หนังสือ “เสียงของความหวัง”

 

ในท่ามกลางเสียงระเบิด ควันปืน ของเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยืดเยื้อยาวนาน สารที่ถูกสื่อสู่สังคมไทยคือ ภาพความรุนแรง การฆ่า การเผา ระเบิดและการยิง เต็มไปด้วยข่าว การตั้งรับของภาครัฐ การปฏิบัติการทางทหาร การพยายามพัฒนา เสียงส่วนใหญ่ที่ปรากฏคือเสียงของผู้มีอำานาจ เสียงของฝ่ายความมั่นคง เสียงของนักวิชาการ ส่งผลต่อความเข้าใจความเป็นจริงในพื้นที่ของคนภายนอก ว่าในพื้นที่แห่งนี้มีแต่ความรุนแรง ความเกลียดโกธร มีแต่การแก้ปัญหา
ด้วยมิติความมั่นคง รวมทั้งไปไกลถึงการมีอคติต่อคนมุสลิม ในขณะที่เสียงของชาวบ้าน เสียงของคนเล็กคนน้อย โดยเฉพาะเสียงของผู้หญิงที่มีชีวิตจิตใจ ที่ดิ้นรนสร้างชีวิตสร้างครอบครัว สู้ชีวิตทำามาหากิน ดูแลลูกในท่ามกลางปัญหามากมาย รวมทั้งความสูญเสียคนที่รัก และอัดอั้นไปด้วย ความรู้สึกภายในต่อความอยุติธรรมหรือการไม่ได้รับการดูแลที่ตรงกับความต้องการจริงของรัฐไทย เสียงของคนเหล่านี้น้อยครั้งที่จะได้ปรากฏต่อสังคม
ผู้หญิงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะผู้หญิงมุสลิมนั้น อยู่ในวิถีที่เป็นเสมือนพลเมืองชั้นสองของสังคม แต่เขาเหล่านั้นกลับเป็นพลเมืองชั้น สองที่กุมสภาพความเป็น ไปเกือบทั้งหมดของครอบครัวทั้งการดูแลลูก ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลคนเจ็บป่วย การเก็บออมจัดการรายรับรายจ่าย การเกื้อกูลและช่วยเหลืองานของซึ่งกันและกันในชุมชน รวมทั้งการดำารงรักษาวิถีวัฒนธรรมชุมชนผ่านการเคลื่อนตัวของการดำาเนินชีวิตประจำวัน แต่ด้วยสถานการณ์ความรุนแรง ความสูญเสียสามี ทำาให้เขาเหล่านี้ ที่แกร่งอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าที่ผ่านมาไม่เคยได้มีโอกาสออกมายืนข้างหน้ามากนัก แต่วันนี้เมื่อต้องมาทำาหน้าที่หัวหน้าครอบครัวจึงต้องออกมายืนข้างหน้าโดยปริยาย ต้องออกมาต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม ออกมาสะท้อนความคิดความเห็นต่อระบบที่ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหา
การที่ผู้หญิง 19 คนในพื้นที่สีแดง ที่ทุกคนต่างมีสาระเนื้อหาจากประสบการณ์ในชีวิตที่มีอยู่มากมาย มีความทุกข์ ความสุข มีความฝัน ความสูญเสีย มีการงานความเหนื่อยยาก หันมาเข้าร่วมกระบวนการถอดบทเรียนของชีวิต มาจับปากกาเขียนความคิด นับเป็นการเปลี่ยนผ่าน ของชีวิตครั้งสำาคัญของพวกเธอ แม้ว่าเสียงสะท้อนจากผู้หญิงจะไม่ได้ ดังมากนัก แต่ความสำาคัญอยู่ที่เธอเหล่านี้ได้มีโอกาสเขียนสะท้อนกลั่น เอาความคิดภายในออกมา เพราะเมื่อได้ส่งเสียงออกมาแล้ว ตัวตนความมุ่งมั่นที่ถูกยกระดับขึ้นจากความฝันของความเป็นผู้หญิงของเธอเหล่านี้จะส่งผลต่อการขับเคลื่อนสังคม ความเป็นธรรมและสันติภาพของพื้นที่ในระยะยาว
