“คลิตี้” หมู่บ้านสารตะกั่ว

“คลิตี้ สายธาร สารตะกั่ว” เป็นภาพลักษณ์ที่สร้างตราบาปให้ชุมชนปกากะญอที่แสนสงบในหลืบเขาแห่งพงไพรของทุ่งใหญ่นเรศวร เขตอำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

14 ปีที่ผ่านมาหลังจากตกเป็นข่าวว่าชาวบ้านและสัตว์ป่าเริ่มเจ็บป่วยล้มตายโดยไม่ทราบสาเหตุ จากการใช้ลำธารในหมู่บ้านที่อยู่ล่างลงมาจากเหมืองตะกั่วบนเขาสูง เราได้เข้าไปเรียนรู้อีกครั้งกับ พิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่บ้านคลิตี้ล่าง ว่าชาวบ้านต้องยอมรับสภาพและทนอยู่กับสิ่งแวดล้อมที่ปนเปื้อนมลพิษซึ่งตรวจพบแล้วว่ามีสารตะกั่วอยู่สูงมากในระดับเป็นอันตราย ทั้งยังมีระดับสารตะกั่วในเลือดอยู่สูงกว่าคนปกติมาก

การเดินทางอันยาวไกลสู่ “หมู่บ้านสารตะกั่ว” ชื่อที่หลายคนตีตราให้ เราต้องเปลี่ยนรถ บุกป่าฝ่าดง สูงๆต่ำๆ ไปตามถนนลูกรังแคบๆ เข้าไปในเขตป่าของทุ่งใหญ่นเรศวร ผ่านเขตพื้นที่เหมืองที่ถูกปิด ลงสู่หมู่บ้านปลายน้ำที่อยู่สุดถนน เป็นหมู่บ้านที่เขียวชอุ่มด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ อากาศหนาวเย็นชุ่มฉ่ำ มีลำธารใสเย็นคดโค้งโอบล้อมบริเวณหมู่บ้าน

หลังจากพวกเราวางข้าวของเพื่อเตรียมค้างแรมที่ศูนย์เด็กเล็กของหมู่บ้าน เราได้เดินสำรวจหมู่บ้าน พูดคุยตามบ้านชาวบ้าน พบว่าเป็นหมู่บ้านปกากะญอที่แสนสงบร่มเย็น หากไม่รู้มาก่อนว่ามีมลพิษปนเปื้อนในดิน ในน้ำ ในสัตว์ ในพืช และในคน ดูจะเป็นหมู่บ้านที่ร่มรื่นน่าอยู่มาก แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า มีลูกเด็กเล็กแดงวิ่งเท้าเปล่ากันอยู่ทั่วไป โดดเล่นน้ำลำธารกันเป็นที่สนุกสนานตามประสาเด็ก มีเด็กที่มีความพิการทางสมองเดินกันอยู่จำนวนหนึ่งที่ดูมากกว่าสัดส่วนปกติสำหรับประชากรกว่า 200 คนของหมู่บ้านคลิตี้ล่าง

การได้กินอยู่และร่วมทำกิจกรรมกับองค์กรต่างๆที่เข้ามาให้กำลังใจ ครบรอบ 14 ปี คลิตี้ สายน้ำ ความหวัง ทำให้พบเห็นภาพชาวบ้านที่แม้แต่จะลุกขึ้นมาขอความช่วยเหลือเพื่อสิทธิการอยู่อาศัยในพื้นที่ของตนที่อยู่มานานร้อยปี แต่มีโรงงานมาทำการปนเปื้อนสารพิษลงสู่ธรรมชาติของพวกเขา ก็กลับถูกทางการและคนภายนอกมองว่าเป็น พวกดื้อ พวกเรียกร้อง พวกก่อความไม่สงบ ไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ ไม่เห็นจะป่วยอะไรเท่าไหร่ ได้พบกับคำอธิบายจากองค์กรรัฐ ประเภทที่ว่า “การที่ชาวบ้านมีสารตะกั่วในเลือดสูง อาจจะเป็นเพราะอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มี ศักยภาพแร่ อยู่แล้วก็ได้ อาจไม่ได้เป็นจากตะกอนตะกั่วในลำธารที่ปนเปื้อนมาจากโรงงาน” หรือ การที่องค์กรของรัฐไม่ขยับช่วยแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้าน ด้วยคำอธิบายที่ว่า “คำสั่งศาลยังไม่ถึงที่สุด” หรือแม้แต่องค์กรสาธารณสุขยังมีทัศนะว่า “ทั้งจังหวัดก็ตรวจพบชาวบ้านที่มีระดับตะกั่วและแร่อื่นๆสูงกว่าจังหวัดอื่น และไม่ได้มีแต่หมู่บ้านนี้ หมู่บ้านนี้ยังมีจำนวนประชากรที่มีระดับตะกั่วในเลือดผิดปกติน้อยกว่าหมู่บ้านอื่นเสียอีก”

