สมการความฝัน

สมการความฝัน
.
“ตั้งค่าด้วยตัวแปรต้น”
จากเหตุการณ์ ที่หมอเรียกว่า ดราม่ากว่าละครในทีวี ก็ในโรงพยาบาลเนี่ยแหละ ที่น่าจะเป็นเรื่องปกติที่ได้พบเห็นในทุกวัน ทั้งความป่วยกาย ใจ ของทั้งคนไข้และผู้ติดตาม กลายมาเป็นคำถามและความฝันฝันของหมอคนหนึ่ง ที่อยากให้โรงพยาบาลไม่ใช่สถานที่ที่มีแต่ความป่วยไข้ แต่คือสถานที่บำบัดทุกข์บำรุงสุข ทั้งกาย ใจ จนไปถึงจิตวิญญาณภายใน
.
อะไรคือชีวิตที่ดี ? well – being นั่นอาจเป็นคำถามใหญ่และคำถามสำคัญ
อาหาร จิตวิญาณ การผ่อนคลายผ่านสุนทรียะ คำเหล่านี้ ไม่เป็นเพียงแต่ถ้อยคำของคำตอบแต่เป็นบุคคลที่กระทำร่วมกัน

บทสนทนาถึงความร่วมมือที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล
.
โดย หมอเคน หรือ ดร.นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไทได้เล่าให้ฟังว่า
.
จริงๆแล้วผมว่า การที่ใครสักคนเดินเข้ามา โรงพยาบาล เขาไม่ได้เข้ามาเพื่อให้เรารักษาโรคอย่างเดียว จริงๆแล้วเขาอาจะมีบริบทหรือปัญหาอื่นๆ ให้เรารักษาด้วย
.
เช่นว่า เขาเป็นคนไข้จากต่างจังหวัดไหม ครอบครัวเขาเป็นอย่างไร
.
การที่เขามารักษาแม้ว่าเป็นการรักษา 30 บาท ที่ครอบคุมการรักษาทุกอย่างในเรื่องที่จำเป็น
.
แต่นั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะสบาย ยังมีเรื่องอื่นๆอย่างการเดินทาง มาอย่างไร เขาจะนอนที่ไหน แล้วระหว่างวันมันมีการสูญเสียรายได้ทั้งจากคนที่ป่วย และคนที่พามา ถ้าเขาไม่ได้มีเงินติดตัวมาเขาจะเอาเงินที่ไหนไปซื้อข้าว 
เมื่อเราลองถามดูบ่อยครั้งที่ เราพบว่าเขาต้องเก็บเงิน หรือ เลือกที่จะไม่กินข้าวบ้างมื้อ เลือกที่จะประหยัดเงิน เพราะเขาก็ไม่รู้ว่า คนที่เขาพามาจะต้องอยู่รักษาอีกกี่วัน
.
ถ้าเป็นอย่างหน่วยผมเอง อย่างเช่นการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง อย่างต่ำๆ เขาต้องอยู่ 1 สัปดาห์ เพราะฉะนั้นบ่อยครั้งเราก็จะพบกับปัญหาเหล่านี้ 
ที่ว่าเขาต้องประสบกับปัญหาในเรื่องของที่พัก อาหารการกิน หรือความยากลำบาก ข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งถ้าไม่เอามาก็ต้องลำบากในการซื้อหา และเป็นเรื่องของการใช้จ่าย
.
ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นในประเด็นแรกๆ ที่คิดว่าจะทำอย่างไร จึงเกิดการเชื่อมโยง และเกิดการปรึกษาในเพื่อนๆ ว่าจะทำอย่างไรให้มันมีคุณค่า อาจเป็นแค่พื้นที่ขนาดเล็กก็ได้ ไม่ต้องใหญ่
เมื่อหมอเคน ได้คุยกับพี่ท็อป หลังจากนั้นพี่ท็อปทำการหารือกับพี่มิกที่ทำงานที่เครือข่ายพุทธิกาด้วยกัน จนกลายเป็นโครงการจิตอาสาที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลประสาท โดยในวงสนทนาที่เกิดขึ้นกับcollective-changes พี่มิก พรทิพย์ ฝนหว่านไฟ ได้เล่าให้ฟังถึงโครงการจิตอาสาที่เกิดขึ้น
.

