มองมุมใหม่กับโจทย์ฟื้นฟูชุมชนเปื้อนพิษ

“ การพัฒนาประเทศไทยตั้งแต่อดีตต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจมากเกินไปจนขาดความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจำนวนมากทั้งที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองและชนบทไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ ชดเชย เยียวยา หรือแก้ไขปัญหาอย่างเป็นธรรมทั้งจากเจ้าของโครงการและหน่วยงานรัฐดูแลกำกับโครงการ ดังเช่น การประกอบกิจการโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้า การทำเหมืองแร่ การลักลอบทิ้งขยะอุตสาหกรรม เป็นต้น เป็นเหตุให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม มีการปนเปื้อนมลพิษในสิ่งแวดล้อมทั้ง ดิน น้ำ อากาศ การสะสมสารพิษในระบบนิเวศและห่วงโซ่อาหารทำให้ชาวบ้านไม่สามารถใช้น้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อการอุปโภคและบริโภคได้ ไม่สามารถเก็บอาหารจากแหล่งอาหารธรรมชาติมาบริโภคได้ดังเดิม หลายแห่งพบการปนเปื้อนในพื้นที่ผลิตอาหาร เกิดการเจ็บป่วยและบางพื้นที่มีผลกระทบต่อทารกในครรภ์มารดา นอกจากนี้ยังพบว่ามีผลกระทบทางอ้อมจากปัญหาในมิติทางสังคม เช่น ยาเสพติด การค้าประเวณี การพนัน และปัญหาอาชญากรรมร่วมด้วย ทำให้ปัจจุบันเกิดการคัดค้านโครงการพัฒนาเกือบทุกประเภท บางพื้นที่นำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงทั้งระหว่างชุมชนกับเจ้าของโครงการทั้งที่เป็นหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ความขัดแย้งระหว่างชุมชนกับหน่วยงานภาครัฐในฐานะผู้ดูแลกำกับโครงการ ตลอดจนความขัดแย้งระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง”

ฉันมักจะใช้ข้อสรุปข้างต้นประกอบกับแผนที่ประเทศไทยที่แสดงการปนเปื้อนมลพิษในพื้นที่ต่างๆ ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันเท่าที่รวบรวมได้ มาเป็นข้ออ้างในการผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาพื้นที่ปนเปื้อนมลพิษอยู่เสมอ โดยหารู้ไม่ว่า สิ่งที่ฉันเห็นเป็นเพียงปรากฏการณ์บนยอดภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งความพยายามแก้ไขปัญหาของฉันจึงไม่ต่างไปจากการเอาดีดีทีไปฆ่ายุงบนเกาะแห่งหนึ่งเพียงเพื่อต้องการแก้ไขปัญหามาลาเรียระบาด โดยนึกไม่ถึงว่าจะทำให้แตนเบียนตายจนนำไปสู่วงจรปัญหาอีกแบบ เหมือนกับเกมสามเหลี่ยมด้านเท่าที่ครูใหญ่ได้ให้พวกเราเล่น เพื่อให้เข้าใจความเชื่อมโยงของระบบ ให้เข้าใจว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของระบบ การเคลื่อนไหวของบางคนอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเรา และการเคลื่อนไหวของเราอาจส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของบางคน แต่ใครหรืออะไรที่เป็นตัวกำหนดเงื่อนไขความเคลื่อนไหวเหล่านั้น

กระบวนคิดเชิงระบบ ทำให้ฉันเรียนรู้ที่จะแก้โจทย์การทำงานด้วยมุมมองใหม่ ที่ลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิม ไม่จมปลักอยู่กับแค่สถานการณ์ปัญหา ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ “ปฏิบัติการ” ในแบบที่เรียกว่า “ปฏิกิริยา” (ไม่มั่นใจว่าเข้าใจมันดีนักแต่คิดว่าตัวเองคงเผลอใช้บ่อยๆ ) ใช้พลังมากแต่เปลี่ยนน้อยจนแทบจะไม่เปลี่ยน หรืออาจเป็นแรงเหวี่ยงกลับให้เราบาดเจ็บได้อย่างง่ายดายในยุคสมัยนี้