ความจริงที่พบเห็นคือ ชาวบ้านค่อนข้างรักสงบ ไม่ได้เรียกร้องอะไรมาก นอกจากขอให้ช่วยทำความสะอาดสารตะกั่วปนเปื้อนออกจากลำธาร ให้เขากลับมาใช้ชีวิตได้ ไม่ใช่เพียงการปักป้ายว่า “งดใช้น้ำในลำธารชั่วคราว” ที่ปักมาแล้วกว่า 14 ปี หลังจากการตกเป็นข่าว ชาวบ้านก็ยังคงอยู่อย่างขาดแคลนในทุกปัจจัย อาชีพที่พออยู่พอกินตามประสา กะเหรี่ยงโป หรือ กะเหรี่ยงน้ำ ต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เมื่อไม่สามารถใช้ชีวิตกับสายน้ำได้ การกินอยู่ต้องซื้อเอา ปลูกข้าวก็ไม่ได้ เก็บกินก็ไม่ได้ เลี้ยงสัตว์ก็ไม่ได้ ถนนเข้าหมู่บ้านเป็นของเหมือง โรงเรียนต้องมาอาศัยเรียนกับหมู่บ้านที่ตั้งเหมือง

จะไปประชุมอะไรกับอำเภอหรือจังหวัด สิทธิเสียงก็จะเป็นเพียงชนกลุ่มน้อย ชาวกะเหรี่ยงเพียงสองร้อยกว่าชีวิตในป่า เป็นเพียงเสียงหวีดหวิวในที่ประชุม ไม่มีค่า ไม่มีคนสนใจ และยังมองไม่ออกว่าจะมีทางออกอย่างไรที่คนอื่นจะมองพวกเขาอย่างมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกับผืนป่าเมืองไทยมา กลายเป็นคนไทยที่ถูกรังคัดรังแกเอาเปรียบจากคนกลุ่มใหญ่ ระบบนายทุนและการลงทุนที่ไม่มีความรับผิดชอบต่อคนและธรรมชาติ

บทเรียนจากคลิตี้ล่างเป็นเหมือนแผลกดทับขนาดใหญ่ของสังคมไทยที่เป็นอัมพาตมานานกว่า 14 ปี โดยไม่มีการทำแผล และขณะนี้ได้ลุกลามออกเป็นแผลกดทับที่ตำแหน่งอื่นในภูมิภาคต่างๆของประเทศแล้ว เช่น พื้นที่เหมืองแร่ทองคำที่วังสะพุง เหมืองแร่แคดเมียมที่แม่ตาว ตราบใดที่คนไทยยังไม่มีการดูแลกันและกัน เพราะมัวแต่คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตัว นายทุนก็คิดแต่จะทำอุตสาหกรรมแบบไม่มีความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของสังคม แล้วจะมีสักกี่คนที่รู้ว่าสารตะกั่วจำนวนมหาศาลจากห้วยคลิตี้ได้ไหลลงสู่เขื่อนศรีนครินทร์และไหลเรื่อยจนมาถึงคลองมหาสวัสดิ์ในกรุงเทพตลอด 14 ปีที่ผ่านมา และยังจะมีสารพิษอื่นๆจากเหมืองต่างๆทั่วประเทศ ทุกวันนั้นคนไทยยังอยู่ดีอยู่หรือ