ผึ้ง พา อาศัย : ภาวิณี ไชยภาค

“ อาหาร จริงๆมันต้อง ให้สารอาหาร ที่มีคุณค่าต่อร่างกาย แล้วถ้ากินเข้าไป
ร่างกายเราต้องสมบูรณ์แข็งแรงพร้อมใช้ชีวิต ในแต่ละวันได้แบบที่มีชีวา

แต่กว่าจะมีอาหารที่เป็นอาหาร คงต้องย้อนกลับไปดูถึงสารอาหาร วิธีการ หรือ กระทั่งเมล็ดพันธุ์ที่ฝังรากในพื้นดิน
การส่งต่อเมล็ดพันธุ์กลับกลายเป็นเรื่องยากโดยที่เราผู้บริโภคต่างไม่รู้เลย
จนกระทั่ง พบกับหญิงสาวคนนี้ บทสนทนาของเราเริ่มขึ้นจากตรงนั้น
หญิงสาวชาวจะนะ เกลี่ยเมล็ดหลากหลายชนิดออก เพื่อให้เราได้สอดส่องเมล็ดพันธุ์ที่อยู่ในตระกร้า

แพ้บ หรือ ภาวิณี ไชยภาค เริ่มต้นจากการปลูกผักเพื่อกินเอง เมื่อเยอะขึ้นเธอจึงเริ่มแบ่งบันทำให้เรารู้สึกว่าเธอเป็นประหนึ่งผึ้ง
ผึ้งที่เป็นส่วนสำคัญในระบบนิเวศที่สำหรับเหล่าพันธุ์ไม้นานา โดยการหอบหิ้วและส่งต่อ
เพื่อการคงอยู่ของเมล็ดพันธุ์

 

“กระบวนการแบบนี้ มันยกระดับความคิด ที่มากกว่าเรื่องของตัวเอง ที่แค่ว่าอยากกินน้ำปั่นเพื่อรักษาโรคมะเร็งของตัวเอง แต่อะไร ที่มันจะกระทบทำให้เราไม่ได้กินสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง
เราอยากขยายความคิดมากกว่าแค่การกิน หรือแค่เรื่องป่า และแปลงผักของเรา แต่ว่าดูแลป่า และน้ำของเราให้ดี การมีทุนใหญ่เขามารุกราน ถ้าเราไม่ดูแลร่วมกัน พืชพันธุ์ อาหาร ก็จะหายไปหมด มันจึงต้อง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อการก่อการ เราต้องช่วยกันแก้ช่วยกันคิด แลกเปลี่ยนกัน พอเพื่อนเราเจอปัญหา เราก็ได้แบ่งปันซึ่งกันและกัน
ถ้าเขาได้รับรู้ทั้งภาพเล็กจนถึงภาพใหญ่ ในระดับประเทศ  ระดับเอเชีย ระดับโลก มันเห็นการเคลื่อนใหญ่ของคนอื่นๆอีกด้วย ถ้าเขาเห็น เขาจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เขาทำมากขึ้น อีกเท่าตัว”

 


แต่หากย้อนไปถึงการเริ่มของเหล่าฝูงผึ้งที่ออกโบยบินผสมเกสรเหล่านี้ บางทีเราอาจจะต้องเริ่มจากการสร้างรังเพื่ออยู่รวมกันก่อน

“ตอนแรกเราก็ให้แบบเป็นลูกเหลืองๆนะ พอมันแก่เราก็รู้ว่ามันเก็บเมล็ดได้แล้ว ใครมาเราก็ให้เลย ณ ตอนนั้น แล้วพอพี่ต้องเดินทาง เหมือนพี่เป็นอาชีพอิสระ  แล้วตอนนั้นเราก็รับงาน ที่จะต้องทำไปที่จันทบุรี ที่นั่น ก็มีฐานของเกษตรกรที่ปลูก ผัก ผลไม้มากขึ้น พี่ก็พกไปด้วย พอได้คุยกับที่นั่น พี่ก็ให้ไว้ด้วย แต่พกเป็นลูกมันไปยาก บางทีมันเน่ามันเหม็น หรือว่ามันแห้งคุณภาพไม่ดี พี่ก็ล้างแล้วก็เก็บ แต่ตอนนี้นมันเอามาตากแดด จนร้อนมากเพราะว่าไม่รู้ว่า วิธีเก็บที่มันดีมันเป็นอย่างไร แต่อาศัยว่าให้เยอะไว้ก่อน ยังไงมันก็ได้กินแหละ เขาก็รับไปแล้วปลูก พอตอนหลังเขาเลยมาร่วมเป็นหุ้นส่วนกับเราด้วย พอพี่ให้เขา เดี๋ยวพอบ้านเขามีอะไร พี่ก็ไปเก็บ เอาได้ อีกส่วนหนึ่งเขาก็เก็บไว้ให้ เหมือนต้นจากจันทบุรีมีเยอะพี่ก็เอามาปลูกไว้ มีเยอะเลยที่เป็นของที่อื่น พอเจอแบบนี้เยอะๆ มันก็รวมๆกัน จะให้เรียกว่าอะไรดี เมื่อก่อนมันก็มีคนเรียกธนาคารเมล็ดพันธุ์ที่เราคุ้น เราก็เออ อันนี้แหละมันเป็นธนาคารเมล็ดพันธุ์ดีกว่า เพราะมันรวมกันเยอะ แล้วแล้วมันก็มาจากหลายที่  ”

