“สมบูรณ์แบบ”

                                                                                                     พญ. ดลฤดี ศรีศุภผล ผู้เขียน

“หมอ คนไข้ไม่มีญาติเฝ้านะ จะให้แอดมิทเหรอ”

พยาบาลหน้าห้องตรวจผลักประตูเข้ามาพร้อมคิ้วที่ขมวดมุ่นหลังเห็นลายมือฉันในเวชระเบียน

กติกาของโรงพยาบาลมีอยู่ว่า หากคนไข้ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ต้องมีญาติมาเฝ้าอย่างน้อย 1 คน เพราะเจ้าหน้าที่มีจำนวนไม่พอจะดูแลคนไข้พิการทุกคนในตึก

“คะพี่ ญาติเค้ามาไม่ได้จริงๆ คงอาศัยผู้ช่วยเราไม่กี่วัน ดูแววแล้วทำกายภาพซักอาทิตย์สองอาทิตย์น่าจะพอช่วยเหลือตัวเองได้อยู่”
ฉันยืนยันกับคุณพยาบาลเป็นเชิงขออนุญาตละเมิดกฎ คุณสมบูรณ์ในรถเข็นนอนจึงได้เข้าไปพักในตึกผู้ป่วยใน ด้วยกำหนดระยะเวลา 6 สัปดาห์

อาคารผู้ป่วยในเป็นอาคาร 2 ชั้น ตั้งอยู่ริมสนามหญ้ากว้าง ลึกเข้ามาจากรั้วหน้าโรงพยาบาลกว่า 200 เมตร เสียงความวุ่นวายจากภายนอกเหมือนจะลอดเข้ามาไม่ถึง ตึกผู้ป่วยในชายอยู่ชั้นล่าง ผ่านประตูบานเลื่อนอัตโนมัติเข้าไป ทางซ้ายตั้งไว้ด้วยเคาน์เตอร์พยาบาลเล็กๆหันเผชิญหน้ากับเตียงผู้ป่วยสามัญทั้ง 18 เตียง ภายในอาคารชั้นล่างดูสลัวจากเงาไม้ใหญ่ที่ยืนต้นกำบังหน้าต่างด้านหลัง บนเตียงผู้ป่วยมีคนไข้เหลืออยู่ไม่ถึงครึ่ง ยามบ่ายเช่นนี้คนไข้ส่วนมากมักไปทำกิจกรรมที่ตึกอื่นๆ

พยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้กำลังง่วนอยู่ด้านในเคาน์เตอร์ บ้างก้มหน้าก้มตาเตรียมเอกสารผู้ป่วยใหม่ บ้างเตรียมยามื้อบ่าย บ้างค้นงานเอกสารที่ดูเหมือนไม่มีวันเสร็จ ต่างคนเดินขวักไขว่อยู่ในพื้นที่แคบๆ แต่ยังพอมีเจ้าหน้าที่เหลือบเห็นฉันเดินเข้ามา บุ้ยใบ้ไปที่โซนเตียงผู้ป่วย

“คนไข้ใหม่หมออยู่เตียงเก้านะ”

คุณสมบูรณ์เป็นชายวัยกลางคนร่างผอมเกร็ง ผิวดำคล้ำ ผมที่เริ่มมีสีดอกเลาแซมนั้นตัดสั้นเกรียนติดหนังหัว ท้ายทอยตรงตำแหน่งที่ศีรษะสัมผัสกับหมอนมีแผลกดทับสีแดงคล้ำวงใหญ่ปิดไว้ด้วยผ้าก๊อซบางๆ สีขาวตุ่น ต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ช่วยพลิกตัวถึง 2 คนกว่าฉันจะสำรวจแผลได้ชัดเจน เพราะคุณสมบูรณ์ไม่สามารถหันศีรษะซ้ายขวาได้เลยจากโรคไขสันหลังอักเสบยึดติดที่เป็นมานับสิบปี

เคราะห์ซ้ำกรรมซัด ไม่กี่ปีก่อน คุณสมบูรณ์ประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ กระดูกสันหลังที่เปราะอยู่แล้วจากโรคเก่าหักกดทับเส้นประสาทที่บริเวณเอวจนร่างกายท่อนล่างไม่มีความรู้สึก ขาทั้งสองข้างอ่อนแรงจนขยับไม่ได้ ปัสสาวะเองไม่ออกต้องคาสายสวนติดไว้ตลอดเวลา
ฉันทรุดตัวลงนั่งข้างเตียงหลังตรวจร่างกายเสร็จ

“เมื่อก่อนทำงานอะไรคะ เล่าให้ฟังหน่อยได้มั้ย”

