มองเวียดนามผ่านสามบุรุษ

 

โฮจิมินห์

ตอนที่ด.ช.เหงียน ทัต ทาน ลืมตาดูโลก ประเทศเวียดนามถูกปกครองโดยจักรวรรดินิยมฝรั่งเศสมาได้กว่าสิบปีแล้ว ความไม่เป็นธรรมกลับตาลปัตรเป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต พี่สาวพี่ชายของด.ช.ทัตทานถูกจับเพราะเป็นแกนนำชาวนาต่อต้านฝรั่งเศส พ่อซึ่งเป็นข้าราชการท้องถิ่นก็ถูกไล่ออกจากงานเพราะบังอาจวิจารณ์รัฐบาลเจ้าอาณานิคม

แม้ครอบครัวจะเป็นปฏิปักษ์กับฝรั่งเศส แต่พ่อของทัตทานก็มีวิสัยทัศน์พอที่จะส่งลูกชายคนเล็กเช้าโรงเรียนเพื่อศึกษาภาษาและวัฒนธรรมของชาติที่ปกครองอยู่ เมื่อเข้าวัยหนุ่ม นายเหงียน ทัต ทาน ได้ใช้ความรู้จากโรงเรียนของฝรั่งเศสนั้นเองช่วยเหลือชาวนากลุ่มหนึ่งเขียนคำร้องเรียนภาษาฝรั่งเศสเพื่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลเจ้าอาณานิคม ผลลัพธ์คือถูกไล่ออกจากโรงเรียน เขาต้องเร่ร่อนรับจ้างทำงานไปทั่ว จนเมื่ออายุ 21 ปีจึงตัดสินใจเดินทางออกจากแผ่นดินเวียดนาม

เหงียน ทัต ทานใช้ชีวิตเป็นลูกจ้างเรือเดินสมุทร แล้วระเหเร่ร่อนไปเป็นคนชั้นสองในสังคมยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา ผ่านทั้งอาชีพรับจ้างต่อยมวย รับล้างรูป ผู้ช่วยเชฟ จนถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ สิ่งเดียวที่ไม่เคยขาดหายไปจากชีวิตเขาคือ การเรียนรู้ เวลายาวนานของการเรียนรู้ทั้งในและนอกประเทศบ้านเกิด ได้พบเห็นการกดขี่ของระบอบอาณานิคมในประเทศต่างๆบ่มเพาะความต้องการปลดปล่อยประชาชนเวียดนาม ก่อกำเนิดนาม “เหงียน ไอ ก๊อก” หรือ เหงียนผู้รักชาติ

เหงียน ไอ ก๊อก ใช้เวลาหลายสิบปีนอกประเทศบ้านเกิดเรียนรู้ทั้งประชาธิปไตย สัมผัสสังคมนิยม และใคร่ครวญลัทธิคอมมิวนิสต์ของเลนินเพื่อหาหนทางปลดปล่อยประเทศ ความผิดหวังจากความไม่ใส่ใจของเหล่าประเทศสัมพันธมิตรภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ประกอบกับคำกล่าวของเลนินที่ว่า “ยุทธศาสตร์สำคัญของการขยายลัทธิคอมมิวนิสต์คือการปลดปล่อยอาณานิคม” เมื่อนั้นไอก๊อกจึงไปเยือนมอสโก

การทำงานภายใต้องค์กรคอมมิวนิสต์สากลหรือโคมินเทอร์นไม่ใช่เรื่องง่าย หากเหงียนผู้รักชาติไม่เคยหวั่นไหว หลังเข้าร่วมโคมินเทอร์นไม่นาน เขาก็อาสาเข้าทำงานจัดตั้งในภาคใต้ของจีน… ใกล้ชายแดนบ้านเกิด

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้น โอกาสเปิดให้เขาเดินทางกลับสู่เวียดนามภายหลังจากมานานถึง 30 ปี หากแต่เมื่อเดินทางกลับเข้าขอความช่วยเหลือจีนเพื่อต่อสู้กับกองทัพญี่ปุ่นในช่วงสงครามนั้นเอง เหงียนไอก๊อกในวัย 51 ปีกลับถูกจับโดยทหารก๊กมินตั๋ง ต้องอดอยาก เจ็บป่วยอยู่ในคุกสงครามที่หนาวเหน็บนานนับปี หลังใช้วาทศิลป์เกลี้ยกล่อมทหารจีนให้ไว้ใจยอมปล่อยตัวออกจากคุก เขาเดินเท้ากลับไปเซอไพรส์กองกำลังเวียดมินห์ในเวียนนามเหนือด้วยชื่อใหม่ “โฮจิมินห์” หรือผู้นำมาซึ่งแสงสว่าง

