สำนึกรู้ผ่านมายาคติหลังม่านน้ำเงิน

มารู้ตัวอีกทีความเป็นตัวตนของข้าพเจ้ามันรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้นี่เอง เมื่อข้าพเจ้าเฝ้าสังเกตหน้าตา เพื่อนๆที่เดินเป็นแถวเข้ามาในประตูและเข้ามาอยู่ในพื้นที่เล็กๆหลังม่านน้ำเงินที่ถูกจัดให้เฉพาะ “คนแปลกแยก” อย่างพวกเรา ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าหลายคนก็คิดไม่ต่างกับข้าพเจ้า

ทั้งหมดเริ่มต้นมาจากการเดินทางมาเรียนหนังสือ อย่างที่ข้าพเจ้าบอกลูกชายก่อนที่จะหิ้วกระเป๋าออกจากบ้านตอนเช้ามืดในเดือนกุมภาพันธ์ 2556 สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นจุดหมายปลายทางของการเรียนรู้ในครั้งนี้ สิบกว่าชั่วโมงบนรถบัส การเรียนรู้เริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้น ทั้งประวัติศาสตร์การต่อสู้อันเข้มข้นของพื้นที่

การแสวงหาผลประโยชน์ของคนที่มีอำนาจในนามสวยหรูที่เรียกว่า “การพัฒนา” ของรัฐไทยและอุตสาหกรรมที่ทำลายวิถีดั้งเดิมของชุมชน ความมั่นคงทางอาหาร และ ทิ้งปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นเสมือนอนุสาวรีย์อัปยศอยู่ตลอดเส้นทางลงใต้หรือที่เรารู้จักในนามถนนเพชรเกษม

ข้าพเจ้ามองออกไปหน้าต่างรถเมื่อเข้าเขตปัตตานี ความสงบเงียบของบ้านเมืองเช้าวันอาทิตย์นี้ ทำให้เข้าใจได้ยากว่าคืนก่อนที่เราจะถึง มีระเบิดในเมืองหลายจุด โดยเป็นผลพวงของเหตุการณ์ก่อนหน้าที่พวกเราจะเดินทางลงไปเพียงสามวัน เกิดเหตุการณ์บุกค่ายทหารที่บาเจาะทำให้ฝ่ายก่อความไม่สงบถูกทหารยิงเสียชีวิตไปหลายคน ทำให้ความรุนแรงที่ดูเหมือนจะเบาบางไปในความรู้สึกของคนนอกพื้นที่ได้กลับมาในช่วงที่เราเดินทางไปพอดี

ถึงแม้สภาพท้องถนนจะไม่ต่างจากต่างจังหวัดในภูมิภาคอื่นๆแต่ภาพของผู้คนสัญจรไปมาบนท้องถนนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ผู้หญิงทุกคนที่เห็นคลุมฮิญาบ ผู้ชายหลายคนใส่โสร่งขี่มอเตอร์ไซด์ บ้างก็ใส่หมวกกะปิเยาะห์ ข้าพเจ้าเคยไปต่างประเทศมาหลายครั้งซึ่งทุกครั้งก็จะสัมผัสได้ถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและผู้คน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้ารู้สึกแปลกแยกในดินแดนประเทศของตนเอง

การเรียนรู้เพื่อเข้าใจปัญหาไฟใต้ในระดับความรู้และเหตุผลของข้าพเจ้าในวันนั้นเริ่มต้นในห้องประชุมในโรงแรมที่จังหวัดปัตตานี และจบลงที่ค่ายทหารสิรินธร จังหวัดยะลา ข้าพเจ้าและเพื่อนๆตั้งใจอย่างมากที่จะเข้าใจปัญหาความรุนแรง ผ่านปากคำของนักวิชาการทั้งไทยพุทธและมุสลิม นักเคลื่อนไหวภาคประชาสังคม ทหาร รวมถึงสื่อท้องถิ่น ข้าพเจ้าได้รับทราบข้อมูล ทัศนะต่างๆในมุมมองของท่านเหล่านี้ โดยที่ข้าพเจ้าสรุปคร่าวๆจากการเรียนรู้ในวันนั้น ว่าปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นเป็นผลพวงของปัญหาประวัติศาสตร์รัฐมลายูการเรียกร้องเอกราช ความขัดแย้งและความไม่ยุติธรรมเชิงอัตลักษณ์ และศาสนา รวมถึงสิ่งที่ท่านวิทยากรเรียกขานว่าเป็นปัญหาข้างเคียง เช่น ปัญหาความยากจน ปัญหายาเสพติด และปัญหาการรวมศูนย์ของรัฐไทย ข้าพเจ้าได้รับข้อมูลท่วมท้น แน่นอนที่ปัญหาเหล่านี้ถูกนำเสนอแบบซับซ้อนหลายมิติ