คุณสมบูรณ์กรอกตาเหลือบมองฉันแวบหนึ่งก่อนจะทอดไปนอกหน้าต่าง สายตานั้นมองไปไกลกว่ากิ่งไม้ใบหญ้าที่พลิ้วไหวอยู่ริมตึกผู้ป่วยใน ไกลไปในอดีต

“เมื่อก่อนผมขายแอร์อยู่ในกรุงเทพนี่แหละ อยู่ห้องเช่ากับเมีย แล้วก็ลูกสาวอีกคนนึง” ความเงียบทิ้งตัวคลุมบรรยากาศนานหลายอึดใจ คุณสมบูรณ์กลืนน้ำลายก่อนเล่าต่อ “จู่ๆ วันนึง เมียผมก็หายไป มันหนีไปอยู่กับชู้ แล้วยังเอาลูกผมไปด้วย ผมตามหาลูกอยู่เป็นปีนะหมอ” เสียงเขาดังขึ้นเล็กน้อยจากกระไอความโกรธ แล้วแผ่วลงเหมือนพยายามทำใจ “ผมอยากรู้เหมือนกันว่าลูกผมจะเป็นยังไงบ้าง แต่ก็หาไม่เจอ ผมเลยตัดสินใจลาออก กลับไปอยู่บ้านเดิมที่โคราช รับจ้างขับรถตู้ขึ้นๆ ล่องๆ พอเกิดปวดหลัง ปวดคอ ขยับเอี้ยวคอไม่ได้นี่แหละ ผมก็ทำงานไม่ค่อยไหว เลยย้ายไปปลูกบ้านอยู่กับญาติๆ ที่ชัยนาท”

“แล้วพออุบัติเหตุเลยกลับมาอยู่กับพี่สาวที่กรุงเทพเหรอคะ”

คุณสมบูรณ์หลับตาไปพักหนึ่ง จนฉันกังวลว่าส่งคำถามผิดไปหรือไม่

“หมอรู้มั้ย สามปีนี้ ตั้งแต่พิการมาผมเคยพยายามฆ่าตัวตายมาหลายครั้งแล้วนะ”

มี Suicidal attempt! ฉันจดไว้ในใจว่านี่เป็นอีกเรื่องที่ต้องเตือนพยาบาลให้คอยเฝ้าระวัง แต่เมื่อหันไปมองหน้าคุณสมบูรณ์ ฉันกลับไม่เห็นแววตาหมดหวังท้อแท้ต่างจากคนไข้พิการรายอื่นๆ

“ผมพิการมาสามปี ขยับทำอะไรไม่ได้เลยนะ ที่ชัยนาทมันไม่มีคนดูแล พี่เค้าก็เลยไปรับผมมาอยู่ด้วย แต่มันเป็นบ้านพี่เขย เค้าเปิดเป็นร้านซ่อมรถ บ้านก็คนเยอะ แคบ ไหนจะคนงานอีก ผมอยู่ก็เป็นภาระเค้าตลอด ต้องมาคอยอาบน้ำให้ เช็ดขี้ให้ ถ้าหยิบมีดได้ ผมฆ่าตัวตายไปแล้วล่ะ… แต่อยู่ๆ ไปนะหมอ คิดไปคิดมามันก็ปลง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด คิดดูสิ ผมตกนรกอยู่สามปี จู่ๆ ผมก็ได้มาเจอหมอ มาอยู่ที่นี่”
“หมอเชื่อว่าคุณสมบูรณ์ยังทำอะไรได้อีกมากนะ เดี๋ยวฝึกนั่ง ฝึกใช้รถเข็นแล้ว จะไปไหนก็ไปได้ทั้งนั้นแหละ พอนั่งได้ไม่ต้องนอนอย่างเดียว แผลที่หัวไม่โดนกด ไม่นานก็หาย แต่คุณสมบูรณ์ต้องขยันฝึกนะคะ นักกายภาพเค้าบอกได้แค่วิธี คุณต้องเป็นคนพยายามต่อเอง”

คุณสมบูรณ์สบตาฉันอีกครั้งเป็นเชิงให้สัญญา

สี่สัปดาห์ผ่านไป คุณสมบูรณ์กลายเป็นคนไข้ตัวอย่างที่พยาบาลต้องขอความช่วยเหลือ

“ไปช่วยพูดกับน้องเบียร์หน่อยลุง มันนอนร้องไห้ไม่ยอมไปทำกายภาพ”

คุณสมบูรณ์ที่นั่งคอแข็งตัวตรงเป็นท่อนไม้ก็จะเข็นวีลแชร์ไปเทียบข้างเตียง แล้วไม่นานน้องเบียร์ก็เข็นรถตามลุงสมบูรณ์ต้อยๆ ไปตึกกายภาพบำบัด

