หนังสือ “ตามรอยบาทพระพุทธองค์”

ทวนความพุทธธรรม

เดินทางไปสังเวชนียสถานครั้งนี้ใช้เวลา 7 วัน  ได้เยี่ยมชมและสักการะสถานที่ที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ชีวิตของพระองค์ตลอด 80 พรรษา ในพื้นที่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 600-700 กิโลเมตร ตั้งแต่ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ สถานที่ทรงใช้ชีวิตวัยเยาว์ ณ กรุงกบิลพัสดุ์ ซึ่งทั้งสองแห่งนี้ ปัจจุบันอยู่ในเขตประเทศเนปาล สถานที่ทรงบำเพ็ญเพียรและตรัสรู้ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ พุทธคยา สถานที่แสดงปฐมเทศนาโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน  สถานที่ประทับบนยอดเขาคิชฌกูฏ และวัดเวฬุวันมหาวิหาร กรุงราชคฤห์ สถานที่ที่พระอรหันต์ 1,250 รูปมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย อันเป็นที่มาของวันมาฆบูชา วัดเชตวันมหาวิหาร ที่สาวัตถี สถานที่ซึ่งพระพุทธเจ้าอยู่จำพรรษานานที่สุด และสถานที่ปรินิพพานที่กุสินารา

ทุกแห่งมีชาวพุทธต่างเชื้อชาติ ที่นับถือพุทธศาสนานิกายต่างๆ จำนวนมากไปเยี่ยมสักการะ ในจำนวนเหล่านี้ มีคนไทยไม่น้อย

วันเวลาตั้งแต่พระพุทธองค์ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ผ่านไปแล้วกว่า 2,550 ปี ได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ ที่เซอร์คันนิงแฮม ชาวอังกฤษผู้ใฝ่ในพุทธศาสนา ได้ปลูกใหม่เมื่อปี พ.ศ.2423 ซึ่งเป็นต้นโพธิ์รุ่นที่ 4   ได้เห็นพระพุทธรูปที่ไม่เคยมีในสมัยสมัยพุทธกาล  ได้เห็นสถูป เจดีย์ วิหาร กองอิฐ ดิน หิน ที่ก่อสร้างขึ้นในสถานที่ต่างๆ เพื่อเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ที่ช่วยทำให้เราเชื่อมโยงรำลึกถึงเรื่องราวสมัยพุทธกาล

ได้มีเวลาคิดคำนึงถึงพุทธประวัติ เรื่องราวสมัยอดีต และ “ธรรมะ” อันเป็นแก่นแกนที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และเผยแผ่คำสอน ซึ่งต้องมองให้ลึกและเลยไปกว่าพระพุทธรูป สถูป กองอิฐ กองหิน หรือเรื่องเล่าอภินิหารต่างๆ ที่เป็นเพียงเป็นส่วนประกอบหนึ่งเท่านั้น

ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้และทรงสอน แท้จริงแล้วก็คือแก่นแกนความจริงของโลกและจักรวาลนี้  ที่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เรื่องวิเศษเหนือธรรมชาติใดๆ

ธรรมะ คือ ความจริงแท้แน่นอนตามธรรมชาติ ธรรมะคือกฎแห่งธรรมชาติ ธรรมะคือการปฏิบัติตามกฎแห่งธรรมชาติ และธรรมะคือผลจากการปฏิบัติตามกฎธรรมชาติ

สิ่งทั้งหลายล้วนเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยที่หนุนเนื่องกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไป ไม่มีอะไรคงที่ อยู่เป็นนิจจัง ทุกอย่างล้วนเป็นอนิจจัง แม้หินผา ภูเขาใหญ่สักปานใด ก็ใช่ว่าจะอยู่เป็นนิจจัง มีการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ทุกวินาที ชีวิตของเรา ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็ไม่มีอะไรนิจจัง เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

