วิชามนุษย์ : สุมิตรชัย   หัตถสาร


บทเรียนที่ 1 รู้สึก

“ ถ้าตัวคุณโดนคุณจะรู้สึกอย่างไร ”

คำถามที่ ใครหลายคนต้องเบือนหน้าแล้วบอกว่าแกคิดมากไปหรือเปล่า

อาจารย์ สุมิตรชัย   หัตถสาร  หรือ อ.แย้ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน  อาจารย์ แห่งคณะ นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ โค้ชการต่อสู้ในการเป็นมนุษย์ ตั้งคำถามที่ชวนเราคิดเมื่อเราทำอะไรลงไปสักอย่าง เหมือนคำกล่าวที่ว่า “ใจเขาใจเรา”
หลายครั้งที่กฎหมายทำให้เรารู้สึกเสมือนว่ามันมีสภาวะเป็นของแข็ง แต่ทว่าเขาผู้นี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกเช่นนั้นเลย


“ผมว่ามนุษย์มีความรู้สึก ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วเกิดอะไรขึ้น คนรอบข้างอาจจะบอกว่าไม่เป็นไรนิดหน่อย แต่ตัวคุณถามตัวคุณเอง ว่าคุณรู้สึกอย่างไรตอนที่คุณด่าเขา คุณก็จะรู้เอง คุณอาจจะตอบตัวเองได้ว่าคุณกำลังลดทอนความเป็นมนุษย์ของคนอื่นอยู่  สังคมอาจจะบอกคุณว่า เท่านี้ไม่เป็นไร เท่านี้ไม่ได้ แต่ถ้าไม่มีเลยไม่ดีกว่าเหรอ”

หากเราเอ่ยโต้ตอบด้วยคำที่คุ้นหูจนน่ากลัวอย่าง ‘ใครๆก็ทำ’ ตั้งคำถามต่อหลักเกณฑ์ที่อาจารย์บอกกับเรา

“มันเป็นข้อแก้ตัวไม่ใช่เหตุผล คือข้ออ้างแบบนี้มันทำให้คุณรู้สึกชอบธรรมมากขึ้นที่จะทำ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เหตุผล คุณต้องไปดูแล้วว่าเหตุผลลึกๆของคุณที่ทำแต่ไม่พูดออกมาคืออะไร เลยมาอ้างว่าใครๆก็ทำ คุณกลับไปถามตัวคุณเองว่าคุณทำไปด้วยเหตุผลอะไร จริงๆแล้วคุณทำไปเพราะอะไร”

จะว่าไปแล้ว เราต่างมีความรู้สึกสัมผัสได้แม้หลายคนจะพยายามคิดอย่างมีตรรกะเฉกเช่นหุ่นยนต์แต่เราจะปฏิเสธมันได้นานเท่าไหร่ ว่าเราเองก็รู้สึก..

“คนเราทะเลาะกันด้วยคำพูดไม่กี่คำพูดนะ คำพูดของคนคือการทำร้ายกันโดยไม่มีบาดแผล แต่เวลาคนเราทะเลาะกันมีเรื่องกันไปสิบปี จนถึงศาล สุดท้ายทะเลาะกันเรื่องอะไรยังจำไม่ได้เลย นี่คือสิ่งที่ลดทดนความเป็นมนุษย์ของคนอื่น เพื่อเอาตัวเองให้อยู่เหนือเขา เอาชนะเขา แต่ถ้าเราตระหนักกันทุกวัน เราตรวจสอบเราทุกวันว่าวันนี้เราเหยีดหยามใครบ้าง เราไปดูถูกใครบ้าง หรือแม้กระทั่งดูถูกตัวเอง ลดทอนความเป็นมนุษย์ของตัวเองลง ผมคิดว่าแค่นี้มันก็จะเริ่มยกระดับความเป็นมนุษย์ ในตัวคุณ ”

 

บทเรียนที่ 2 เหตุผล

หากคนเคารพกันมากขึ้น หันหน้าเข้าหากันแบบไม่ใช้ความรุนแรง และ Hate speech
ใส่กัน จะทำให้สังคมไปอีกระดับ แต่อะไรที่จะพาเราไปสู่จุดนั้น ที่สมดุลยระหว่างความรู้สึกและเหตุผล