เครือข่ายพุทธิกา ทำงานภายใต้แนวคิดเรื่องบุญที่เกิดประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ซึ่งงานที่เราชวนมาทำคืองานจิตอาสา เป็นหนึ่งในวิธีการทำบุญ คิดว่ามันเชื่อมได้ เพื่อให้เกิดความสุขที่นี่ โดยที่เรามองว่าความสุขมันเกิดขึ้นกับใครบ้าง คนทำงานน้อยแต่หน้างานมันใหญ่ มีความทุกข์แน่นอน บางทีความสุขกับเพื่อนร่วมงานไม่เกิด มันส่งผลถึงผู้ป่วยด้วย แล้วผู้ป่วยที่มาโรงพยาบาลทุกข์กายมันพื้นฐานอยู่แล้ว ทุกข์ใจอีก
.
พุทธิกาทำอะไรบ้าง เราเชิญชวนอาสามาทำภายใต้กรอบของการทำบุญ ทำให้มันเกิดประโยชน์ต่อตนเองในด้านจิตใจ แล้วก็เกิดประโยชน์ในด้านสังคมส่วนรวม พอพี่ท๊อปมาคุย เราเลยเริ่มออกแบบว่า อาสาสมัครจะเข้ามาเพิ่มในมิติไหนได้บ้าง เลยเกิดเป็นกิจกรรม อย่างแรกคือ กิจกรรม อาสา 1 วัน และ อาสาระยะยาว
.
และ อาสาระยะยาวซึ่งเป็นอาสาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่และผู้ป่วย คือเป็นเรื่องการอำนวยความสะดวกในโรงพยาบาล ตอนนี้เป็นรุ่นที่สองที่กำลังทำอยู่ แล้วกำลังไปต่อรุ่นที่สาม คือ เขาทำแล้วมีความสุข อย่างอาสารุ่นกันยายน มีอาสาจากรุ่นเก่า 27 คน ใหม่ 17 คน ถือว่าเยอะมาก จากเดิมเราวางไว้ว่า สามเดือนพับโครงการ เพราะไม่มีคนสมัคร เราไม่รู้ว่าการประชาสัมพันธ์ไปไม่ถึง หรือ เขากลัวมันเป็นภาระ แต่พอเราเปิดหนึ่งเดือน กลับมีคนสมัคร มาแล้วไปต่อ
.
เราเลยรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา คือเรามาทำแล้วก็มีการถอดบทเรียน การทำงานหลังจบกิจกรรม คือทุกคนเห็นคุณค่าตัวเอง ถึงแม้ว่าเป็นพื้นที่เล็กๆนะ แค่มายืน ‘สวัสดีค่ะมีอะไรให้ช่วยไหม‘ คือผู้ป่วยได้รับการช่วยเหลือให้สะดวกมากขึ้น เขาก็ขอบคุณ พอขอบคุณมันก็มีความสุข เขารู้สึกว่าเขามีคุณค่า พอถึงหมอจะต้องรักษายังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่กายภาพมันได้รับการตอบสนอง ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ก็รู้สึกว่ามีคนมาช่วย นี่คือภาพรวมของสองเดือนที่เราทำมา