ที่ด้านในจิตของเรา เมื่อเกิดผัสสะ (สัมผัส) เข้าที่ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ จากสิ่งที่เข้ามากระทบ ก็ปรุงแต่งเป็นทุกขัง ทุกข์น้อยก็เรียกว่าสุข ทุกข์มากก็เรียกว่าทุกข์

สุข-ทุกข์ทั้งหมด อยู่ที่จิตเราปรุงแต่ง เกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิดใหม่ สลับสับเปลี่ยนไป ไม่อยู่คงที่

สรรพสิ่งในโลกนี้ก็เป็นเช่นนี่ทั้งหมดทั้งสิ้น ไม่มียกเว้น

พระพุทธเจ้าสอนความจริงนี้ และสอนวิธีการดับทุกข์ ด้วยการทำความเข้าใจความจริงนี้ว่าสรรพสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง หากเข้าไปยึดติดไม่ว่าทางใดก็เป็นทุกข์

“สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสายะ”  สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น ถือมั่น

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราไปดับทุกข์ที่ไหน ไปสังเวชนียสถานก็ดับทุกข์ไม่ได้ พร่ำบ่นสวดมนต์ ภาวนาก็อาจดับทุกข์ไม่ได้ ทำบุญมากๆ ก็ดับทุกข์ไม่ได้ รวยมาก มีมากก็อาจยิ่งดับทุกข์ได้ยาก

การดับทุกข์ ต้องดับที่ใจเรานี่เอง ใครทำให้เราก็ไม่ได้

การไปท่องแดนพุทธภูมิ เพียงทำให้เราได้มีโอกาสไปดูด้วยตา ไปรู้ด้วยตัว ว่าดินแดนที่พระพุทธเจ้าเกิดมา และทรงดำเนินชีวิตเพื่อชี้ทางสว่างให้แก่มนุษย์และสรรพสัตว์นั้นมีจริงๆ  อยู่ที่ไหน เป็นอย่างไร ทำให้เราได้ทบทวนความเข้าใจธรรมะที่พระองค์ทรงสอน

เพื่อย้ำเตือนตัวเองว่า เรามีบุญมากนักที่ได้เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เราต้องรู้จักนำแก่นธรรมะมาปฏิบัติด้วยตัวเองให้มากและจริงจังมากขึ้น

ไม่ต้องไปบวชก็ได้ ไม่ต้องปลีกวิเวกไปอยู่ป่าเขาที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องนั่งท่องพระไตรปิฎกก็ได้

แต่เราสามารถนำพุทธธรรมมาปรับใช้กับชีวิตได้ทุกวัน ทุกเวลา ทุกลมหายใจ

ส่งท้าย

ก่อนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน ท่านตรัสไว้ว่า

“ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา”

ไปท่องแดนพุทธภูมิ 7 วัน ได้เอาหัวกบาลไปแตะเท้าพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ที่กุสินารา ถ่ายรูปเอาไว้ดูเพื่อเป็นเครื่องเตือนใจ  ได้กราบไหว้สถานที่สำคัญต่างๆ  ได้มีโอกาสทำจิตให้นิ่ง ได้เก็บทรายจากแม่น้ำเนรัญชรา บริเวณที่อยู่ไม่ไกลจากสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธองค์ ใส่ขวดมาไว้เป็นที่ระลึก (ซึ่งหลายคนบอกว่า มีแต่ขี้แขกทั้งนั้น 555) ฯลฯ

เหล่านี้เป็นเพียงแค่การสร้างเสริมกำลังใจ เป็นกระพี้เล็กๆ น้อยๆ  ที่ช่วยทำให้เราหมั่นใฝ่เรียนรู้พุทธธรรม เพื่อนำมาใช้กับการดำเนินชีวิตให้ยิ่งขึ้นไป

เมื่อเราปฏิบัติธรรม พระพุทธเจ้าก็อยู่กับเรานี่เอง 

(สาธุ สาธุ สาธุ)

 

download อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่