นั่นคือปลายทางหรือดาวไกลๆ สำหรับ นักกฎหมายและนักสิทธิ ผู้เชื่อในความเป็นมนุษย์ที่ลื่นไหล
ระบบทุนนิยมกำลังแยกเราออกเป็นอณู ปัจเจก จนเกือบลืมไปว่าเราต่างใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบเดียวกัน

“ผมคิดว่า พูดกันด้วยเหตุผล ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องพื้นฐานมาก สิ่งที่ต้องมีคือการออกแบบให้คนส่วนใหญ่ได้มีส่วนร่วมไม่ใช่การออกแบบมาจากตรงกลางอย่างเดียว ต้องทำแบบนั้นแบบนี้เท่านั้น เพราะบางครั้งอย่างในกรณี การมีกัญชาแต่ไม่ได้เสพ สังคมเห็นด้วยกับคนผู้นั้น แต่กฎหมายบอกว่าผิด แล้วอะไรละจะเป็นตัวบอกระหว่างสังคม หรือ กฎหมาย ”

“แต่ถ้าเราเปิดพื้นที่ให้แสดงความคิดเห็นกฎหมายก็ต้องแพ้ เพราะว่าตอนนี้กฏหมายมันไม่ได้ควบคู่ไปกับสังคมปัจจุบันอีกแล้ว ถ้ามันมีพื้นที่แบบนี้เรื่อยๆ กฎหมายมันจะเปลี่ยนตาม ถ้าสังคมเห็นว่า ควรจะเปลี่ยน แล้วมันไม่ได้สอดคล้องความเป็นจริง”

 

บทเรียนที่ 3 ต้องสร้าง

เรายกมือถามในช่วงเวลาที่อาจารย์กำลังบรรยายถึงความเป็นมนุษย์หรือสิทธิมนุษย์ชนบนโลก เราตั้งคำถามว่า หากเป็นโลกเสมือนละ โลกที่ไม่รู้จักฉันเธอ อิสระเสรีเสียเหลือเกินจนไม่ต้องรับผิดชอบสิ่งใด


“เครื่องมือสื่อสารมันทำให้คนพูดในสิ่งที่อยากพูด แต่มันควบคุมไม่ได้ เพราะคนไทย เด็กไทยไม่ได้มีหลักคิดเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มันง่ายมากที่เขาจะไปทำลายความเป็นมนุษย์ของคนอื่น หรือแม้ แต่ความเป็นมนุษย์ของตัวเองเขาก็ไม่ได้เคารพ เพราะมันไม่ได้มีหลักนี้อยู่ในหัว ระบบการศึกษาไทยไม่ได้ ทำให้คนเชื่อแบบนี้ตั้งแต่ต้น และการที่คุณไปด่าเขา คิดการกดเพื่อให้เขาเล็กลงให้เขาต่ำกว่า ยิ่งเขาโดนสังคมประณามยิ่งสะใจ แค่โพสเราอันเดียวทำให้เขาเดี้ยง มันภูมิใจ กูทำได้  นี่คิดวัฒนธรรมที่เราถูกสร้างมาแบบนี้ คือการเชื่อเร่องของคนไม่เท่ากัน การขึ้นมาอยู่เหนือคนอื่นถือว่าชนะ การเอาชนะคนอื่นได้ ถือว่าเก่ง นี่คิดสังคมที่ถูกสร้าง และหลักนี้ไม่ได้เชื่อว่าคนมันเท่ากัน”


อาจารย์เชื่อมโยงไปถึงการออกแบบในระบบการศึกษา ถูกออกแบบจากศูนย์กลางแล้วส่งออกเพื่อง่ายต่อการควบคุม ทั้งที่ความจริงแล้วพรบ.ได้ให้อิสระเสรีกว่าที่เป็นอยู่


“ตามจริงพรบ. แห่งชาติ ทำแล้วนะ แต่รัฐแค่ไม่ส่งเสริม เพราะรัฐก็ยังรวบไปไว้ที่ตัวเองอยู่ โรงเรียนที่บ้าน คุณต้องเอาการศึกษา ไปเทียบเคียงกับเขา ถ้ามันเทียบแล้วไม่เคียง คุณก็สอนไม่ได้ คุณไม่ได้ปล่อยเสรีจริงๆ ทั้งที่ตอนนี้โลกมันยอมรับกันหมดแล้ว ว่าการศึกษาเป็นเรื่องเสรีภาพ”