เมื่อรังถูกสร้างสรรค์แล้วถึงเวลาออกเก็บเกี่ยวน้ำผึ้งโบยบินสู่ทุ่งดอกไม้ และตามหาเหล่าผึ้งผู้หลงทางกลับเข้ารัง

 “ หลังจากที่เรา มีรูป มีสรรพคุณ การเก็บเมล็ด ก็เริ่มมีคนทยอยเข้ามามากขึ้น ช่วงต้นเราก็ส่งให้ ถัดมาเราก็เริ่มมีเงื่อนไขร่วม ถ้าเขามีเมล็ดเรามีเมล็ด ส่งมาแลกกัน เราส่งเมล็ดมาให้กัน เขาส่งมาให้เรา เราส่งไปให้เขา แล้วถ้าใครไม่มี เมล็ดแต่อยากปลูก เราก็จะส่งเมล็ดไปให้เขาก่อน ถ้าเขาปลูกและเก็บเมล็ดได้ เขาก็จะส่ง เมล็ดที่เขาได้กลับคืนมาที่เรา แล้วแบบที่สาม คือ เขาอยากสมทบเลย อาจจะไม่ได้เก็บมากแต่พอได้ เมล็ดไปเขาก็สมทบมาเป็นเงิน อันนั้นก็แล้วแต่เขาสมทบเลย มันก็มีเงินเกิดขึ้นในกองนั้น เพราะเวลาเราทำมันก็มีค่าใช้จ่ายเนอะ มีซอง มีเขียนมีปริ้น มีถ่ายรูปมีอะไรแบบนี้ เราก็เลยมีตรงนี้เป็นกองทุนเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาก่อน จากคนที่หากันเจอ”

“มันเป็นเรื่องปกติของความสัมพันธ์เนอะ ที่เราให้อะไรอย่างหนึ่งไปแล้วเราจะได้อย่างหนึ่งกลับมาที่เรา นอกจากเราได้ภูมิใจ เราได้คุณค่า หรือไม่เขาก็เอาผักที่ปลูกได้นั้นมาให้เรา หรือเขาเก็บเมล็ดอะไรได้เขาก็ให้เรา แต่พอมันเยอะ มันก็ต้องการ การจัดการและดูแล ไม่งั้นมันก็จะเสีย เราก็ต้องกระจายออกไป อยู่กับเรา เราก็ดูแลได้แบบหนึ่ง พอมีข้อจำกัดเราปลูกแค่ฤดูกาลเดียวเมล็ด นั้นก็จะไม่มีที่เรา ถ้าเราไปมีไว้ที่บ้านคนนั้นต่อไปถ้าเขายังอยู่ เราก็จะเอากลับมาได้”

แต่การเป็นผึ้งไม่ได้สวยงามไปซะทีเดียว…

 “เพราะว่าเราหายใจอยู่ในอากาศเดียวกัน ถ้าตรงนั้นฉีดยาฆ่าแมลงมันก็ถึงจมูกเราด้วย ถ้าสุดท้ายปลายทางลงทะเล ลงแหล่งน้ำ ซึมอยู่ในดินในน้ำ เหมือนตอนนี้ที่ ยาฆ่าแมลง ที่ฝังอยู่ในตัวแม่และส่งต่อจากสายสะดือไปสู่ลูก ซึ่งงานวิจัยชุดนี้ออกมา แล้วของทางมหาลัยมหิดล ซึ่งถ้าเราไม่เห็นงานวิจัยชุดนี้เราก็ไม่รู้เนอะ คือคนอื่นไม่เห็นไง แต่เราเห็น

