มองโลกกว้างแบบ “ก๋วย มะขามป้อม”

พฤหัส พหลกุลบุตร (ก๋วย มะขามป้อม)

เพราะติดภารกิจการงานอันหลีกเลี่ยงมิได้จึงทำให้ผมพลาดโอกาสในการเรียนรู้เรื่องนพลักษณ์ ในเรื่องการเรียนรู้ตัวตน เมื่อเริ่มเปิดโมดูล ถึงแม้จะเคยเข้าร่วม workshop เรื่องนี้มาแล้วสองครั้ง แต่ก็ถือว่าพลาดโอกาสอันดีในการเรียนรู้ร่วมกับเพื่อนๆ คศน.

ผมตามไปสมทบกับเพื่อนๆที่นครศรีธรรมราช เพื่อเตรียมตัวเดินทางไปหมู่บ้านคีรีวง เราออกเดินทางจาก ตะมาลีรีสอร์ตชานเมืองนคร เมื่อตอนเช้าตรู่ แวะกราบนมัสการพระธาตุกลางเมืองนคร แล้วเดินทางต่อไปยังชุมชนอ่าวทองคำ อ.ท่าศาลา จ.นครศรีธรรมราช

kiriwong-01

“ชุมชนคีรีวง” เราเดินทางถึงหมู่บ้านคีรีวงในเวลาบ่ายคล้อย เป็นครั้งที่สี่ของผมที่ได้เดินทางมาที่หมู่บ้านแห่งนี้ในรอบสิบกว่าปี หมู่บ้านเล็กๆ ที่อุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และผู้คนที่เป็นมิตร แต่การมาครั้งนี้ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพได้ไม่ยากด้วยตาเปล่า เราเริ่มเรียนรู้กับกลุ่มอิสระในหมู่บ้านสามกลุ่ม กลุ่มลายเทียน กลุ่มผู้ประกอบการอิสระเล็กๆ ที่รวมตัวกันผลิตสินค้าจากผ้าบาติกสีธรรมชาติ งานฝีมือของเยาวชนและคนในชุมชน เริ่มจากหัวหน้ากลุ่มเป็นอดีตเยาวชนที่เคยก้าวพลาด จนลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตนเองจากการสร้างอาชีพจากต้นทุนที่มีในชุมชน จนสามารถสร้างกิจการที่เลี้ยงดูครอบครัว มีรายได้ที่มั่นคงพอสมควร จากการประกอบอาชีพในหมู่บ้านกลุ่มใบไม้ กลุ่มย้อมผ้าสีธรรมชาติ จากคนทำงานที่วิ่งตามกระแสความเจริญในโลกทุนนิยม เรียนหนังสือ เข้าเมืองไปทำงาน จนพบว่าไม่มีความสุข จึงเปลี่ยนเส้นทางชีวิตกลับบ้าน หันมาทำงานวิจัยเกี่ยวกับการย้อมผ้าสีธรรมชาติ ที่เป็นเอกลักษณ์ จนวันนี้นับได้ว่าประสบความสำเร็จกับการทำงานหนัก มีความสุขตามอัตภาพอยู่ในชุมชนบ้านเกิด

กลุ่มลูกไม้ ร้านขายของที่ระลึกจากธรรมชาติ ผู้ประกอบการอิสระเล็กที่เก็บเอาวัสดุธรรมชาติมาเติมไอเดียใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปในผลงาน จนเกิดอาชีพเล็กๆเปิดเป็นร้านขายของที่ระลึกให้แก่นักท่องเที่ยวในชุมชน สองวันหนึ่งคืนในหมู่บ้านคีรีวง ทำให้ผมมีความคิดมากมายล่องลอยอยู่ในหัว ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในหมู่บ้านกลับกลายเป็นตอนที่พวกเราเหล่านักเรียน ลงไปนอนแช่น้ำในลำธารใสเย็น เล่นน้ำ พูดคุยอย่างสนุกสนาน ผมมองเห็นเด็กหญิงชายหลายคนที่ยังคงความซุกซนอยู่ในร่างของหญิงชายวัยกลางคน ที่ปลดภาระการงานและบทบาทหน้าที่ในความรับผิดชอบ แล้วเราก็หัวเราะให้กันเหมือนเด็กๆ

