ปฏิวัติที่รัสเซียส่งผลกระทบถึงเวียดนาม

 

                                                                                                                                                                   ภาพประกอบจาก internet 

ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผู้เรียบเรียง

การเดินทางไปประเทศเวียดนามในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าได้เปิดโลกทัศน์และได้รับความประทับใจในจิตวิญญาณรักชาติและความเป็นนักสู้ของชนชาติเวียดนามเป็นอย่างยิ่ง แต่ก่อนจะกล่าวถึงประวัติการต่อสู้ของประเทศเวียดนามขอกล่าวถึงประวัติคร่าวๆของประเทศรัสเซียเพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศรัสเซียมีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์ของประเทศเวียดนามในช่วงเวลาต่อมา

พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 แห่งราชวงค์โรมานอฟทรงเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายที่ปกครองประเทศรัสเซีย พระองค์ปกครองด้วยความกดขี่ข่มเหงประชาชน เช่น มีการสังหารหมู่ชาวยิวในปี 1881ช่วงยุคสมัยของพระองค์ประเทศตกอยู่ในภาวะสงครามหลายครั้ง ประชาชนอดอยากแร้นแค้น เกิคความไม่พอใจในหมู่ประชาชน เหล่ากรรมกรเดินขบวนเรียกร้องให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 ขึ้นค่าแรงและปกครองด้วยความเมตตา แต่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 กลับสั่งให้ทหารยิงเหล่ากรรมกรเสียชีวิตกว่าพันคน เหตุการณ์นี้เรียกว่าวันอาทิตย์นองเลือด (Bloody Sunday) ทำให้กรรมกรและชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดความศรัทธาอย่างถึงที่สุดต่อพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2

วลาดิเมียร์ เลนิน เดินทางกลับจากต่างประเทศปลุกระดมเพื่อเตรียมการปฏิวัติ จัดตั้งพรรคบอลเชวิค เตรียมแผนการปฏิวัติชนชั้นกลางเพื่อนำไปสู่การปฏิวัติสังคมนิยม รัสเซียเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 นำการรบด้วยตนเอง ผลแห่งสงครามสร้างความเสียหายให้แก่รัสเซียเป็นอย่างมาก จนเกิดการปฏิวัติในเดือนกุมภาพันธ์ 1917 โดยกลุ่มทหารและพระญาติสนิท จนพระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2ตัดสินใจสละราชสมบัติ ต่อมาเดือนตุลาคม 1917 พรรคบอลเชวิคโดยเลนินทำการปฏิวัติอีกครั้งและทำสัญญาสงบศึกกับเยอรมัน มีความพยายามจะสถาปนาราชวงค์โรมานอฟโดยกลุ่มอำนาจเดิม ทำให้พวกบอลเชวิคสังหารหมู่พระเจ้าซาร์นิโคลัสที่ 2 และราชวงค์ ด้วยอาวุธปืนเป็นอันสิ้นสุดราชวงค์โรมานอฟ พรรคบอลเชวิคโดยเลนินทำการปฏิวัติยึดอำนาจและนำประเทศเข้าสู่ระบอบสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ในที่สุด

เลนินได้รับอิทธิพลทางความคิดมาจากลัทธิมาร์ก จากหนังสือ แคปิตอล ซึ่งเขียนโดย คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ซึ่งมีใจความสรุปว่า “ประวัติศาสตร์สังคมทั้งหมดที่ผ่านมาล้วนแต่เป็นประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ระหว่างชนชั้น” ทุนนิยมเบียดบังกำลังแรงงานเพื่อสร้างความกำไรและมั่งคั่งให้ตนเอง ชนชั้นกรรมาชีพจะต้องต่อสู้เอาชนะชนชั้นนายทุนและล้มล้างระบบทรัพย์สินส่วนตัวอันเป็นสัญลักษณ์แห่งความเห็นแก่ตัวและนำประเทศเข้าสู่การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์