จากแม่บ้านหรือคนสู้ชีวิตที่แทบทุกคนไม่เคยคิดจะเขียนหนังสือทุกคนมีความคิดความรู้สึกที่อัดอั้นเต็มอยู่ภายใน การเขียนเป็นการกลั่นความคิดมากมายในสมอง ความรู้สึกมากมายในจิตใจ ที่เสมือนเป็นการประมวล คัดสรร กรอง และกลั่นออกมาจนเป็นประโยคที่สะท้อนออกมาซึ่งสิ่งที่อยากจะบอกกล่าวกับสังคมไทย มุมที่น้อยคนจะได้ส่งเสียงและน้อยคนจะได้รับรู้สันติภาพชายแดนใต้ในวันนี้ ไม่อาจได้มาด้วยลำาพังการฟังเสียงจากชนชั้นนำหรือจากฝ่ายที่ใช้กำาลังความรุนแรงเท่านั้น เสียงจากความและความรู้สึกนึกคิดที่สะท้อนจากผู้หญิงคนที่อยู่ในระดับรากหญ้าเหล่านี้ ต่างหากคือเสียงความคิดที่เป็นตัวแทนความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ เป็นเสียงของความจริง เป็นความรู้สึกที่ไม่มีการเคลือบแฝงเฉไฉด้วยมายาคติแห่งอำานาจ เป็นเสียงแห่งความหวังของสันติภาพที่แท้จริงในดินแดนจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่แม้ยังจะต้องรออีกยาวนานก็ตามเสียงที่เล่าผ่านเรื่องเล่าเหล่านี้คือเสียงที่สังคมไทยควรต้องรับฟัง“เรื่องร้ายๆ มนุษย์ทำกันเอง ใครเป็นคนทำไม่รู้ ช่างมัน ใครทำพระเจ้าก็ลงโทษเขาเอง”นี่คือธาตุแท้ของการต่อสู้เพื่อความสงบจากภายในของผู้หญิงเหล่านี้ ที่ไม่กลัว เมื่อมันถึงที่สุด และไม่ยอมถอยหนีไปไหน “ไปเถอะกูอยู่ได้!” การใช้อารมณ์กับเหตุผลเป็นสิ่งคู่ขนานกันเสมอ แต่การที่มันจะ ตกผลึกเป็นการคิดหาทางออกก็เป็นไปได้อย่างยากลำาบากในท่ามกลางความเจ็บปวดทรมานอย่างลึกภายในใจของมนุษย์ การอ่านบทสนทนา
ในใจของผู้หญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงในสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนใต้ ทำาให้เราพบว่าทางออกมันเกิดขึ้นได้ หลังจากผ่านความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส ความเจ็บก็ทำาให้จิตเกิดการเรียนรู้อะไรบางอย่างที่หนักแน่น “แต่การเรียนรู้ที่ผ่านมา ทำให้ฉันเริ่มมองที่ต้นเหตุ มองที่รากเหง้าของปัญหามากกว่ามองที่เหตุการณ์ สถานการณ์หรือความรุนแรงที่มองเห็นด้วยตาเปล่า ฉันจึงรู้สึกว่า คนที่ฉันต้องตามหาเพื่อทวงความยุติธรรมให้พ่อ ไม่ใช่คนที่ลั่นไกในคืนนั้น แต่กลับเป็นการคลายปม
อาฆาตที่มองไม่เห็นต่างหาก ที่จะทำให้ความยุติธรรมบังเกิดแก่สังคมชายแดนใต้ การหยุดการฆ่ากันคือเป้าหมายใหญ่ของการขับเคลื่อนในครั้งนี้ เราต้องทำให้คนที่ไม่เข้าใจกัน เกิดความเข้าใจกันให้ได้ และทำให้คนที่อึดอัดใจได้ระบายออกมาด้วยวิธีการที่ถูกต้อง”นี่อาจจะสะท้อนให้เห็นเป็นสิ่งเล็กๆ ในหนทางสายใหญ่ที่นำไปสู่สันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ของคนในระดับรากหญ้า ที่ไม่ต้องการอะไรมากไปกว่าความยุติธรรมและความสงบสุข ที่จะนำาไปสู่สันติภาพอันยั่งยืน สันติภาพขนาดย่อยที่รวมกันเป็นสันติภาพขนาดใหญ่ที่ทุกคนแสวงหาในสถานการณ์ไฟใต้ทุกวันนี้ “

 

….ความหวังของเราอยากเห็นความยุติธรรม ความสงบให้อยู่ในพื้นที่ สามจังหวัดขายแดนภาคใต้อยากจะให้ผู้คนมีความสุข ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ไม่อยากจะให้หวาดระแวงระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ มีอะไรก็ขอให้หันหน้าคุยกัน..” จากนี้ บทสรุป ในท่ามกลางความคิดคำานึงถึงผู้ที่จากไปแล้วก็คือความหวัง การมองเห็นอนาคตที่ยังมีอยู่ “…มือที่จับแว่นตาสีชาค้างอยู่นานนับชั่วโมง ค่อยๆ วางมันลงอย่างแผ่วเบา หลายครั้ง มีคนเฝ้าถามว่า ‘ทำไมไม่เช็ดล้างคราบเลือดออกจากแว่นตา’ ฉันไม่ตอบ แต่รู้อยู่แก่ใจ เพราะมันเป็นการคงสภาพความทรงจำที่ฉันยังคงอยากจะเก็บไว้ เพื่อที่จะทำให้ฉันระลึกถึงเขาตลอดไป”…ขอให้เหตุการณ์สงบและบังเกิดความสันติในพื้นที่แห่งนี้…

download อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่นี่