.
หลังจากนั้น หมอเคน ได้เติมสิ่งที่หมอ เห็นจากโครงการนี้
.
โครงการจิตอาสา ที่เรามาช่วยกันทำอย่างไรที่จะดูแลผู้ป่วย อย่างเช่นบางครั้ง เขามากันสองคน คุณแม่จะต้องไปจอดรถเขาก็ต้องทิ้งลูกไว้แล้วเขาจะทิ้งไว้กับใคร หรือ คนไข้ ที่มาจากต่างจังหวัด หรือ คนไข้ที่ไม่เอื้อในทางกายภาพ เช่น เดินลำบาก เขียนลำบาก เข้าใจลำบาก หรือ หูไม่ได้ยิน เจ้าหน้าที่ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งบางทีทำให้เขาสื่อสารได้ไม่ง่ายนัก
.
การที่มีจิตอาสา มาช่วยอำนวยความสะดวก มาช่วยในการกรอก ตอบข้อสักถาม หรือแม้ การเป็นเพื่อนในการเดินไปจุดต่างๆ ผมว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้ลด การกระทบกระทั่งระหว่างเจ้าหน้าที่กับคนไข้เอง หรือ การไม่เข้าใจกัน
.
จะเห็นได้ว่ามันตั้งต้นจากบางอย่าง แต่พอเราได้มีการพูดคุยการสื่อสารกัน เราก็จะเห็นว่ามันมีอะไรที่ทำได้เพิ่มเติม มันก็ยังจะขยาย แล้วเราก็จะขยาย ไปอย่างอื่น เช่นการปรับสภาวะสภาพแวดล้อม ที่เราคุยกันว่า มันต้องเป็นการดูแลทั้ง กายใจ จิตวิญญาณ
เรื่องของดนตรีเป็นอีกหนึ่งสิ่ง ที่ หมอเคนอยากนำเข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลจึงชักชวน ศิริพร พรมวงศ์ หรือ แอ๋ม แห่ง Music Sharing มาพูดคุยกัน
.
หมอเคน
.
ผู้ป่วยพอมาอยู่โรงพยาบาลนี่มัน มีความเครียดอยู่แล้ว ดนตรีที่เราเห็นกันอยู่มันก็มีความสามารถในการทำให้สุขใจและลดความเครียดได้ สาเหตุที่ไปปรึกษาทางเเอ๋ม เพราะว่าเเอ๋มเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านดนตรีและมีเครือข่าย
.
ก็ฝากเเอ๋มว่า มันมีอยู่สองเรื่อง คือ หนึ่งอยากเห็นในแง่ของการเอาดนตรีเข้ามาช่วยทำให้ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ได้ผ่อนคลายในระหว่างที่มารักษา อันนี้เป็นโจทย์ข้อที่หนึ่ง ในความเห็นผมผมเห็นว่าผู้ป่วยในส่วนหนึ่งก็อยากฟังดนตรี เหมือนเราอยากฟังคอนเสริต์ มันดีกว่าในระหว่างวันเราไม่มีอะไรเลย คือดนตรีมิติ ซึ่งมันก็มีอีกหลายมิติสอดแทรกได้ด้วยหรือเปล่า ตรงนี้ก็คาดหวังว่าแอ๋ม จะนำเอาดนตรีเข้ามาเชื่อมโยงทั้งผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก
.
ประเด็นที่สอง ที่อยากเห็นคือดนตรีเพื่อการเยียวยา คือถ้าอย่างที่เราเห็นในต่างประเทศ มีการนำเอาดนตรีเข้ามารักษาโรค เช่น ผู้ป่วยเรื่องหลอดเลือดสมอง จะเป็นลักษณะของดนตรีเพื่อการบำบัด ซึ่งตรงนี้แอ๋มเองก็มีเครือข่ายอาจารย์ ที่สนใจเรื่อง ดนตรีเพื่อการบำบัด ดนตรีเพื่อการเยียวยา ซึ่งตรงนี้ เป็นที่มาว่าทำไมแอ๋มถึงต้องเข้ามาช่วยเรา
.
แอ๋ม
.
อย่างของแอ๋มทำเรื่อง music sharing อยู่แล้ว เราใช้ดนตรีในการทำกระบวนการหลายรูปแบบ ตั้งแต่การใช้ดนตรี ในสถานสงเคราะห์ หรือในชุมชนแออัด เราก็ใช้อาสาสมัครช่วยกันไป คืออาจจะคลายในส่วนของพุทธิกาที่ใช้อาสาสมัครในเรื่องของการลงมือ เรื่องอาหาร เรื่องสิ่งของ แต่ว่าของพวกเราใช้ดนตรีอาสาในการทำเพื่อคนอื่น คือ เราตอบสนองความสุขผ่านดนตรี
.
กลุ่มที่อาสาสมัครทำในเรื่องของดนตรีที่โรงพยาบาล กับ กลุ่มที่เป็นอาจารย์ ที่สนใจเรื่องดนตรีเพื่อการรักษา ซึ่งตรงนี้มันเป็นศาสตร์ใหม่ที่เมืองไทยยังไม่ค่อยมีใครทำเรื่องนี้ จริงๆดนตรีถ้าจะวัดผลการเปลี่ยนแปลงมันอาจเป็นนามธรรม เช่น เรารู้สึกมีความสุข เรารู้สึกเราได้รับอะไร แต่ดนตรีเพื่อการรักษามันจะวัดผลในสมอง ว่าคลื่นสมองเปลี่ยนไปอย่างไร ถ้าเราใช้ดนตรีแบบนี้ คลื่นสมองจะเปลี่ยนไปอย่างไร โดยเราใช้เฉพาะกับผู้ป่วย
.
อย่างตอนนี้ที่เเอ๋มทำร่วมกับอาจารย์ ก็ทำดนตรีแบบนี้กับกลุ่ม เด็กในสถานสงเคราะห์ แต่ เป็นการทำในรูปแบบที่เป็นเชิงพฤติกรรม แต่อาจารย์จะเป็นผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำเรื่องนี้จากต่างประเทศมา แต่สำหรับเรามันก็ยังเป็นโปรเจ็คที่ท้าทาย เพราะเราก็ไม่รู้ว่ามันจะเป็นยังไง เพราะเราไม่เคยทำเหมือนกัน
