจะถล่มถึงตาย ตกกลางคืน กองทัพนาคก็เดินทางมาถึง ผืนแผ่นดินถล่มกลายเป็นหนองน้ำไปทั่ว ท้าวผาแดงจึงพานางไอ่คำขึ้นขี่ม้าหนีโดยมีพญานาคไล่ติดตามไปตลอดทาง เมื่อม้าของท้าวผาแดงเริ่มหมดแรง จึงทำให้พญานาคไล่ตามไปทัน ใช้หางเกี่ยวนางไอ่คำตกลงมาจากหลังม้า แล้วนำนางไปที่เมืองบาดาลของเหล่านาค ส่วนท้าวผาแดงก็ควบม้าหนีต่อไปถึงยังเมืองผาโพง สภาพบ้านเมืองของนางไอ่ถล่มทลายพินาศกลายเป็นหนองน้ำใหญ่ เป็นตำนานการเกิด “หนองหาน” ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน เมื่อท้าวผาแดงรู้สึกเสียใจมากที่สูญเสียนางอันเป็นที่รักไปต่อหน้าต่อตา จึงอธิษฐานต่อเทพยดาว่าขอตายกลายเป็นผีเพื่อไปต่อสู้เอานางไอ่กลับคืนมา เมื่อกลั้นใจตายแล้ว ท้าวผาแดงได้กลายเป็นหัวหน้าผีเกณฑ์ไพร่พลกองทัพผีไปต่อสู้กับพวกนาค แต่สู้กันเท่าใดก็ไม่มีผู้ใดแพ้ผู้ใดชนะ ร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมาระงับศึกให้พวกนาคและพวกผีกลับบ้านเมืองของตนไปก่อน ส่วนนางไอ่ยังให้อยู่ ณ เมืองบาดาล รอให้พระศรีอาริย์มาตัดสินว่านางไอ่ควรเป็นของใคร

การช่วงชิงความหมายเนื่องด้วยประเพณีบุญบั้งไฟในกลุ่มชาติพันธุ์อีสาน

ประเพณีบุญบั้งไฟถูกสร้างให้กลายเป็นตัวแทนหรือสัญลักษณ์ของจังหวัดยโสธร ซึ่งเกิดจากผลของการส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) นับเนื่องมาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2520 เป็นต้นมา ซึ่งรวมระยะเวลากว่าสามสิบปีมาแล้ว กระแสการกระตุ้นเศรษฐกิจและการทำวัฒนธรรมให้เป็นสินค้าผ่านการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยว ทำให้แต่ละท้องถิ่นได้พยายามดึงเอาเอกลักษณ์ท้องถิ่นมาเป็น “จุดขาย”เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและงบประมาณประจำปี เพื่อสร้างสรรค์กิจกรรมทางวัฒนธรรมขึ้น เมื่อกิจกรรมของตนเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียง คนในชุมชนท้องถิ่นก็มีความภาคภูมิใจและพยายามจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เข้ามาเสริมเติมแต่งให้ประเพณีของตน ด้วยเหตุนี้บุญบั้งไฟจึงถูกผู้คนในสังคมภายนอก เพ่งมอง ในฐานะเป็นงานบุญประเพณีของชาวจังหวัดยโสธรเท่านั้น จนเป็นเหตุให้ชุมชนอื่นๆ ในอีสานที่มีการจัดงานบุญเช่นนี้ด้วยเริ่มตั้งคำถามกับการจับจ้องและยึดพื้นที่ประเพณี

บุญบั้งไฟไว้เฉพาะในจังหวัดยโสธรเท่านั้น  โดยแนวทางที่ใช้ในการช่วงชิงความหมายเนื่องด้วยประเพณีบุญบั้งไฟของจังหวัดต่างๆ ในภาคอีสาน สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 แนวทาง ดังนี้

1) การช่วงชิงความหมายผ่านการตั้งชื่องานบุญประเพณี

2) การช่วงชิงความหมายผ่านวัตถุประสงค์และเครือข่ายงานบุญ

3) การช่วงชิงความหมายผ่านสัญลักษณ์ในงานบุญ และ

4) การช่วงชิงความหมายผ่านตำนานประวัติที่มาของงานบุญ

ประเภทของบั้งไฟ

บั้งไฟมี 2 ประเภท คือ

ประเภทที่ 1 ได้แก่ บั้งไฟที่ไม่มีหาง เช่นบั้งไฟพุ บั้งไฟพะเนียง บั้งไฟตะไล บั้งไฟดอกไม้ บั้งไฟโครงขาว บั้งไฟม้า

ประเภทที่ 2 ได้แก่ บั้งไฟที่มีหาง ซึ่งแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ ดังนี้