ประสบการณ์การเรียนรู้ที่คีรีวงในคราวนี้ ทำให้ผมนึกถึงหมู่บ้านอุมะจิ ในหนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่าน “ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ” ชุมชนบ้านนอกของญี่ปุ่น ที่ตั้งรับอย่างรู้เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลง

หนังสือ”ประสบการณ์ยิ่งใหญ่ในหมู่บ้านเล็กๆ”
มาซาฮิโกะ โอโตชิ : เขียน / มุทิตา พานิช : แปล
สำนักพิมพ์สวนเงินมีมา

พวกเราเดินทางออกจากบ้านคีรีวงตอนสายๆ แล้วแวะเรียนรู้ตามเส้นทางที่ผ่าน โดยมีจุดมุ่งหมายที่ชุมชนบ้านปากคลอง เกาะลันตา จ.กระบี่ ที่ทางผ่านนั้นได้มีโอกาสสั้นๆ เพื่อแวะเยี่ยม โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพระดับตำบลบางขัน (รพ.สต) ที่เรามักล้อกันว่าเป็น “โรง’บาลสองเตียง” ที่มีพี่หมอวัฒน์ เป็นผู้อำนวยการ

ที่สถานีอนามัยแห่งนั้น เมื่อก้าวเข้าไปก็สัมผัสได้ถึงหัวใจของคนทำงาน เพราะเราถูกดูแลและต้อนรับโดย เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของชุมชน เมื่อก้าวเข้าไปในศาลาที่สะอาดและถูกดูแลรักษาด้วยความตั้งใจ ขนมผลไม้น้ำดื่ม ถูกเตรียมไว้ต้อนรับพวกเราอย่างพิถีพิถัน สิ่งที่ผมสนใจเป็นพิเศษก็คือ “โรงเรียนอสม.” ที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อเป็นหลักสูตรการเรียนรู้ให้แก่อาสาสมัครเพื่อดูแลเรื่องสุขภาพของคนในชุมชนด้วยหัวใจอาสาสมัคร พี่หมอวัฒน์เล่าว่าเมื่อเริ่มนั้น เจ้าหน้าที่สอบประเมินความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ แต่ทำคะแนนได้น้อยกว่าชาวบ้านในชุมชน จึงมีการคิดกันว่าน่าจะจัดตั้งโรงเรียน อสม.ขึ้นเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่และชาวบ้านไปพร้อมๆ กัน

kiriwong-02

โรงเรียนแห่งนั้นจึงเกิดขึ้นตั้งแต่วันนั้น ดำเนินการต่อเนื่องอย่างเงียบๆจนสร้างแกนนำอสมในชุมชน ให้ขึ้นมาช่วยกันดูแลสุขภาพในชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่อย่างมีส่วนร่วม จนกลายเป็นวัตกรรมระดับกระทรวงสาธารณสุข ที่ถูกผลักดันไปใช้ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ในระหว่างเดินทาง ครูใหญ่ยังกรุณาเล่าขยายความเรื่องกิจกรรมสาธารณประโยชน์ที่เจ้าหน้าที่ราชการตัวเล็กๆ อย่างพี่หมอวัฒน์ ลงมือทำอย่างต่อเนื่องยาวนาน อย่างเรื่องที่อยู่อาศัย การทุ่มเทให้กับการทำงานเพื่อดูแลสุขภาพของคนในชุมชนอย่างสุดความสามารถ จนเป็นที่ยอมรับทั้งในระดับตำบล และ ระดับประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมประทับใจจริงๆ เราสัมผัสได้จากแววตาอันภาคภูมิใจของ อสม.ทุกคน รวมทั้งผู้ที่ผลักดันอยู่เบื้องหลังอย่าง พี่หมอวัฒน์

เราเดินทางมาถึงรพ.สต หมู่บ้านปากคลอง เกาะลันตา จ.กระบี่ ในเวลาเกือบค่ำ สถานีอนามัยเล็กๆ ที่สะอาดเรียบร้อยอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ต้อนรับพวกเราด้วยความอบอุ่นอย่างยิ่ง เราได้มีโอกาสทำความรู้จักกับผู้นำชุมชน รวมทั้งผอ. รพ.สต. บ้านปากคลองในเวลาเพียงไม่นาน ก็ถึงเวลาต้องแยกย้ายกลับไปพักผ่อน เพื่อมาทำเวิร์คชอปเรื่องสำคัญ ที่เราตั้งใจมาเรียนรู้ในครั้งนี้ “เครื่องมือ 7 ชิ้น วิถีชุมชน”