อาจารย์ ที่มหิดลเขาก็พูดว่ามีคนสนใจน้อยในศาสตร์นี้ พอพี่เคนเสนอมาก็เลยชวนเชื่อมกันระหว่าง อาจารย์ที่มหิดลกับหมอเคน
จากเรื่องอาสาสมัคร สู่เรื่องการนำดนตรีเข้ามาใช้ในโรงพยาบาล ในวันนี้เราอยากนำเสนอเรื่อง “อาหาร” ซึ่ง หมอเคน ชักชวนเพื่อนอย่าง พี่ตู่ จิรา บุญประสพ ที่เป็นสื่ออาสาจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ และ Director แห่ง พอดี ครีเอทีฟ มาร่วมลงแขกสร้างการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้
.
ตอนหมอเคนโทรไปคุยก็ ไม่คิดว่ามันจะเป็นจริง(หัวเราะ) ไม่คิดว่ามันจะเป็นจริงได้เพราะ เรื่องนี้เอาเข้าจริงเป็นเรื่องที่คุยกันมานานแล้วค่ะ เป็นเรื่องระดับนโยบายด้วยซ้ำที่โรงพยาบาลอยากให้มีเรื่องของอาหารปลอดภัยอยู่ในโรงพยาบาล
.
มีช่วงหนึ่งที่ ประธานผู้ก่อตั้งของเราไปเป็นรัฐมนตรีช่วยฯ ก็พยายามที่จะผลักดันเรื่องนี้ คือมันก็เกิดแต่มันก็ไม่ได้เกิดเป็นวงกว้าง หลังจากหมอเคนโทรมาคุยเราก็เข้ามาหลักจากนั้น เครือข่ายเราก็เริ่มมาปักหมุด เปิดเเผงตลาด นำของที่เรามีในเครือข่ายซึ่งก็มี ข้าวที่ผลิตโดยชาวนาที่ไม่ได้ใช้สารเคมี จริงๆก็คุยกับหมอเคนว่า ถ้าหมอเป็นห่วงเรื่องสุขภาพ ตัวอาหารเป็นจุดเริ่มของทุกอย่างเลยนะ พี่เป็นคนทำสื่อนะ แต่พี่ขับเคลื่อนเรื่องอาหารเพราะพี่คิดว่ามันคือ หนึ่งในปัจจัยสี่ และถ้าเราเริ่มต้นจากอาหาร ซึ่งเป็นเนื้อตัวของเราเพราะเรากินเข้าไป มันคือสุขภาพแบบองค์รวม ไม่ใช่แค่สุขภาพทางกาย เพราะว่าวิธีผลิตมันจะทำให้คนเปลี่ยน
.
สิ่งที่พูดคือสิ่งที่พี่ได้ลงไปทำงาน กับคนที่อยู่ตรงที่เขาเปลี่ยนวิถีการผลิต แล้วมันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจิตวิญญาณข้างใน จนไปถึงการเปลี่ยนแปลงสังคม ซึ่งตัวพี่เองก็ทำเรื่องนี้มาสิบกว่าปี ก็รู้สึกว่าการขับเคลื่อนเรื่องนี้
มันต้องมีทุกภาคส่วนเข้ามาเกี่ยวข้อง คือมันจะทำแค่ สื่อกับคนผลิต หรือ คนผลิตกับผู้บริโภคไม่ได้ ทุกฝ่ายที่มีส่วนร่วมควรจะเข้าไป โดยเฉพาะฝ่ายที่ดูแลสุขภาพ เพราะอย่างที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าที่ผ่านมาหมอเข้มงวดเรื่องนี้น้อยมาก เพราะเขาไม่ได้มองว่ามันเริ่มต้นมาจากเรื่องอาหาร แต่พอคุยกับหมอเคน แล้วรู้สึกว่า หมอเคนเข้าใจเรื่องนี้
จริงๆหมอเคนมีความเป็นนักคิดและนักปฏิบัติอยู่ในตัว พอมาเริ่มต้นมันเลยทำได้เลย คือ พอเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ อย่างอาจารย์ ยักษ์ หรือ อาจารย์ที่สอนพี่อยู่ เขาก็บอกให้เราทำจากเล็กแคบ แต่ทำให้ชัด ถ้าชัดแล้วความชัดนี้มัน จะขยายไปสู่ข้างนอกเอง
.
ซึ่งหน้าที่ของพี่ก็ทำหน้าที่เหมือนนิ้วก้อยค่ะ เป็นนิ้วเล็กๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวร้อยและสื่อสารมันออกไป เมื่อมันเกิดผลสำเร็จขึ้น
.
หมอเคน พูดถึงโปรเจ็คนี้ว่า
.
เราลองเสนอไอเดีย ไปทางผู้บริหารและที่ผ่านมาเราต้องการให้โรงพยาบาลมีลักษณะ Green & Clean
.
ที่นี่สิ่งที่เราสนใจว่าจะทำอย่างไรก็ได้ เพื่อให้โรงพยาบาลมีลักษณะ Green & Clean เพราะงั้นเราจึงขับเคลื่อน เรื่องของ ธนาคารขยะ อยู่ขณะนี้ สิ่งที่จะทำต่อไปคือเรื่องของอาหารปลอดภัย คือเราจะสร้างการรับรู้อย่างไร เพราะงั้นเราจึงเปิดโอกาสให้มีแผง อาหารปลอดภัยเข้ามาวาง โดยที่เราไม่ได้คิดค่าเช่า เพราะเราต้องการให้เกษตรกร ที่เขาทำอย่างนี้มีที่ขาย เพราะถ้าเราไม่คิดค่าเช่าเขา เขาก็อาจไม่ต้องบวกมันลงไปในต้นทุน เพราะว่าราคามันสูงกว่าอยู่แล้วในปกติ ไม่ว่าจะด้วยต้นทุน หรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะงั้นอะไรที่จะทำให้ราคามันจับต้องได้ ซึ่งเราก็เสนอให้มาวางมากกว่าหนึ่งวันด้วยซ้ำ