ประเทศเวียดนามตกเป็นประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสเกือบร้อยปี ต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2488 โฮจิมินห์เป็นผู้นำชาวเวียดนามที่ได้รับอิทธิพลทางความคิดในการปฏิวัติมาจากลัทธิคอมมิวนิสต์อันมีต้นแบบจากรัสเซีย ต้องการประกาศเอกราชจากฝรั่งเศสจึงนำไปสู่สงครามนำทหารและประชาชนต่อสู้จนในที่สุดฝรั่งเศสพ่ายแพ้แก่กองกำลังเวียดกงที่ได้รับการสนับสนุนจากรัสเซียในการรบที่สมรภูมิรบเดียนเบียนฟู ในปี พ.ศ. 2497 และมีการทำสนธิสัญญาเจนีวา ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ การปฏิวัติสังคมนิยมในรัสเซียทำให้สหรัฐอเมริกาซึ่งแอบช่วยเหลือฝรั่งเศสมาตลอดเกรงกลัวว่าจะเกิดการปฏิวัตินำไปสู่การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ในอีกหลายๆประเทศตามทฤษฎีโดมิโน เรียกช่วงนี้ว่าช่วงสงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาและชาวเวียดนามในภาคใต้บางส่วนไม่ต้องการรวมตัวกับรัฐบาลของโฮจิมินห์ จึงแบ่งดินแดนเวียดนามภาคใต้เป็นอีกประเทศหนึ่ง ทำให้ประเทศเวียดนามถูกแบ่งประเทศเป็นเวียดนามเหนือซึ่งปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ตามแบบรัสเซียและเวียดนามใต้ซึ่งปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา นโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาจึงใช้เวียดนามใต้เป็นตัวแทนในการรบกับเวียดนามเหนือในการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ให้ลุกลามมาในเอเชียซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย

การต่อสู้ของโฮจิมินห์ได้รวบรวมชาวเวียดนามเป็นน้ำหนึ่งอันเดียวกันรบกับสหรัฐอเมริกาที่มีแสนยานุภาพทางอาวุธเหนือกว่ามากด้วยวิธีการรบแบบจรยุทธ์ คือ แอบซุ่มโจมตีไม่รบซึ่งหน้า แม้ประชาชนและทหารชาวเวียดนามจะต้องได้รับความยากลำบากสาหัส บาดเจ็บล้มตายไปประมาณ 5 ล้านคนด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย แต่ทหารและประชาชนชาวเวียดนามก็ไม่ย่อท้อที่จะรบกับทหารของอเมริกาและสร้างความเสียหายแก่ชีวิตทหารอเมริกันได้จำนวนมากเช่นกัน จนในที่สุดประชาชนชาวอเมริกันก็ทนเห็นความเสียหายต่อทหารอเมริกันที่ตายไปกว่า 5 หมื่นคนและความโหดร้ายทารุณ ทั้งการฆ่า ข่มขืนฯ ที่ทหารอเมริกันทำต่อประชาชนทั้งเด็กและสตรีชาวเวียดนามผู้บริสุทธิ์ไม่ได้ จึงกดดันเรียกร้องให้รัฐบาลวอชิงตันยุติสงครามที่พวกเขาเรียกว่า “สงครามที่ไร้ความชอบธรรม” จนรัฐบาลอเมริกันยอมถอนทหารจากประเทศเวียดนามแต่สร้างความบอบช้ำเสียหายแก่แผ่นดินประเทศเวียดนามอย่างมหาศาล ในที่สุดระเทศเวียดนามก็สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวนับตั้งแต่ ปี 2519 และนำประเทศเข้าสู่การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์

สิ่งที่ประทับใจข้าพเจ้ามากก็คือความสำนึกในความเป็นชาติของประชาชนชาวเวียดนาม การร่วมแรงร่วมใจต่อต้านผู้รุกรานด้วยหัวใจที่ไม่ย่อท้อแม้จะตกเป็นรองมากในด้านความทันสมัยของอาวุธในการรบ แต่ด้วยหัวใจที่แข็งแกร่งของผู้นำ ทหารและความร่วมมืออันเข้มแข็งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประชาชนทำให้ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาผู้ไม่เคยปราชัยต้องพ่ายแพ้ในที่สุด แต่มีประเด็นที่ข้าพเจ้าต้องคิดทบทวนก็คือ ภายหลังการเสียชีวิตของประธานาธิบดีโฮจิมินห์ ผู้นำยุคใหม่ๆในภายหลังก็ไม่ได้ปกครองประเทศด้วยคุณธรรมและความเสียสละตามคำสอนของโฮจิมินห์อดีตผู้นำที่ทรงอิทธิพลอย่างสูงในทางความคิดสร้างชาติแต่อย่างใด มีการคอรัปชั่นในประเทศสูงมากในหมู่ผู้ปกครอง ประชาชนรุ่นใหม่ๆก็ดูเหมือนจะหลงใหลไปกับความมั่งคั่งหรูหราและชีวิตสะดวกสบายเช่นเดียวกับวัยรุ่นในประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ ข้าพเจ้าสงสัยว่าต้นทุนที่ประเทศเวียดนามมีอย่างชัดเจนในด้านจิตสำนึกในความเป็นชาติที่ผ่านประสบการณ์การถูกข่มเหงรังแกอย่างยาวนานจะช่วยต่อสู้กับการคอรัปชั่นของชนชั้นปกครองได้หรือไม่อย่างไร