เพราะเราคลุกคลี เพราะงั้นถ้าเราไม่ป้องกัน พวกนี้มันจะมากับน้ำกับดินไปกับผีเสื้อด้วยซ้ำนะ เพราะว่าพวกนี้มันจะฝังอยู่ในเนื้อ เช่น เม็ดพลาสติกที่ฝังอยู่ในเนื้อปลา มันไม่ได้ไปไหนอะ ถ้าเราไม่ได้ตระหนักเรื่องพวกนี้และไม่เข้าใจห่วงโซ่อาหารพวกนี้น่ะ สุดท้ายมันจะกลับเข้ามาหาตัวเรา แต่ก่อนเราอาจจะไม่ได้คิดวิเคราะห์เชื่อมโยงเพราะเราไม่มีข้อมูล แต่ตอนนี้เรามีข้อมูลเพราะเราไปรู้จักนักวิชาการ เรารู้จักคนหลายพื้นที่”

“แต่เราก็ทำได้เท่าที่ทำได้เนอะ คือเราจะไปแบกโลกไว้ทั้งหมดมันก็ไม่ไหวนะ มันก็เป็นโลกของคนอื่นด้วยไม่ใช่โลกของเราคนเดียว เล็กสุดที่เราทำได้คือ เราเก็บเมล็ดนี้ไว้กินเองก่อนก็แล้วกัน เดี๋ยวพอมันมีเมล็ดเรามีเพื่อนบ้านเราก็ให้ไปได้ เดี๋ยวเพื่อนบ้านมีเพื่อนอีกก็ให้ไปได้ มันก็จะเป็นเครือข่ายใยแมงมุมอยู่ เดี๋ยวมันก็ไปแหละ แต่อันนี้มันจะไม่รู้ว่ามันไปไหนบ้าง
แต่ที่เราทำคือ การปักหมุด ว่า นี่ไปบ้านดาแล้ว ดาเอาไป 19 ชนิด อย่างน้อยแหละ ต้องมีสักชนิดที่ดาจะปลูกและเก็บ
ไว้ให้คนอื่นได้ แล้วปักหมุดเลยว่าบ้านดามีอันนี้และ ปลูกอันนี้ได้ สมมติวันนึงดามีเมล็ดอันนี้เยอะจัง
ดาไม่ได้พร้อมที่จะเก็บ อะเราก็ไปเยี่ยมบ้านดากันแล้วก็ไปเก็บกัน เป็นอะไรแบบนี้ มันมีอีกหลายกิจกรรมที่เราทำได้ ที่ทำให้เพื่อนเรารู้สึกว่า มันทำได้มันเก็บแบบนี้ได้ ”

ถ้าจะว่าไป ในห้างก็มีผักปลอดสารอยู่เหมือนกัน แล้วมันจะต่างอย่างไรกับการจัดการเหล่านี้

“คือถ้าไปถามหน่วยงานรัฐตอนนี้ ผักปลอดสารเคมี ใช้ยูเรียได้ ใช้ปุ๋ยเคมีชนิดนี้ได้ นี่ปลอดสารเคมีของเขาแล้วนะ ซึ่งยูเรียคือเคมี ถ้าเป็นของเราเนี่ยไม่ได้ คือปลอดสารเคมีก็คือปลอดเคมี ถ้าปลอดภัยก็คือปลอดภัย คือใช้ปุ๋ยเคมีได้ อันนี้ยังใช้ยาฆ่าหญ้าอยู่ก็บอก อันนี้ใช้แบบ เคมีก็บอก ปลอดภัยก็บอก ไม่ใช้สารเคมีก็บอก แบบนี้ IFOAM ยอมรับแล้วก็บอก แบบนี้ออแกนนิคไทยแลนด์รับรองแล้วก็บอก คือบอกเท่านั้นเอง แต่ว่าของรัฐ มันบอกว่าปลอดภัยแต่มันไม่ปลอดภัย พอไทยแพนไปตรวจ มีแลปเทียบที่อังกฤษ ปรากฏว่า อย่างบัวบกมีค่าเกินมาตรฐานแบบมีพิษนะ พอคนกินเพราะมันเป็นยา คนก็ต้องเร่งปลูกก็เลยใช้ยา ”

เมื่อผึ้งทำหน้าที่ในการผสมเกสร ที่เหลือคงเป็นหน้าที่ของเหล่าเรณูทั้งหลาย ที่จะหาหนทางในการเติบโตเป็นต้นไม้ หรือ ดอกไม้งามตามแบบของตนเอง