เครื่องมือ 7 ชิ้น ในวิถีชุมชนมุสลิมบ้านปากคลอง

ผมได้มีโอกาสรู้จักเครื่องมือนี้เมื่อหลายปีที่ผ่านมา เรียนรู้เอาเองแบบงูๆปลาๆจากการอ่าน และทดลองทำบางเครื่องมือกับเยาวชนทั่วประเทศ ถือวิสาสะปรับประยุกต์ผสมผสานกับกระบวนการละครชุมชน นับว่าให้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะเพิ่มมิติความลึกซึ้งต่อความเข้าใจต่อประเด็นต่างๆในชุมชน ก่อนจะพัฒนาเป็นบทละครต่อไป นับว่าเป็นการเรียนแบบครูพักลักจำ คราวนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้เรียนจาก”มาสเตอร์”ผู้เป็นผู้คิดค้นและพัฒนาเครื่องมือจนถูกใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ตลอดระยะเวลาหนึ่งวันเต็ม ครูใหญ่ นำพาพวกเราให้รู้จักเครื่องมือทั้ง 7 ชิ้น และ ลองสาธิตการใช้เครื่องมือในห้องปฏิบัติการเล็กๆของสถานีอนามัย

ครูใหญ่เริ่มต้น นำพาพวกเราเข้าสู่บทเรียนด้วย บทนำ การปรับทัศนคติสู่การเรียนรู้ชุมชน “การทำงานชุมชนเป็นศิลปะ” มิจฉาทิฐิ 4 ( The Four Fallacies ) บทสรุปความล้มเหลวในการทำงานชุมชน ที่สตีเว่น พอลการ์ นักการศึกษาและนักระบาดวิทยาได้ค้นพบ

  1. มิจฉาทิฎิว่าด้วยภาชนะว่าง
  2. มิจฉาทิฎิที่มองปัญหาแบบแยกส่วน
  3. มิจฉาทิฎิที่มองชุมชนเสมือนว่ามีองค์กรเดียว
  4. มิจฉาทิฎิที่มองทุกชุมชนเหมือนกันหมด

วันต่อมาพวกเราจึงเข้าสู่กระบวนการวางแผนการทำงานเก็บข้อมูลบ้านปากคลอง ด้วยการแบ่งพื้นที่ออกเป็นสี่กลุ่ม ก่อนลงสัมภาษณ์ครูใหญ่ย้ำเรื่องหลักการสัมภาษณ์ในชุมชนดังนี้

  1. เริ่มด้วยการสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัย เป็นการ Set Tone ที่เป็นมิตร ไม่จู่โจมผู้ถูกสัมภาษณ์มากเกินไป
  2. ชวนคุยเรื่องที่ชาวบ้านเก่ง เชี่ยวชาญ เป็นการคืนอำนาจให้ชาวบ้าน สร้างความมั่นใจในการสนทนา
  3. หากระหว่างพูดคุย คิดอะไรไม่ออกให้กลับมาที่ผังเครือญาติ เพราะจะทำให้เรามี “เรื่องราว”ของ”ตัวละคร”
  4. คำถามปลายเปิด จะทำให้เราได้ STORY

หลังจากนั้นพวกเรากลุ่มไก่กาอาราเล่ รวบรวมสมาชิกเด็กหลังห้อง ประกอบด้วย ก๋วย จ้อกกี้ แมว หมอกล้วย พี่โต้ง หมออ้น นำทีมโดย หมอหนุ่ม มือสอยมังคุด จึงเริ่มทำการเดินเท้าเข้าหมู่บ้านเพื่อปฏิบัติภารกิจ

พวกเราใช้เวลาทั้งวันคุยกับชาวบ้านแบบเจาะลึก แบ่งบ้านกันสัมภาษณ์ อย่างสนุกสนานจนถึงเวลาเย็นย่ำ จึงมีโอกานำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาแลกเปลี่ยนในกลุ่มย่อย และค่อยๆสร้างเครื่องมือทั้ง 7 ชิ้น ขึ้นมาจากข้อมูลที่ได้ไปสัมภาษณ์ โดยเริ่มจากแผนที่เดินดิน

