อาหาร พิธีกรรม และการปรับตัว (เครื่องมือฝึกใจให้แข็งแรงสู้ Covid ตอนที่1)

ผู้เขียน : ปัณฑารีย์ ทันตสุวรรณ

ภาพประกอบ : สวรินทร์ ขวัญทะเล

ชื่อ : อาหาร พิธีกรรม และการกักตัว

“เค้าน้ำหนักเพิ่มช่วงกักตัวอ่ะแก ตอนนี้พุงล่างย้วยมากมาก นี่ว่าจะเต้นในห้องแล้วก็ทำ IF (มีคำอธิบายด้านล่าง)” เสียงเพื่อนสาวบ่นอุบอิบ เรื่องน้ำหนักตัวที่่เพิ่มขึ้น และรูปร่างเปลี่ยนไป เมื่อรับประทานเยอะ ทั้งอาหารมื้อหลักและขนมขบเคี้ยว ที่มีให้กินได้ทั้งวันในช่วงกักตัวป้องกันการแพร่ระบาดและติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะสภาพห้องที่เต็มไปด้วยอาหารสด อาหารแห้ง ขนม ของหวาน และเครื่องดื่ม ภายในห้องของเพื่อน

คนกินเยอะขนาดไหนกันนะ ถึงทำให้ร่างกายกลายสภาพจากหน้าท้องแบนราบกลายเป็นพุงย้วยได้ ผู้เขียนคิดในใจ แล้วทำยังไงได้บ้างที่ในช่วงกักตัวเราจะควบคุมความต้องการอยากอาหารของตัวเองให้ห่างไกลจากการอ้วนลงพุงได้ คิดได้ดังนั้น ผู้เขียนจึงลองค้นหาคำตอบด้วยการสอบถามจากพระสงฆ์ผู้ถือปฎิบัติในการฉันอาหารมื้อเดียว อยากรู้ว่าท่านอยู่อย่างไรกับการบริโภคอันจำกัด

“จริง ๆ ตั้งแต่บวชมานี่ก็ฉันมื้อเช้ากับมื้อเพลนะ ร่างกายก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรมากเมื่อเทียบกับตอนก่อนบวช คือร่างกายกับสมองก็จะอืดอืด ง่วงนอน ไม่สดชื่นเท่าไหร่ ไม่เอื้อต่อศึกษาและปฏิบัติเท่าไหร่ อาตมาจึงเกิดอยากรู้และอยากทดลองแบบจริงจังว่า ถ้าร่างกายของตนเองได้รับอาหารเพียงมื้อเดียวจะมีอาการทางกายและทางใจเป็นยังไงบ้าง จึงได้เริ่มลองฉันเพียงวันละหนึ่งมื้อ หลังจากปรับเปลี่ยนมาฉันมื้อเดียวแล้ว รู้สึกสดชื่นตื่นตัว ร่ายกายเบา มีความคล่องตัวในการทำงานต่าง ๆ มากขึ้น สมองปลอดโปล่ง มีสมาธิจดจ่อ ปฏิบัติงานที่ทำได้มากขึ้นด้วยนะ

ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้อาตมาทำได้ สิ่งสำคัญคือ สติ เพราะความอยากกินเกิดขึ้นเป็นธรรมดาอยู่แล้ว แต่การมีสตินั้น ทำให้เราคอยบอกตัวเองว่า ต้องฝึก ฝึกให้ทันความอยาก ทันความต้องการ เพราะพอลองได้สังเกตร่างกาย จิตใจ เราจะรู้เลยว่า ร่างกายเราหิวไม่นานมันก็จะหายหิว เหมือนร่างกายมีมีกลไลในการปรับตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นจิตใจหิว หากเราไม่สังเกตให้ทันมันก็จะหิวมากขึ้น ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดได้เลย สุดท้ายพอเราหลงตามใจตัวเองมาก ๆ เข้า จากที่ร่างกายไม่ได้ต้องการอาหารจริง ๆ เราก็กลายเป็นคนที่มีแต่ไขมัน มีโรค เพราะกินตามใจตัวเอง”