แม้เวียดมินห์จะสามารถเข้ายึดฮานอยและประกาศเอกราชได้ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนน แต่ก็เป็นเพียงชัยชนะช่วงสั้นๆก่อนที่ฝรั่งเศสจะกรีฑาทัพกลับเข้ามาอีกครั้ง และคณะรัฐบาลทั้งหมดของลุงโฮต้องถอยร่นกลับไปอยู่ในป่าเหมือนเดิม

การรบแบบกองโจรกับฝรั่งเศสยืดเยื้อยาวนานถึง 9 ปีเต็ม ถึงกระนั้นลุงโฮก็ยังเชื่อมั่นในเหล่าเวียดมินห์ แม้จะต้องแบกอาวุธเกือบร้อยกิโลขึ้นเขา ใช้มือเปล่าเข็นปืนใหญ่ขึ้นทางสูงชัน แต่นักรบเวียดมินห์ภายใต้การนำของลุงโฮไม่เคยหวั่นไหว จนกระทั่งสามารถเอาชนะศึกเดียนเบียนฟู และขับไล่ฝรั่งเศสที่ครอบครองเวียดนามมากว่า 60 ปีออกไปได้

หากดูเหมือนชัยชนะของลุงไม่เคยอยู่นาน หลังข้อตกลงสันติภาพที่กรุงเจนีวากำหนดให้แบ่งเวียดนามเหนือใต้ที่เส้นขนาน 17 สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆว่าลุงโฮได้พบศัตรูหน้าใหม่ที่ขัดขวางการรวมประเทศ นั่นก็คือ… สหรัฐอเมริกา

การรบเปิดฉากอีกครั้ง ระหว่างเวียดกงและรัฐบาลเวียดนามใต้ที่หนุนหลังโดยสหรัฐ การรบแบบกองโจรใต้ดินครั้งนี้สมรภูมิหลักอยู่ในเขตภาคใต้ ลุงโฮในวัยชราเป็นศูนย์รวมใจและปกครองเวียดนามเหนืออยู่ในกรุงฮานอย

หน้าบ้านพักลุงโฮมีถนนสายหนึ่งเรียกว่า ถนนสายมะม่วง ลุงโฮขอให้นำเอาต้นมะม่วงที่จะขึ้นเฉพาะในเวียดนามใต้มาปลูกเรียงไว้ เพื่อทุกๆวันที่ลุงเดินผ่านถนนสายนี้จะเหมือนลุงได้เข้าไปเยี่ยมประชาชนในภาคใต้

ในวันที่ป่วยหนัก ลุงโฮสั่งว่า …อย่าได้จัดงานศพใหญ่โต ลุงตายแล้วให้เผาแล้วเก็บเถ้าไว้ เมื่อไหร่เรารบชนะให้แบ่งเถ้าเป็น 3 ส่วน โปรยไปในแม่น้ำภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ลุงจะได้ไปเยี่ยมประชาชนในทุกๆที่ของเวียดนาม เชื่อเถอะเราจะรบชนะอเมริกา เพราะเราทำสงครามที่ยุติธรรม…

79 ปีของชีวิตลุงโฮทอดยาวอยู่ในช่วงเวลาที่มืดมนของแผ่นดินเวียดนาม แม้ท่านไม่ได้อยู่จนเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ด้วยตาตัวเอง แต่ความมั่นคงว่าแสงนั้นมีอยู่จริงได้นำพาชาวเวียดทั้งประเทศข้ามผ่านห้วงเวลาอันยากลำบากมาได้ในที่สุด

 

ติช นัท ฮันห์

ท่ามกลางไฟสงครามระหว่างเวียดกงและสหรัฐอเมริกา ระหว่างกลางความขัดแย้งที่มองไม่เห็นทางแก้นอกจากจับอาวุธขึ้นประหัตประหารกัน ยังมีคนผู้หนึ่งยืนสงบอยู่ตรงกลางและบอกว่า เราปฏิเสธสงคราม