การได้ลงพื้นที่ไปสัมภาษณ์ ทำให้เราได้พบเห็นผู้คนตัวเป็นๆ ได้กลิ่น ได้ชิม ได้สัมผัสอารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์กับมนุษย์ มากกว่าข้อมูลตัวหนังสือ ในฐานะนักละคร มันเป็นประโยชน์กับผมมาก เพราะเราได้ทั้งบทละครจากเรื่องราวในชีวิต ( story ) ตัวละคร ( character ) สถานการณ์ (situation) ความขัดแย้ง (conflict) ทางออก ( solution ) สามารถนำมาพัฒนาต่อเป็นละครที่น่าสนใจได้เรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

พฤหัส พหลกุลบุตร - ผู้เขียน
พฤหัส พหลกุลบุตร หรือ ก๋วย มะขามป้อม – ผู้เขียน

อีกวันหนึ่งหลังการสัมภาษณ์ เราทั้งสี่กลุ่มค่อยสร้างเครื่องมือทั้ง 7 ขึ้นมา ได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนถึงช่วงเวลายามบ่ายจึงได้เชิญคนในชุมชน มาร่วมรับชมผลการนำเสนอข้อมูลกลับสู่ชุมชนอีกครั้ง

ผลการนำเสนอจากนักเรียนนักวิจัยชุมชนมือสมัครเล่นจำนวนเกือบสามสิบคน ทำให้ชุมชนได้ข้อมูลจากมุมมองของ”คนนอก”อย่างพวกเรา อย่างรอบด้าน สามารถนำไปใช้ต่อยอดในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพของคนในชุมชนได้ต่อไป

ผมได้บันทึก บทบรรยายการแสดงละครสั้นๆ ที่เขียนขึ้นเพื่อทำหน้าที่ร้อยเรียงเรื่องราวของชุมชนบ้านปากคลอง โดยสมาชิกกลุ่มไก่กาอาราเล่าไว้ดังต่อไปนี้ “นาวาสามัญชนบนคลื่นลมแห่งการเปลี่ยนแปลง”

(เปิดเรื่อง) ท่ามกลางพายุแห่งการเปลี่ยนแปลงที่กำลังโหมกระหน่ำทั่วโลก
กลิ่นควันแห่งมหาสงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจางลงได้ไม่นาน
ที่หมู่บ้านชายทะเลเล็กๆห่างไกลผู้คน
ได้ให้กำเนิดทารกน้อยคนหนึ่ง ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า
เขาจะกลายเป็นเสมือนตำนานแห่งหมู่บ้านชายทะเลแห่งนั้น
ตำนานแห่งหมู่บ้านปากคลอง………
( เข้าสู่เรื่องของครูสมบูรณ์ ครูเฒ่าแห่งหมู่บ้านปากคลอง)

ภายหลังจากความเจริญในนามความศิวิไลซ์
การขยายตัวของเมืองในนามการพัฒนา
ลมพายุกระพือโหมเข้าสู่หมู่บ้านอีกระลอก
งูยักษ์ตัวมะเมื่อม เลื้อยเข้าสู่หมู่บ้านอย่างช้าๆ
ในนาม ถนนยางมะตอย และ สายไฟฟ้า……..
( เพลงสร้างถนน ร้องโดยมะ ชาวบ้านผู้พบเห็นความเปลี่ยนแปลง)

กระแสลมสุดท้าย
ที่พัดพามาพร้อมคลื่น 3Gแห่ง
ทีพัดเอาทัศนะใหม่ๆจากโลกภายนอก
ตั้งคำถามอย่างท้าทายต่อคุณค่าภูมิปัญญาดั้งเดิมในหมู่บ้าน
กระแสลมนั้นพัดวาบไปถึงจิตสำนึกของคนทุกคนในหมู่บ้าน
เราควรจะเชื่อใครดี…….

ความขัดแย้งเป็นธรรมดา
ความเปลี่ยนแปลงเป็นนิรันดร์
กฏธรรมชาติยังคงดำรงไว้ซึ่งสัจธรรม
เราทุกคนต่างเป็ฯเพียงหมากตัวเล็กๆบนกระดานใหญ่
ที่ชื่อว่าโลกาภิวัฒน์
ทุกชิวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป
อยู่ที่เรา จะเลือกอย่างไร
บนนาวาชีวิตลำนี้ ….