พระรูปหนึ่งต้องการมีสมาธิ ผู้หญิงคนหนึ่งอยากหุ่นดี โดยมีตัวแปรสำคัญคือ การควบคุมตนเองและมีสติเท่าทันความอยากกิน โดยใช้การงดอาหารในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งการกระทำนี้มีคำเรียกสั้น ๆ ว่า IF (Intermittent Fasting) คือการกินในระยะเวลาที่กำหนด และไม่ทานอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่าในช่วงเวลาที่เหลือ เช่น อดอาหาร (รวมทั้งขนม น้ำหวาน) 16 ชั่วโมง และทานอะไรก็ได้ในช่วง 8 ชั่วโมง (หรือ16/8) แบบ 20/4 (อดอาหาร 20 ชั่วโมง/ทานอาหาร 4 ชั่วโมง) อดเต็มวันหนึ่งถึงสองวัน แล้ว
ห้าวันที่เหลือในสัปดาห์ทานได้ตามปกติทั้งสามมื้อ เป็นต้น การอดอาหารด้วยวิธีการนี้ คนที่ต้องการทำสามารถเลือกทำได้ตาม
ความเอื้ออำนวยของการดำรงชีวิตและสุขภาพ ซึ่งที่ผ่านมามีงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยคอร์แนล (Cornell University)
มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University os Wisconsin) รวมทั้งหนังสือจากประเทศญี่ปุ่นอีกหลายเล่มที่แนะนำการจำกัดการบริโภคต่อวัน เพราะจากการทดลองพบว่า สัตว์ที่ถูกควบคุมปริมาณอาหาร แต่ได้รับสารอาหารเพียงพอมีอายุยืน และแข็งแรงมากกว่าสัตว์ทดลองที่บริโภคสามมื้อหรือมากกว่านั้น แต่ทั้งนี้ยังไม่มีงานวิจัยที่ศึกษาว่า ผลลัพธ์ของผู้ที่อดอาหารแบบนี้มีสุขภาพระยะยาวเป็นอย่างไร

นอกจากนั้น การอดอาหารยังเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ทั้งในแง่ศาสนา และกระบวนการขัดเกลาทางจิตวิญญาณ
ของกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองที่ใช้การอดอาหาร เป็นช่องทางในการเรียนรู้ร่างกาย เช่น ความเชื่อที่ว่า เมื่อท้องว่างอวัยวะส่วนอื่น ๆ และประสาทสัมผัสทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่ต้องใช้พลังงานของร่างกายไปกับการย่อยอาหาร จึงทำให้เข้าถึงสภาพวะของการฝึกภาวนาได้ดีขึ้นตามไปด้วย หรือความเชื่อที่ว่า การอดอาหารเป็นการกระทำเพื่อให้หลุดจากความต้องการทางด้านร่างกาย ให้ร่างกายอยู่ในภาวะอ่อนแรง ไม่ยึดติดกับความหิวและความอยาก เหมือนเป็นการสละละอย่างหนึ่ง