.
แต่ในเบื้องต้น ทางพี่ตู่และเครือข่ายเองก็ขอให้ค่อยๆ เพราะว่ามันต้องมีการหมุนเวียนให้ เครือข่ายต่างๆได้มีโอกาส ซึ่งตรงนี้ก็เป็นพื้นที่ให้เครือข่ายได้ประชาสัมพันธ์ เพราะถามมาตอบได้ เพราะเขาทำมากับตัวเอง แล้วก็มั่นใจด้วยว่าอาหารนี้เป็นอาหารที่ปลอดภัยเพราะงั้นดีกว่าที่ บางทีเราก็ไปซื้ออาหารที่ปลอดภัยโดยที่เราก็ไม่แน่ใจนะว่ามันปลอดภัยจริงหรือเปล่า แต่ตรงนี้เราการันตรีได้ อันนี้เป็นหมุดแรกที่เราอยากจะปักหมุดต่อมา คือเราอยากเห็นการพูดคุย ทำความเข้าใจ กับผู้ประกอบการแผงร้านค้าในโรงอาหารเพื่อที่จะโน้มน้าวและทำให้เห็นว่า การที่จะเขาเปลี่ยนมาใช้ข้าวที่มันปลอดภัย หรือ ข้าวอินทรีย์ ต้นทุนที่เขาต้องจ่ายเพิ่มไม่ได้มากไปกว่าการที่เขาซื้อข้าว ณ ตอนนี้สักเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่พยายามจะทำกับเขาอยู่แล้วก็พยายามที่จะแสดง ซึ่งตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาก็มีความสนใจอยู่
.
สิ่งที่เราทำคือการพยายามเจาะ เมื่อเขาตัดสินใจแล้วว่าเขารับข้าวของเรา ซึ่งในโรงอาหารของเราก็มี พี่แต๋นซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับสัมปทานในร้านอาหารของเรา ก็มีความสนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ซึ่งตอนนี้พี่ตู่และทางทีมงาน กำลังนำเสนอให้เห็นว่า ข้าวก็ดี หรือผักก็ดี ที่จะนำมาให้ศูยน์อาหารได้ใช้ ก็จะไม่ได้เพิ่มมูลค่าของต้นทุนสักเท่าไหร่ แต่ในทางกลับกันมันจะมีปัจจัยอื่นที่ได้ คือ อาจมีคนมาซื้อมากขึ้น อาจมีเจ้าหน้าที่ในบริเวณใกล้เคียง ไม่ว่าจะเป็นทางโรงพยาบาลใกล้เคียง หรือ คนที่อยู่บริเวณนั้น ก็อาจมาทานข้าวที่นี่มากขึ้น เพราะว่ามั่นใจได้ว่าตรงนี้เป็นอาหารปลอดภัย อย่างถ้าเอากล่องข้าวมา ไม่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่เองหรือ บุคคลภายนอก ก็มีการลดราคา ซึ่งพอมันเป็นตรงนี้การที่เขาสามารถลดราคาได้ แปลว่าผู้ประกอบอาจจะยอมจ่ายข้าวที่แพงขึ้นเพียงแค่จานละหนึ่งบาทเพื่อได้อาหารปลอดภัย ตรงนี้เป็นเรื่องที่ต้องพูดคุย ทำความเข้าใจกับผู้ประกอบกา
อีกหนึ่งแรงที่อยู่ในบทสนทนากลุ่มนี้ คือ ผู้ร่วมเชื่อมร้อย พูดคุยกับหมอเคนเป็นคนแรกๆ พี่ท็อป นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ จาก มูลนิธิเครือข่ายพุทธิกา ได้เล่าถึงมุมมองภาพรวมของการรวมตัวกันทั้ง 5 คน
.
คือปกติโรงพยาบาลทำหน้าที่รักษาคน หมอเคนทำงานมาหลายปีก็มุ่งมั่นมาก เรื่องการพัฒนาการรักษาคนด้านการเเพทย์ สร้างโครงการต่างๆ งานที่ใช้ความสามารถของแพทย์ หลายแขนง มาทำงานร่วมกันตลอดเวลา
ซึ่งตรงนี้เป็นฐานคิดที่ดี ต่อเนื่องจากเรื่องการรักษาหมอเคนคิดแบบนี้ การที่จะทำงานที่เขยิบออกมานอกการรักษามันเลยมีไอเดียของการทำงานร่วมของฝ่ายต่างๆ เข้ามา
.
หมอจำนวนไม่น้อยก็คิดว่า กำลังรักษาโรคไม่ได้รักษาคน แต่สิ่งที่หมอเคนคิดมันเป็นการพยายามที่จะรักษาคน
ซึ่งในนิยามของมัน คือการรักษาสุขภาวะ เขาก็บอกว่ามันไม่ได้ต้องการเพียงอย่างเดียว มันต้องการความสุขทางกาย ความสุขทางใจ ความสุขทางสังคม ความสุขทางด้านจิตวิญญาณ
.
พอเป็นแบบนี้ที่เราคุยกันหลายๆโครงการ หลายๆเรื่องมันมาเชื่อมร้อยกันได้ สร้างในพื้นที่เดียวกันให้เป็นพื้นที่ ถึงแม้เครือข่ายพุทธิกาจะบอกว่าเรามาทำพื้นที่ของการให้ แต่โดยรวมมันจะกลายเป็นพื้นที่สุขภาวะ มันสามารถมีปรากฏการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นได้ ในพื้นที่ตรงนี้ได้ เราเลยทดลองขยายไปในงานอื่นๆ ด้วยแนวคิดประมาณนี้