“เราไม่หวังพึ่งรัฐบาลไหนทั้งนั้น เพราะตอนนั้นเรามี 2 รัฐบาล – รัฐบาลคอมมิวนิสต์ กับรัฐบาลต่อต้านคอมมิวนิสต์ เราไม่อยากเข้ากับฝ่ายไหน เพราะเรารู้ว่าถ้าเราเลือกฝ่ายหนึ่งเราก็ต้องต่อสู้กับอีกฝ่ายหนึ่ง “เมื่อคุณทุ่มเวลาและชีวิตไปกับการต่อสู้ คุณก็ช่วยผู้คนไม่ได้”

ปี 1964 ท่านติชและกลุ่มลูกศิษย์ได้ร่วมกันตั้งก่อตั้ง โรงเรียนคนหนุ่มสาวเพื่อรับใช้สังคม (School of Youth for Social Service; SYSS) ขึ้นเพื่อนำพาอาสาสมัคร นักศึกษา เข้าช่วยเหลือชาวบ้านที่เดือดร้อนจากภัยสงคราม ทั้งสร้างโรงเรียน สอนหนังสือ สร้างศูนย์สุขภาพ ประสานงานออกสูติบัตรให้เด็กน้อย ก่อตั้งสหกรณ์ในหมู่บ้าน สร้างสวรรค์ขึ้นมาท่ามกลางผืนนรก

ความเป็นกลางเป็นสิ่งที่หาได้ยาก และรักษาไว้ได้ยากในสถานการณ์ความขัดแย้ง ทำให้ท่านติชและศิษย์ตกเป็นเป้าของทั้งสองฝ่าย และกลายเป็นเป้าทำร้ายอยู่หลายครั้ง

ปี 1969 ท่ามกลางห่าระเบิดจากเครื่องบี 52 หมู่บ้านแถบเขตปลอดทหารเป็นพื้นที่ที่ถูกทำลายสูงสุดแห่งหนึ่ง ท่านติชร่วมกับชาวบ้านสร้างหมู่บ้านตราล๊อกขึ้นมาใหม่ใกล้แนวเส้นแบ่งเวียดนามเหนือใต้ แต่หลังจากนั้นไม่นานหมู่บ้านแห่งนี้ก็ถูกทิ้งระเบิด ชาวบ้านสูญเสียบ้านเรือน อาสาสมัครต้องลี้ภัย แต่พวกเขาไม่หมดหวัง ร่วมกันสร้างหมู่บ้านขึ้นมาใหม่อีกครั้ง แต่แล้วก็ถูกทิ้งระเบิดซ้ำอีก เหตุการณ์เกิดขึ้นถึงสามครั้งสามครา

คำถามเกิดขึ้นกับทีมงานและชาวบ้านทุกคน “เราควรจะสร้างใหม่ หรือเลิกไปซะ” ตราล๊อกเป็นสถานที่ที่มีทั้งคอมมิวนิสต์ กลุ่มต้านคอมมิวนิสต์ รัสเซีย จีน คนตายรายวัน แม้ชาวบ้านอยากยุติความขัดแย้งนี้ก็ไม่สามารถทำได้ ถึงกระนั้นชาวบ้านก็ฉลาดพอที่จะไม่ล้มเลิกและร่วมกันสร้างหมู่บ้านตราล๊อกขึ้นเป็นครั้งที่ 4

ท่านติชบันทึกเอาไว้ว่า… ฉันกำลังนั่งอยู่ในที่ทำงานที่สถาบันพุทธศาสน์ศึกษาในไซ่ง่อน ตอนที่หนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งเข้ามาถามฉันว่า “ไถ่ครับ ท่านคิดว่าสักวันหนึ่งสงครามจะยุติหรือไม่ มีความหวังมั้ยครับ” ลองนึกดูเถิด ฉันนั่งอยู่ตรงนั้นกับหนุ่มสาวสิบแปดคนที่ถามคำถามนี้เสมือนว่าไม่มีความหวังเพราะสงครามยืดเยื้อไปเรื่อยๆ ไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ ฉันตอบพวกเขาอย่างสงบ

“เพื่อนรัก พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่จะยั่งยืนตลอดไป สงครามก็ไม่เที่ยง เมื่อถึงเวลามันก็ต้องยุติ พวกเราอย่าได้หมดหวังเลย”

ดช.ตรันห์ ธิ ฮน

ดช.ธิ ฮน เกิดที่อำเภอดึ๊กลินห์ (Duc Linh) จังหวัดบินห์เธือน (Binh Thuan) ในปี 1986 สิบเอ็ดปีหลังสงครามสงบลง เขาเป็นหนึ่งในเด็กจำนวนหลายล้านคนที่เกิดมาไม่มีแขนขาจากผลของ Agent Orange ที่ถูกปล่อยมาระหว่างสงครามเวียดนาม