“เด็กถูกสอนให้ไม่เท่ากันตั้งแต่เกิด ตั้งแต่เด็กรวยไม่รวย ครูนักเรียน  กฎระเบียบที่ครอบลงมา มันเป็นถึงรากเหง้าใหญ่มากที่ต้องแก้ แล้วรัฐที่เป็นรัฐแบบอำนาจนิยมก็พยายามคุมโครงสร้างนี้ไว้ไม่อยากเปลี่ยนเพราะว่า ถูกกดให้เชื่อว่าตัวเองไม่มีอำนาจอะไร ต้องอาศัยอำนาจ อาวุโสคนที่ใหญ่โตกว่าจึงจะไปรอด มันก็มีชั้นมีสถานะ”

“ผมคิดว่าการศึกษาสำคัญมากนะ ทั้งในมหาลัยและ ที่ผมไปหมู่บ้าน มันก็คือการศึกษาแบบหนึ่งแค่มันไม่ได้อยู่ในระบบ เพราะเขาต้องเรียนรู้ว่าเขาจะสู้อะไรได้ การไม่เรียนรู้เลยไม่มีทางไปได้ เพราะทุกคนต้องผ่านการเรียนรู้ ”

 

บทเรียนที่ 4 ส่งต่อ
บุรุษผู้ให้สัมภาษณ์เราอยู่ตรงหน้า ให้ความสำคัญกับการสื่อสารส่งต่อ เรารู้จักเขาในฐานะของนักกฎหมายเรื่องสิทธิ อีกทั้งยังเป็นอาจารย์ทั้งในและนอกมหาลัย ในมุมนึงมันทำให้เราคิดถึงการลงเล่นกีฬาของสักทีมหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่ได้มีเพียงแค่ผู้เล่น หากผิดพลาดพลั้งแฟนบอลมักจะโหร้องไปที่โค้ชก่อนนักเตะเสียด้วยซ้ำ การเป็นโค้ชจึงไม่ง่าย และ โค้ชวิชามนุษย์ต้องทำอะไร


“เราสามารถอธิบายสิ่งที่เขาอธิบายไปแล้วได้ ว่าภายใต้ปัญหาเหล่านั้นมีโครงสร้างอะไรลึกลับซับซ้อนที่มันเป็นปัญหาอยู่ เพื่อให้สังคมเข้าใจได้มากขึ้น ปัจจุบันผมคิดว่าเขาก็โตขึ้นนะหมายถึงลุกขึ้นมาได้เลยโดยที่ไม่ต้องรอเรา แต่ถ้าเทียบกับสามสิบปีที่แล้วคือยากมาก แต่ผมว่าอันนี้มันผ่านกระบวนการเติบโต ของประชาชนผ่านการปฏิบัติผมว่ามันก็เป็นพลังที่มันเกิดขึ้นเอง เมื่อพอทำแล้วเห็นกลุ่มคนมากขึ้น แต่ถ้าเขาไม่มั่นใจ เขาก็จะต่อมาหาเรา รู้สึกว่ามีปัญหาแล้วแต่เขาขาดข้อมูล เราก็ลงไปให้ข้อมูล แต่หากอยากได้เครื่องมือ เรื่องกฎหมายหรือกลไกอะไร เราก็สอนเขา นี่คือสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ประมาณนี้”

“ตอนหลังมาเราถอยมาเป็นโค้ชมากกว่า ไม่ได้เป็นคนที่ไปจัดตั้งทีมเอง เพราะมีบ้านที่เข้มแข็งแล้ว แต่ก็ยังมีบ้านที่ยังไม่เข้มแข็ง เราก็จะชวนบ้านที่เข้มแข็งไปเป็นพี่เลี้ยง มันก็จะกระทบกันไปเรื่อยๆในการสร้างเครื่อข่ายชุมชน”

ก่อนจบคลาสอาจารย์ทิ้งท้ายคาบไว้ให้เราคิดต่อ


“ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นความท้าทายของมนุษย์นะ ถ้าคุณเชื่อตรงนี้ คุณจะออกแบบ อย่างอื่นให้เท่าเทียมกันง่ายแต่หากคุณไม่เชื่อเรื่อง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มันก็จะทำให้เราทำเรื่องอื่นยากด้วย ”