เมื่อการสนทนาเดินทางมาถึงช่วงท้าย เราตั้งคำถามกับทั้ง 5 คน

ว่าเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงอย่างไร

นภนาท อนุพงศ์พัฒน์ 

ทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็กก่อน  เราทำจากสิ่งที่เราพอทำได้เพราะถามว่า คอนเซ็ปต์ หรือไอเดีย

หรือแนวคิดที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของทุกคนมันมีแนวคิดที่เป็นภาพใหญ่อยู่ ที่อยากจะเปลี่ยนภาพใหญ่
แล้วจะเปลี่ยนอย่างไรละ ต้องเป็นรัฐบาลก่อนไหม หรือว่าเราต้องมีเป็นอธิบดี เป็นอะไรก่อนไหม หรือไม่ว่าไม่จำเป็นทำเลย  ตรงนี้ก็เป็นอีกวิธีคิดหนึ่ง 

ลองทำเลยจากพื้นที่เล็กๆ พอทำเรื่องเล็กแล้วมันจะกลับไปเป็นเรื่องใหญ่เอง เมื่อมันขยายพื้นที่
อย่างที่พี่ตู่ว่า ทำเรื่องนี้อยากเปลี่ยนเรื่องการผลิตอาหาร แต่จะทำได้มันต้องมีจำนวนคนกินที่พอก่อน ให้มันเพียงพอที่จะผลิตได้ เพราะงั้น พี่ตู่ก็ต้องเดินสายให้มีคนกินเยอะขึ้น พอคนกินเยอะขึ้น มีจำนวนที่เป็นCritical mass  (มวลวิกฤติ)

การผลิตมันจะค่อยถูกทำให้เข้ารูป สมดุลย์มันจะเปลี่ยน เราไม่รู้หรอกว่าการที่เราพยายามทำเท่าไหร่มันจึงเหมาะสมที่จะเกิดการสั่นสะเทือนมันคือแค่ไหน  แต่เราผ่านมาแล้ว 400 คน 500 คน ผ่านมาคนก็เติมเข้ามาเรื่อยๆ เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะส่งผลต่อเจ้าหน้าที่ขนาดไหน แต่มันมีแน่ๆคือเมื่อเรื่องพวกนี้มันถึงจุดอิ่มตัวมันจะเกิดการขยาย ของคุณภาพ เราสร้างปริมาณจำนวน ซึ่งมันจะเกิดการขยับในเรื่องของคุณภาพ 