กระบวนการเรียนรู้ “กระบวนคิดเชิงระบบ” (system thinking) พาฉันดำดิ่งลงสู่ฐานภูเขาน้ำแข็ง หากมองในระดับปรากฎการณ์ (event) ฉันมีคลังข้อมูลสถานการณ์การปนเปื้อนสารพิษในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทยที่รวบรวมไว้ตั้งแต่อดีตมาจนปัจจุบันจำนวนหนึ่ง แต่พอมาถึงชั้นแบบแผน (pattern) ฉันพบว่าตัวเอง ไม่มี/ยังไม่ได้ศึกษาหรือสืบค้นข้อมูลที่จำแนกสาเหตุของการปนเปื้อนไว้อย่างเป็นระบบรวมถึงผลกระทบในทุกมิติตลอดจนแนวโน้ม ฉันทำงานประเด็นเหมืองแร่ ฉันก็อาจจะเห็นเฉพาะเรื่องเหมืองแร่ แต่ไม่เห็นเรื่องอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน พอมาถึงระดับโครงสร้าง (structure) และระดับภาพจำลองความคิด (mental model) ฉันมีข้อมูลจำกัดมาก นั่นเป็นเพราะว่าที่ผ่านมาฉันแทบจะไม่ได้ทำงานในชั้นเหล่านี้เลย ทำให้ต้องปรับรื้อโครงสร้างความคิดการทำงานของฉันแล้วประกอบสร้างกันใหม่เลยทีเดียว

ฉันเลือก “การปนเปื้อนตะกั่วในลำห้วยคลิตี้” มาเป็นกรณีศึกษาและเป็นโครงการพิเศษตั้งชื่อว่า “คลิตี้โมเดล: การจัดการระบบสุขภาพชุมชนในพื้นที่ปนเปื้อนสารพิษ” โดยหวังว่าจะทำให้เข้าใจเรื่องการปนเปื้อนอย่างลึกซึ้งมากพอที่จะทำให้ฉันกับเพื่อนผลักดันระบบการฟื้นฟูพื้นที่ปนเปื้อนในประเทศไทยให้เกิดขึ้นได้

นอกจากการอธิบายสถานการณ์ปัญหาซึ่งเป็นงานที่ฉันถนัดและมีข้อมูลมากที่สุดแล้ว ฉันเริ่มที่จะหัดจำลองภาพระบบด้วยการเชื่อมโยงคนทำงานที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูคลิตี้ ฉันใช้วิธีคิดของเกมสามเหลี่ยมด้านเท่ามาวิเคราะห์ให้เห็นว่า ใครตามใคร ใครผลักใคร เพื่อจะโยงต่อไปสู่ระบบ/กลไกการทำงานย่อยของภาคส่วนต่างๆ ต่อไป

ตอนแรกก็แปลกใจที่ CM นี้ ครูใหญ่เริ่มต้นจากการสอนใช้ปากกา จับมือพวกเราเขียนทีละตัวอักษร สอนขีดเส้น สอนวาดภาพ แต่พอเริ่มเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้เรื่องกระบวนการคิดเชิงระบบ ที่ต้องคิดเป็นภาพ ต้องเขียนออกมา และต้องสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ ถึงตอนนี้ฉันเข้าใจแล้ว

ครูใหญ่ใช้การทำงานของ ป้ามล – บ้านกาญจนา และ คุณโอ – สามพรานโมเดล เป็นแรงบันดาลใจให้เราเห็น และตอกย้ำให้มั่นใจว่าการทำงานเพื่อเปลี่ยนแบบจำลองความคิดที่ใต้ฐานภูเขาน้ำแข็งนั้นมีคนทำอยู่จริง แม้ว่าจะยาก แต่ก็เป็นไปได้

สุดท้ายฉันเรียนรู้ว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงแค่ความมุ่งมั่นตั้งใจดีไม่พอ ต้องมีทักษะในกระบวนการคิด การอ่านระบบและแกะรหัสกลไกให้ออกด้วย ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้

                                                                                                         สมพร เพ็งค่ำ ผู้เขียน