ทุกเย็นถ้าใครเดินผ่านไปแถวสนามหญ้าหน้าโรงพยาบาลจะเห็นคุณสมบูรณ์นำทีมเพื่อนในรถเข็นไปปั่นวีลแชร์ออกกำลังกันเป็นกลุ่ม

บ่ายแก่ต้นสัปดาห์ที่ห้า ฉันแวะเข้าไปที่ตึกผู้ป่วยใน คุณสมบูรณ์หันมาพร้อมรอยยิ้มในดวงตาสดใส

“คุณสมบูรณ์คิดๆไว้บ้างมั้ยคะ ว่ากลับจากโรงพยาบาลแล้วจะไปทำอะไรที่ไหนดี ได้ลองคุยกับพี่สาวบ้างรึเปล่า”

รอยยิ้มในดวงตาคู่นั้นจางลง “ผมไม่อยากกลับไปอยู่บ้านนั้นครับหมอ ผมจะไปอยู่ชัยนาท กลับไปบ้านผม ตอนนี้ผมช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว”
อะไรสักอย่างหนักๆ ถ่วงอยู่ในใจฉัน การใช้ชีวิตของคนพิการต้องอาศัยสถานที่ที่เอื้ออำนวย ไหนจะทางลาด ไหนจะห้องน้ำ ของแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ในบ้านนอกประเทศไทย หากต้องกลับไปอยู่บ้านไม้ยกพื้นสูง ส้วมซึม ถนนลูกรัง คุณสมบูรณ์จะอยู่อย่างไร

“คุณสมบูรณ์ได้ลองคุยกับพี่สาวดูบ้างรึยัง” ฉันมองหาความหวังจากญาติสนิทรายเดียวที่เหลืออยู่

“หมอไม่สังเกตบ้างเหรอ เดือนที่ผ่านมาเนี่ย เขาไม่เคยมาเยี่ยมผมเลยซักครั้ง ผมโทรศัพท์ไปเขาก็ไม่มีเวลาจะคุยหรอก”

ฉันลอบถอนหายใจ ก้อนหินในอกเหมือนจะเพิ่มความหน่วงขึ้นเท่าตัว “แล้วคุณสมบูรณ์จะกลับไปทำอะไรที่ชัยนาท”

“ผมอยากไปทำงานฝีมือขาย ผมชอบงานฝีมือ”

“แล้วคุณสมบูรณ์เคยทำอะไรบ้าง”

“ก็ยังไม่เคยลองทำหรอกครับ” เขาหลบสายตาฉัน

“คุณสมบูรณ์สนใจอะไรเป็นพิเศษมั้ย เผื่อเค้ามีเปิดสอนที่ไหนก็ไปเรียนก่อน”

“ผมอยากเรียนแกะสลักไม้” นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของนักสังคมสงเคราะห์น้องนุชสุดท้องของทีมที่จะควานหาสถานที่ฝึกอาชีพคนพิการที่เปิดสอนงานแกะสลัก

แต่นั่นก็ไม่ง่ายนัก น้องจัน นักสังคมสงเคราะห์หน้าใหม่ เปิดตำรา โทรศัพท์ติดต่อเครือข่ายที่มี เราจึงได้พบว่าสถานฝึกอาชีพคนพิการสมัยนี้เน้นกันแต่ช่างอีเล็คโทรนิคและหลักสูตรคอมพิวเตอร์แทบทั้งสิ้น

ผ่านไปกว่าสัปดาห์ตอนที่เราทั้งทีมเริ่มจะหมดหวัง ฉันโทรศัพท์ไปถามพี่สาวคุณสมบูรณ์ว่าอยากให้น้องชายทำอะไร “โอ๊ย มันไม่มีทางไปอยู่ชัยนาทได้หรอก ชั้นขอแค่มันช่วยตัวเองได้นิดหน่อย ไปขายล็อต-เตอรี่ปากซอยบ้านได้ก็พอแล้ว” ช่างตรงข้ามกับสายตาแห่งความมุ่งมั่นของคุณสมบูรณ์ที่บอกฉันทุกครั้งว่า ผมจะไม่กลับบ้านพี่สาว ผมขอไปตายดาบหน้า… ฉันควรจะให้เขาได้ตัดสินใจเอง หรือส่งเขากลับไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัย

ในที่สุดน้องจันก็มาแจ้งข่าวดีกับทีมทุกคนว่าศูนย์ศิลปาชีพบางไทร มีหลักสูตรช่างฝีมือหลายแขนง แม้จะไม่มีแกะสลักไม้แบบที่ต้องการ แต่การสานผักตบชวาที่เป็นวิชาอันดับสองในตัวเลือกของคุณสมบูรณ์นั้นกำลังจะเปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ แถมยังมีที่พักให้ด้วย “แต่ติดที่ว่าเค้าไม่ค่อยอยากรับคนพิการที่ใช้รถเข็นนะหมอ เคยมีญาติเอาคนพิการไปทิ้งให้เค้าดูแล เค้าเลยต้องขอใบรับรองแพทย์ว่านักเรียนพิการช่วยเหลือตัวเองได้จริงๆ” น้องจันสำทับด้วยเสียงกังวล

แต่เพียงแค่นี้ทีมของเราก็แทบฉลองกันด้วยความยินดี คุณสมบูรณ์เข็นวีลแชร์ไปขอบคุณน้องจันด้วยน้ำตาคลอเบ้า ฉันรีบโทรแจ้งข่าวดีกับพี่สาวของเขาทันที แต่เสียงที่ได้ยินกลับต่างไป

“โอ๊ย ไปถึงอยุธยา จะไปยังไง ชั้นไม่มีปัญญาไปส่งมันหรอกหมอ นี่ต้องทำงานทุกวัน แล้วจะหารถที่ไหนไปส่งให้”

พลันที่ฉันเล่าปฏิกิริยาของพี่สาวคุณสมบูรณ์ให้ทีมฟัง นักกายภาพบำบัดพี่ใหญ่ของทีมก็สวนขึ้น

“หมอ ขอรถเราไปส่งเลย เดี๋ยวพี่ไปส่งเอง ไปดูด้วยว่าหอพักเค้าเป็นยังไง”

หลังจากการโทรประสานกับเจ้าหน้าที่ศูนย์ศิลปาชีพบางไทรร่วม 10 ครั้ง จากน้ำเสียงอิดออดไม่มั่นใจของเจ้าหน้าที่และฝ่ายครูผู้สอน ผู้กังวลเรื่องการเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ การต้องเข็นวีลแชร์ระยะไกลไปเข้าห้องเรียน ในที่สุดทีมของเรา 6 ชีวิตก็ตัดสินใจเดินทางไปส่งคุณสมบูรณ์กันเองด้วยรถไฮดรอลิกของศูนย์สิรินธรฯ

เราอยู่ที่บางไทรกันครึ่งวัน กว่าขั้นตอนการรับรองและมอบตัวนักเรียนใหม่จะเรียบร้อย

“หมอส่งคุณสมบูรณ์ได้แค่นี้ ที่เหลือขึ้นอยู่กับคุณนะคะ พยายามเข้า ทุกคนเป็นกำลังใจให้”

3 ปีที่ผ่านมา ฉันได้เจอคุณสมบูรณ์ราวปีละครั้ง แต่ละครั้งมาพร้อมงานฝีมือชิ้นงาม น้ำเสียงภาคภูมิใจเล่าให้ฉันฟังไม่หยุดถึงลวดลายใหม่ที่ออกแบบเอง งานที่ไปชิงรางวัลชนะเลิศมาได้ ผลงานที่ขายออกไปจำนวนมาก พอฉันถามเรื่องอนาคต แม้คำตอบจะไม่ชัดเจนแต่แววตาแฝงความกังวลนั้นหายไปแล้ว “ก็ยังอยากกลับไปชัยนาทนะหมอ แต่นี่อาจารย์เค้าก็ชวนอยู่ด้วย ให้มาช่วยสอน” ฉันแทบจะอิ่มทิพย์เมื่อได้ฟังคำตอบ

“กินข้าวบ้างรึเปล่าคะเนี่ย ผอมเอาผอมเอา ได้พักผ่อนบ้างรึเปล่า” ฉันถามเมื่อได้ยินถึงภาระงานที่ทำหามรุ่งหามค่ำ

“ไม่ได้กินอะไรมากหรอกหมอ อยากทำงาน ผมหน่ะผ่านความตายมาแล้วนะ ตอนนี้ผมเกิดใหม่แล้ว ผมคิดเสมอว่าชีวิตที่เหลือผมจะไม่ยอมหายใจทิ้งซักวินาทีเดียว”

กฎแห่งการสะท้อนกลับ สามปีก่อนฉันออกแรงเพียงเล็กน้อย ช่วยขยับชีวิตคนหนึ่งคนไปข้างหน้า ตอนนี้ปีละครั้ง ฉันเป็นฝ่ายเฝ้ารอการพบกัน วันที่เขากลับมาพร้อมกำลังใจอันเข้มแข็งที่เติมเต็มให้ผู้คนมากมาย

… ขอบคุณ ที่เราได้พบกัน …