อย่างของ แอ๋ม ก็เป็นตัวอย่างที่ดี เขาทำที่คลองเตยจุดนิดเดียวเอง ทำเรื่องเล็กๆด้วย แต่การทำที่ยาวนานเพียงพอ การประสานงานกับเครือข่ายมากเพียงพอ คือเเอ๋มไม่ได้ทำงานเพียงคนเดียว แอ๋มดึงเครือข่ายเข้ามาร่วมด้วย
ซึ่งพอเเอ๋มทำงานตรงนี้ แอ๋มสามารถทำให้มันขึ้นไปในระดับนโยบายได้แล้ว แต่ถามว่าเราดิ้นรนขนาดนั้นไหม
เราก็ไม่ได้ดิ้นรนขนาดนั้น เพียงแต่ว่ามันมีจุดหนึ่ง ที่เราสะสมข้อมูลเชิงประจักษ์มากเพียงพอ มันทำให้ตัวระบบสั่นสะเทือน

จิรา บุญประสพ

คนเล็กๆมันเริ่มต้นจากการ ทำจุดเล็กๆของตัวเองขึ้นมาแล้วมันกลายเป็น สองเป็นสามเป็นสี่เป็นห้า ค่อยๆขยายไปเรื่อยๆ มันดีกว่าเราจะตะโกนด่าระบบ  คือเราก็ทำมาทุกอย่างแล้วไม่ว่าจะเป็นการตะโกนด่า ยืนประท้วง ยื่นหนังสือ จนกระทั่งเรารู้สึกว่าการไปตะโกนเรียกร้องจากคนอื่น ที่ไม่ได้เห็นหัวเราซึ่งเขาคงมีผลประโยชน์ของเขา

เพราะงั้นสิ่งที่ชาวบ้านอย่างเราจะเริ่มได้คือจุดเล็กๆแล้วค่อยให้มันกลายมาเป็นมวลมหาศาล ซึ่งพอมันมีจำนวนเยอะมากขึ้นก็จะทำให้เราสามารถต่อรองสิ่งเหล่านี้ได้ ซึ่งครูอาจารย์ของเราก็สอนแบบนี้
ถ้าเราไม่เริ่มต้นทำตัวอย่างที่มันสำเร็จก่อน เราไปตะโกนให้ตายอย่างไรก็ไม่มีผล แต่ถ้าเราทำแล้วจำนวนคนมันเยอะขึ้นแล้วสิ่งเหล่านี้มันสำเร็จ มันดีกว่าเราไปตะโกนด่าความมืดแล้วไม่จุดเทียนขึ้นมา คือวิธีการแบบนี้มันอาจไม่ได้เห็นผลสำเร็จในยุคของเราก็ได้นะ แต่ถ้าเราเริ่มต้นทำไว้ มันมีร่องรอยให้คนทำต่อ พี่เลยรู้สึกว่า มันต้องทำตัวอย่างความสำเร็จตัวนี้ก่อน มันมีค่ามากกว่าตำราพันเล่ม 

พรทิพย์ ฝนหว่านไฟ

คือมิกเชื่อพลังคนเล็กคนน้อย อาสาหนึ่งคนเวลาเราถอดบทเรียนหลังจากการทำกิจกรรม เมื่อเขาเห็นบทเรียนจากสิ่งที่เขาทำ มิกรู้สึกอิ่มเอม มันเป็นพื้นที่ฝึกตน อาจไม่ถึงระดับแต่คนข้างๆเราว่ารู้สึก รังสีมันออก ถามว่าเขามีความสุขแล้วคนข้างๆจะไม่มีความสุขเหรอ แต่เราจะพาให้เขาไปถึงความสุขอันประณีตได้อย่างไร  