ไฟในโรงแรมดับพรึบลงเมื่อเวลา 11.45 น.เมื่อข้าพเจ้ามองเห็นสีหน้าคนในพื้นที่ เพียงเสี้ยววินาทีนั้น ข้าพเจ้ารับรู้ถึงความกลัวที่เต้นระยับอยู่ข้างในใจตัวเองได้อย่างชัดเจน ความหมายของตัวเลขจำนวนความรุนแรง12,000 ครั้ง ที่เพิ่งฟังมาก่อนหน้านี้ช่างทรงพลังขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ เรามาทราบภายหลังว่า ณ เสี้ยววินาทีนั้นอีกสามชีวิตต้องสูญเสียไปจากเหตุระเบิดที่หอนาฬิกากลางเมืองซึ่งห่างออกไปไม่ไกลนัก จากเหตุการณ์นั้นทำให้มีการเปลี่ยนกำหนดการในช่วงบ่ายอย่างโกลาหลแต่สถานที่หนึ่งที่ต้องไปต่อคือที่ปอเนาะดาลอ ในอำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

ปอเนาะคือโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งมีกว่า 200 แห่งใน3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปอเนาะดาลอเป็นปอเนาะที่ใหญ่ที่สุดในปัตตานี มีนักเรียนกว่า300 คน ภาพของโรงเรียนที่เราไปถึงช่างแตกต่างจากมโนภาพที่ข้าพเจ้ามีเกี่ยวกับ “โรงเรียน” ซะเหลือเกิน จากภาพห้องเรียนมีโต๊ะเรียงเป็นแถว ตึกปูนหลายชั้นสนามบาสเก็ตบอล หอพัก กรอบด้วยรั้วรอบขอบชิดที่เห็นจนชินตาในกรุงเทพ กลายเป็น เพิงไม้เรียงต่อกันห้องประชุมชั้นเดียว ทุ่งหญ้าสีเขียวกว้างใหญ่ เชื่อมร้อยเป็นเนื้อเดียวกับชุมชนโดยรอบ โดยไม่เห็นรั้วหรือประตูทางเข้าแม้แต่น้อยก่อนจะออกเดินทางไปปอเนาะดาลอ ข้าพเจ้าและเพื่อนๆได้รับการแจกผ้าเพื่อคลุมผม เหมือนผู้หญิงมุสลิมโดยน้องนักข่าวชายแดนใต้ที่มาร่วมประชุมได้บอกกับข้าพเจ้าว่านี่เป็นหนึ่งในข้อบัญญัติทางศาสนาอิสลามที่กำหนดวิถีชีวิตของผู้หญิงมุสลิม ให้ห่างไกลจากความแปดเปื้อนสกปรกในโลก เมื่อเดินทางมาถึงปอเนาะ กลุ่มผู้มาเยือนสตรี ถูกเชิญให้เดินไปด้านข้างห้องประชุมอย่างงง ๆ ข้าพเจ้าเดินตามไปด้วยความเข้าใจว่าผู้หญิงและชายต้องเข้าประตูคนละที่ แต่เมื่อเดินเข้าประตูด้านข้างเข้ามา กลับมีแต่โต๊ะเก้าอี้จัดเรียงอยู่สองแถวในพื้นที่เล็กๆที่กั้นด้วยม่านสีน้ำเงิน หาใช่ห้องประชุมที่คิดไว้ไม่ หลังจากนั้นไม่นานข้าพเจ้าก็ได้ยินเสียงท่านบาบอเริ่มกล่าวต้อนรับอยู่อีกฝั่งหนึ่งของม่านน้ำเงินโดยที่ไม่สามรถมองเห็นอะไร