ยกตัวอย่างการอดอาหารในช่วง Vision quest ของชนเผ่าพื้นเมืองในสหรัฐอเมริกา ที่เด็กในชนเผ่าจะถูกส่งเข้าไปในป่า
คนเดียว แล้วอดอาหาร เพื่อรับพลังจากธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ ระหว่างการปลีกวิเวกเด็กจะสังเกตสัตว์ พืช แม่น้ำ ดิน ที่อยู่รายล้อม
เรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่ในป่าหรือในทะเลทราย ก่อนจะกลับออกมาบอกเล่าเรื่องราวที่ตนเจอให้แก่ผู้เฒ่าหรือผู้นำจิตวิญญาณของ
หมู่บ้านฟัง เพื่อตั้งชื่อของเด็กหนุ่มคนนั้นตามเป้าประสงค์ทางจิตวิญญาณของการเกิดมา ในขณะเดียวกัน มื้อฉันอาหารของพระที่มีพระธรรมวินัยว่า ห้ามพระฉันในยามวิการ (คำว่ายามวิการ ตั้งแต่เที่ยงวัน คือพระอาทิตย์เลยหัวไปแล้ว ถึงพระอาทิตย์ขึ้นของอีกวัน) เพราะพระพุทธองค์ได้ทดลองแล้ว พบว่า อาหารที่ฉันนั้นสามารถช่วยให้ดำรงชีพได้ถึงวันถัดไปจึงไม่ต้องฉันในมื้อเย็น และเพื่อเป็นการไม่เป็นภาระแก่ผู้คนที่มาใส่บาตรหรือถวายอาหารให้ต้องลำบาก และสาเหตุประการสุดท้ายคือ ในอดีตนักบวชทั่วไปในหลากหลายลัทธิที่อินเดียสมัยนั้น ไม่ทานอาหารในยามวิการกัน แต่มีพระภิกษุอยู่กลุ่มหนึ่งที่ฉันอยู่ทุกเวลา พอมีคนมาเห็นเข้าก็เกิดการติเตียน พระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติห้ามไว้ เพื่อเป็นการรักษาศรัทธาไว้

นอกจากพิธีกรรมของชนเผ่าและศาสนาพุทธแล้ว ศาสนิกชนมุสลิมในศาสนาอิสลาม ยังมีประเพณีถือศีลอดในเดือนรอมฎอน โดยการงดการบริโภคทุกชนิด ตั้งแต่อาหารและน้ำดื่ม พร้อมทั้งงดเว้นจากการร่วมประเวณี ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน เพื่อประกอบศาสนกิจแด่อัลเลาะห์ หรือเป็นการทดสอบความศรัทธาอันแรงกล้าต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า

หลังจากนั้น เมื่อผู้เขียนได้กลับไปสัมภาษณ์การทดลองฉันมื้อเดียวของพระ และการทำ IF ของเพื่อนอีกครั้ง พบว่า ทั้งสองเห็นพ้องต้องกันคือ เมื่อไม่ต้องนึกถึงอาหาร ทำให้มีเวลามากขึ้น ร่ายกายมีความสดชื่น ไม่ต้องงีบพัก พอจะทำงานหรืออ่านหนังสือก็มีสมาธิมากขึ้น ซึ่งเพื่อนผู้เขียนใช้ความพยายามในการบังคับตัวเองไม่ให้กินขนม เมื่อหิวก็ดื่มน้ำเปล่าแทน กลายเป็นว่า เรื่องสุขภาพ สติ การควบคุมตนเอง การมีสมาธิ พิธีกรรมนี่เกี่ยวพันธ์เป็นเรื่องเดียวกัน และหากใครจะทดลองเข้าพิธีกรรมอดอาหารในช่วงเวลากักตัวป้องกันการแพร่ระบาดและติดเชื้อไวรัสโควิด-19 นี้ อย่าลืมประเมินความเสี่ยงเรื่องสุขภาพก่อนทำ และหากแน่วแน่ว่าจะทำแล้ว การตั้งจิตตั้งใจก่อนเริ่มก็จะเป็นแรงมุ่งมั่น เพื่อให้ช่วงเวลาของการกักตัวนี้เป็นประสบการณ์ที่จะได้เรียนรู้จักร่างกายและจิตใจของตนเองอย่างหนึ่ง

สัมภาษณ์ พระปฏิพล ศรีวะรม ฉายา ภูริเมโธ (เมษายน 17, 2563)

จีราภา ทิพกรณ์ (เมษายน 17, 2563)

อ้างอิง https://sites.google.com/site/satulfro/prapheni-thuxsil-xd-ni-deuxn-rxm-dxn https://thestandard.co/intermittent-fasting/?fbclid=IwAR0FPhmvCFLa52MZr2_RWV4bZVfLYSXRowUvU0BrtUVRSblFEiAcTrptm-0

ศุภวุฒิ สายเชื้อ. (2562). Healthy Aging เกิด แก่ (ไม่)เจ็บ ตาย สูงวัยอย่างมีคุณภาพ. กรุงเทพฯ : โอ เพ่น โซไซตี้.