  1. บั้งไฟน้อย เป็นบั้งไฟที่มีขนาดเล็กบั้งไฟชนิดนี้ถูกนำมาใช้เพื่อเสี่ยงทาย
  2. บั้งไฟร้อย เป็นบั้งไฟที่บรรจุดินปืนน้อยกว่า 12 กิโลกรัม ซึ่งได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อการแข่งขัน
  3. บั้งไฟหมื่น เป็นบั้งไฟที่บรรจุดินปืนระหว่าง 12 – 119 กิโลกรัม
  4. บั้งไฟแสน เป็นบั้งไฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดซึ่งบรรจุดินปืน 120 กิโลกรัมการแห่บั้งไฟ

การทำบั้งไฟ

ในสมัยก่อนการทำบั้งไฟจะใช้ไม้ไผ่ลำขนาดใหญ่ที่สุด ทะลวงปล้องให้ถึงกัน ภายนอกจะใช้ตอกไม้ไผ่ถักเป็นเชือกมัดรอบลำไผ่ให้แน่นเพื่อไม่ให้ลำไผ่แตก ส่วนหัวปล้องสุดท้ายจะถูกอุดด้วยแผ่นไม้หนาพอควร แล้วทำการอัดบรรจุหมื่อ (ดินปืน) ให้แน่นด้วยการตำ หรือใช้คานดีดคานงัด (ในปัจจุบันใช้แม่แรงยกล้อรถบรรทุกแทนสะดวกกว่ากันดังภาพซ้ายมือ) ยุคสมัยเปลี่ยนไปจากลำไผ่กลายมาเป็นท่อเหล็กหรือท่อประปา ซึ่งอันตรายมากเมื่อมีการระเบิดใส่ผู้คนอย่างที่เป็นข่าว ตอนหลังหันมาใช้ท่อพีวีซีแทนซึ่งก็ยังเป็นอันตรายอยู่ดี จากการบูชาพญาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมาก และสร้างความเสียหายต่อชุมชนในทิศที่บั้งไฟถูกจุดออกไป เพราะสามารถไปไกลได้หลายสิบกิโลเมตร

บทสรุป

การช่วงชิงความหมายของงานประเพณีบุญบั้งไฟในวิถีวัฒนธรรมอีสานในยุคปัจจุบันทำให้เรามองเห็นปรากฏการณ์ของประเพณีที่มีการแปรรูปเปลี่ยนความหมายไปมากกว่าแต่ก่อน  นอกจากนี้เราจะเห็นได้ว่า การทำบั้งไฟ และประเพณีบุญบั้งไฟ มีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคตามสมัย และมีส่วนช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดี โดยต้นทุนทางปัญญา บรรพบุรุษของชาวอีสานได้สั่งสมมานาน และมีคุณค่าอย่างยิ่ง งานบุญบั้งไฟถือเป็นประเพณีที่ให้สาระของความสนุกสนานที่แฝงไว้ด้วยความเชื่อถือศรัทธาที่มีมาอย่างยาวนาน กิจกรรมทั้งหมดของประเพณีนี้ได้ถ่ายทอดความรู้สึก ภูมิปัญญาของชุมชนในเรื่องเทคโนโลยีพื้นบ้าน การเลือกไม้ไผ่มาทำบั้งไฟ การตัดไม้ไผ่โดยไม่เป็นอันตราย การบรรจุดินปืนลงกระบอกไม้ไผ่ ล้วนเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมสืบกันมา การตกแต่งบั้งไฟเป็นงานศิลปะ การเซิ้ง การรับลำ และความเชื่อในพญาแถน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันนี้ การที่งานบุญบั้งไฟมีการเปลี่ยนแปลงจากการบูชาพญาแถนมาเป็นการพนันขันต่อเพื่อการเดิมพัน ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงจากบั้งไฟที่จุดทิ้ง มีความสุขปีละครั้ง มาเป็น “จรวดบั้งไฟ” ที่มีระยะการพุ่งทะยานไปได้ไกลหลายกิโลเมตร และทำให้จำนวนบั้งไฟที่จุดในแต่ละที่จึงมีจำนวนมาก โดยการเปลี่ยนแปลงของงานบุญบั้งไฟในลักษณะนี้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สินได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. การช่วงชิงความหมายเนื่องด้วยประเพณีบุญบั้งไฟในกลุ่มชาติพันธุ์อีสาน. วารสารวิถีสังคมมนุษย์
  2. หนังสือนิทานเรื่องท้าวผาแดง – นางไอ่ และประเพณีบุญบั้งไฟ ของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ

 

เรียบเรียงโดย  ดร. ณัฐพันธุ์ ศุภกา

สรุปเมื่อ 31 มกราคม 2559