“ฝนเหลืองยังอยู่ในพื้นดินของครอบครัวผม ปู่ย่าตายายผมทนทรมานกับพิษร้ายของมันระหว่างสงคราม พ่อกับแม่เสียขวัญเมื่อเห็นผมเกิดมามีเพียงแขนขวาข้างเดียว เมื่อเรียนมัธยมผมฝันว่าผมจะเป็นหมอจะได้ช่วยเหลือคนยากจนในบ้านเกิด แต่ความฝันนั้นก็สลายไปเพราะผมไม่มีแขนขา ตอนนี้แม้กระทั่งความฝันจะมีครอบครัวเช่นคนทั่วไปยังยากลำบาก ใครๆก็บอกว่าอย่าไปริแต่งงานมีลูกเลยเพราะไม่มีทางรู้ว่าผมจะให้กำเนิดลูกที่พิการขนาดไหนออกมา”

19 มีนาคม 2009 ตรันห์ ธิ ฮน เขียนจดหมายเปิดผนึกถึงประธานาธิบดีโอบามาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมให้ผู้ได้รับผลกระทบจากการปล่อย agent orange ของสหรัฐอเมริการะหว่างสงครามเวียดนาม

… ผมรู้ว่ามีทหารผ่านศึกอเมริกันและครอบครัวของเขาจำนวนมากได้รับผลกระทบนี้เช่นกัน แต่พวกเขายังได้รับค่าชดเชยบางส่วน แต่ประเทศของผม ทหารผ่านศึกชาวเวียดนามและลูกหลานไม่ได้รับความเป็นธรรมในศาลสถิตยุติธรรมของสหรัฐอเมริกา พวกเค้าไม่ยอมรับฟังเรื่องที่เราฟ้องร้องบริษัทผู้ผลิตสารเคมีนั่น

… ผมเคยอ่านจดหมายที่ท่านเขียนถึงลูกสาวที่น่ารักของท่าน ท่านกล่าวกับพวกเธอว่า “พ่อต้องการให้ลูกได้เติบโตในโลกที่ลูกสามารถฝันได้อย่างไม่มีข้อจำกัด ค้นหาสิ่งที่ต้องการได้ในภายใต้มือเอื้อมคว้า พ่ออยากให้ลูกเติบโตเป็นผู้หญิงที่ช่วยเหลือโลกใบนี้ และพ่ออยากให้เด็กๆทุกคนได้มีโอกาสเรียน โอกาสที่จะฝันไม่ต่างจากลูกของพ่อ พ่อจึงได้พาครอบครัวเราเข้าสู่การเดินทางที่ท้าทายนี้” ผมได้แต่หวังว่าเด็กๆที่คุณกล่าวไว้จะกินความรวมถึงเด็กๆในเวียดนามด้วย ผมเข้าใจว่าท่านมีภารกิจมากมายเหลือล้น แต่กรุณาอย่าได้ลืมเลือนเรา เด็กผู้เป็นเหยื่อของสารไดอ๊อกซินในเวียดนาม เราอยากมีโอกาสได้เติบโต เรียนรู้ ใฝ่ฝันถึงอนาคตในโลกที่สวยงามเช่นเดียวกับลูกสาวของท่านเช่นกัน

ถึงวันนี้ตรันห์ ธิ ฮน น่าจะโตเป็นหนุ่มอายุย่าง 30 ปีแล้ว ไม่อาจบอกได้ว่าเขาได้แต่งงานสร้างครอบครัว ให้กำเนิดทารกผู้เป็นสักขีพยานของสารเคมีร้ายแรงของสงครามขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่คนพิการจำนวนมากที่ยังใช้ชีวิตในเวียดนามคงเหมือนอยู่ใต้เวทมนต์ดำที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่

หากทุกความมืดต้องมีจุดสิ้นสุด รูปธรรมของความทุกข์อันเป็นผลพวงของสงครามครั้งนี้คงเป็นเช่นกัน

คำถามคงอยู่ที่ว่า เราจะใช้เวลาในชีวิตเราอย่างไรเพื่อเพิ่มความสว่างในอุโมงค์ ไม่ว่าเราจะมีชีวิตอยู่จนได้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์นั้นหรือไม่ก็ตาม

 ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล ผู้เรียบเรียง