ตรงนี้เป็นสิ่งที่เครือข่ายพุทธิกาต้องคิดว่าจะสร้างกระบวนการอย่างไรต่อไป 

ศิริพร พรมวงศ์

คือโดยโครงสร้าง เรามองโครงสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เราอยากจะเห็น สิ่งที่เราทำมันอาจเป็นจุดเล็กๆ แต่โดยโครงสร้างคือเราอยากให้มันเปลี่ยนไปแค่ไหน คือถ้ามองจากการปฏิบัติ เราไม่มีอำนาจในการจัดการกับโครงสร้าง แต่เราปฏิเสธโครงสร้างไม่ได้ ตัวเราก็อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงแบบนี้ทั้งประเทศ เราจะมีวิธีการทำงานกับภาครัฐอย่างไร กับคนถือนโยบายอย่างไร หรือเราจะมีปฏิสัมพันธ์กับ คนกลุ่มฝั่งที่มีอำนาจอย่างไร เพื่อให้มันเกิดขึ้นไม่ใช่แค่ที่นี่ที่เดียว ซึ่งตรงนี้เป็นลักษณะของคนที่ถนัดในแต่ละงานเราถึงต้องมีเครื่อข่าย หมายความว่า คนที่อยู่ในระดับโครงสร้างเขาก็ต้องเห็นว่าในพื้นที่จริงสิ่งที่มันเกิดประโยชน์ ที่ทำได้จริงเกิดอะไรบ้าง มันมีรูปแบบ หรือตัวอย่างอะไร ซึ่งคนที่ทำงานในระดับนโยบายหรือโครงสร้าง เขามีวิธีคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงสังคม คือสองอย่างนี้มันต้องไปด้วยกัน มันถึงเคลื่อนไปด้วยกันได้ ซึ่งแต่ละคนอาจถนัดไม่เหมือนกัน ให้เราไปทำในระดับนโยบายเราก็คงไม่ถนัดสิ่งที่เราทำได้อย่างที่พี่ๆว่า ให้มันเกิดประโยชน์จริงๆ และนานพอที่จะทำให้มันเกิดการเปลี่ยนเเปลง เพราะฉะนั้นอะไรที่มันเป็น เคสหรือเป็นการเปลี่ยนเเปลงเชิงประจักษ์ แอ๋มคิดว่าเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงประจักษ์มันจะไปขับเคลื่อนนโยบายโดยอัตโนมัติ เพราะสังคมต้องการความเปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว การเปลี่ยนเเปลงเชิงประจักษ์จะไปเป็นตัวถัดทานว่าสิ่งนี้มันเกิดขึ้นจริงนะ มันเป็นไปได้ แล้วค่อยขยับโครงสร้างไปด้วยกัน 

ดร.นพ.วุฒิพงษ์ ฐิรโฆไท

ผมเสริมตรงนี้คือ เทคโนโลยีมันเข้ามาในทุกวงการ แพทย์ก็มีเทคโนโลยี สิ่งหนึ่งที่ผมชอบ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัด ก็ดีหรือเป็นเครื่องนำทางว่าเราอยู่ที่ไหนของพื้นที่ผ่าตัด หรือการใช้กล้องในการผ่าตัด แต่พอยิ่งมีเทคโนโลยีเรายิ่งห่างกัน ทำอย่างไรให้เราใกล้ชิดกันมากขึ้น เรามักพูกถึงเทคโนโลยีแต่ละเลยมิติของความสัมพันธ์ ระหว่าแพทย์กับคนไข้ แพทย์กับเจ้าหน้าที่ ระหว่าผมกับเพื่อนร่วมโลก จริงๆเราขึ้นรถไฟฟ้า เราก็จะเห็นการก้มหน้า ผมรู้สึกว่าอยากมีเวลามากขึ้นโดยที่ไม่ต้องไปยุ่งกับพวกนี้มากได้ไหม เพราะจริงๆ ตอนนี้เองที่บ้าน หรืออย่างลูกหรืออะไรก็แล้วแต่ มันเข้ามาทำให้เราละเลยมิติของความสัมพันธ์  เรามองการรักษาเป็นการรักษาโรคอย่างที่พี่ท๊อปบอก
เพราะงั้นถ้าเราทำพื้นที่ตรงนี้เป็นพื้นที่ของการให้ พื้นที่ที่คนใส่ใจกันและกัน มีอย่างที่ไหนที่ปัญญาประดิษฐ์ทำได้ เมื่อคุณเครียดคุณมองไปแล้วเขายิ้มกลับมา อย่างที่มิกเล่าให้ฟัง หรือ คนไข้ที่เดินมาขอบคุณลูบหน้าลูบหลัง 

หรือ การหยิบขนมและให้อาสา แล้วบอกว่าป้าซื้อมาฝาก ขอบคุณมากวันนี้ กินข้าวมาหรือยัง 

คือพอเขามาก็เริ่มรู้แล้วว่ามีอาสา มันทำให้คนได้อิ่มเอม  โอเครู้ว่าป่วยแต่อย่างน้อยเขาก็ดีใจที่มีคนรับรู้ ใส่ใจ คนที่ยังหวังดี ในสังคมมันไม่ได้มีแค่คนที่คอยแสวงหาผลประโยชน์ หรือ สนใจในเรื่องของเทคโนโลยีอย่างเดียวจนลืมมิติ ของความมีตัวตน จิตวิญญาณของคน ผมคิดว่าตรงนี้สำคัญแล้วนี่อาจเป็นเหตุผลที่เราทุกคนมารวมกันตรงนี้