มารู้ตัวอีกทีความเป็นตัวตนของข้าพเจ้ามันรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัวอย่างนี้นี่เอง เมื่อข้าพเจ้าเฝ้าสังเกตหน้าตาเพื่อนๆที่เดินเป็นแถวตามเข้ามาในประตูและชะงักเล็กน้อย ข้าพเจ้าก็มั่นใจว่าหลายคนก็มีคำถามไม่ต่างกับข้าพเจ้า ทำไม”พวก” ผู้หญิง ต้องมาอยู่ในคอกนี้ในขณะที่ “พวก”ผู้ชายได้นั่งอยู่ในห้องประชุมอย่างสบายทำไมเราได้ยินแต่เสียงพูดผ่านม่านมาโดยเราไม่สามารถเสนอความคิดเห็นใดๆได้ ทำไมเขาบอกให้เราทำโน้นทำนี่โดยเราไม่มีสิทธิ์มีเสียง ทำไมเราถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเพียงเพราะเราแตกต่าง…เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เรื่องราวของปอเนาะดาลอจากปากคำของบาบอจากอีกฝั่งของม่านน้ำเงินก็จบลง เป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้ยินแต่ไม่ได้ฟัง ความคิดวนเวียนอยู่กับม่านน้ำเงินนั้นกับอาหารว่างตรงหน้า อคติได้ปิดกั้นการรับรู้ของข้าพเจ้าไปเรียบร้อยแล้ว

วันรุ่งขึ้น วิทยากรสองท่านมาแลกเปลี่ยนเรื่องอัตลักษณ์มลายู ที่รัฐไทยไม่เข้าใจ มีเพื่อนยกมือถามให้ช่วยอธิบายเหตุการณ์ม่านน้ำเงิน เสี้ยววินาทีนั้น ข้าพเจ้าตระหนักรู้อย่างหนึ่งว่า ข้าพเจ้ากับพื้นที่หลังม่านนั้นก็เปรียบเสมือนคนมลายู-มุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ คำถามที่ข้าพเจ้าถามตัวเองเมื่ออยู่หลังม่านน้ำเงินนั้น ก็คือคำถามเดียวกับที่ข้าพเจ้าได้ยินก้องกังวานมาจากปากคำของวิทยากรในวันนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าและมันคงเป็นคำถามเดียวกับที่คนที่นี่ถามรัฐไทยมาเนิ่นนาน “ทำไมเราถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเพียงเพราะเราแตกต่างด้านภาษา ศาสนา และวัฒนธรรม” ผิดหรือถูก รู้หรือไม่รู้ เชื่อหรือไม่เชื่อ สิ่งนี้ก็บ่มเพาะให้เกิดความไม่เชื่อใจ ความกังวล ความไม่ใส่ใจ ความขับแค้นใจ ที่เปลี่ยนมาเป็น ความเกลียดชังและอคติ คล้ายๆกับที่ข้าพเจ้ารู้สึกเมื่ออยู่หลังม่านน้ำเงินผืนนั้น แต่ที่นี่..สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวันและสั่งสมตกทอดมารุ่นต่อรุ่นจนทางออกคือความรุนแรงที่ไม่รู้จะจบลงอย่างไร

แน่นอนที่สุดว่าข้าพเจ้าไม่ต้องการให้บทความนี้เป็นต้นตอของการถกแถลงเรื่องการปฏิบัติต่อสตรีของศาสนาใดๆ ฤๅเป็นบทความที่เก็บทุกแง่มุมของปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัด ข้าพเจ้าเพียงต้องการสะท้อนในมุมมองของการเรียนรู้ว่าความรู้สึกสำนึกจากประสบการณ์ตรงที่ได้พบเจอมีคุณค่ายิ่งต่อความเข้าใจ อย่างไรก็ตามคำตอบที่จริงใจและอ่อนโยนของวิทยากรวันนั้นถึงแม้จะไม่ได้ตอบคำถามของผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่หลังม่านนั้นทั้งหมดแต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่เพียงพอจะทำให้ข้าพเจ้าลบมายาคติที่เกิดขึ้นและพร้อมจะเปิดใจกว้างเพื่อค้นหาคำตอบต่อไป เฉกเช่นเดียวกัน ในดินแดนที่แสนสวยงามนี้เมื่อมายาคติจากทุกฝ่ายจางหายสันติภาพที่แท้จริงน่าจะอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม ความขัดแย้งบ่มเพาะความรุนแรงยิ่งใหญ่ ความไม่เชื่อใจผลักดันให้เรายิ่งห่างกันรอวันสันติภาพคืนกลับมา ในดินแดนที่คำว่ามลายู-มุสลิมคือวิถีและจิตใจ

 

โดย ปิยะรัตน์ นิ่มพิทักษ์พงศ์