‘เดินทางสู่การเรียนรู้ดินแดน ผองเพื่อน และตัวเรา’

ก่อนการเดินทางสู่ภาคอีสานในครั้งนี้ ฉันน่าจะเหมือนกับเพื่อนร่วมเดินทางหลายๆคนที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับภาคอีสานในลักษณะที่เป็นลบว่า บ้านนอก ล้าหลัง แห้งแล้ง ทุรกันดาร และคนอีสานส่วนใหญ่ขายแรงงานเป็นหลัก มีฐานะความเป็นอยู่ที่ด้อยกว่าคนในภูมิภาคอื่นๆของประเทศ แต่เมื่อเดินทางสู่ภาคอีสานในครั้งนี้ฉันจึงพบว่าสิ่งที่ฉันรับรู้เกี่ยวกับภาคอีสานนั้นเป็นความเข้าใจที่ผ่านการบอกเล่าของผู้อื่นซึ่งหลายสิ่งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทั้งนี้การบอกเล่านั้นอาจมีความคิดเห็นของผู้บอกเล่าแฝงเข้ามาด้วย หรืออาจเกิดจากการที่ผู้บอกเล่าให้ข้อมูลเพียงในบางแง่มุม

การเดินทางสู่ภาคอีสานในครั้งนี้ช่วยให้ฉันได้มองอีสานในอีกมุมหนึ่ง และทำให้ฉันพบว่าฉันนั้นช่างไม่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และการเมืองอีสานเอาเสียเลย ฉันจึงเริ่มหาข้อมูลเพิ่มเติมบ้างในบางเรื่องที่ฉันเกิดคำถามอยู่ในใจ ซึ่งระหว่างการเดินทางฉันพบว่ามีคำว่า “ขัดแย้ง” ติดอยู่ในความคิดฉันตลอดเวลา การบ้านที่ครูใหญ่ให้กับพวกเรานั้นเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับบริบทภาคอีสาน ซึ่งหลังจากกลับมาจากการเดินทางฉันพยายามปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆที่ได้เรียนรู้จากการเดินทางและข้อมูลที่อ่านเพิ่มเติมทำให้ฉันพอที่จะเรียบเรียงสิ่งที่ค้างอยู่ในความคิดตัวเองได้ว่า “การเปลี่ยนแปลงที่นำมาซึ่งความทุกข์จะนำไปสู่การต่อต้านและความขัดแย้ง”

เรื่องราวแรกของความขัดแย้งที่ฉันได้เรียนรู้จากการเดินทางครั้งนี้คือเรื่องของกบฏผีบุญ ซึ่งการที่รัฐไทยประกาศใช้ระบบเทศาภิบาลเพื่อควบรวมอำนาจจากหัวเมืองต่างๆนั้น ทำให้เจ้าเมืองและเจ้านายเก่าถูกลดอำนาจมาเป็นข้าราชการกินเงินเดือนแทนการมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการบริหารราชการและเก็บส่วยอากรตามเดิม เจ้าเมืองเจ้านายเก่าเหล่านี้จึงหันมาขูดรีดจากประชาชนมากขึ้นเพื่อทดแทนรายได้ที่ขาดหายไป ความทุกข์และความเดือดร้อนทำให้ประชาชนหันมาต่อต้านภาครัฐจนเกิดเป็นกบฏผู้มีบุญ ซึ่งผู้นำกลุ่มส่วนใหญ่เป็นนักบวชและพยายามปลุกระดมความเชื่อเรื่องพระศรีอารย์ซึ่งเป็นอุดมคติของความสามัคคีและเสมอภาค

เรื่องราวของพรรคคอมมิวนิสต์เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งและการต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความเสมอภาค ฉันเคยคุยกับเพื่อนชาวเวียดนามเกี่ยวกับเรื่องคอมมิวนิสต์อยู่บ้างและฉันก็พบว่าในระบบคอมมิวนิสต์นั้นก็ยังมีการแบ่งระดับชนชั้นอยู่เช่นกัน คนของพรรคคอมมิวนิสต์จะอยู่ในชนชั้นและมีฐานะที่เหนือกว่าในสังคม ฉันจึงยังสงสัยกับคำว่าเสมอภาคว่าจะเป็นจริงได้หรือไม่ แต่อย่างน้อยการที่ได้มีโอกาสพูดคุยกับสหายรองแห่งอีสานใต้นั้น ทำให้ฉันพบว่าคนในพรรคคอมมิวนิสต์มีความผูกพันกันค่อนข้างมาก มีการดูแลความเป็นอยู่ของกันและกันเป็นอย่างดี และสิ่งหนึ่งที่ฉันคิดว่ารัฐไทยควรพิจารณาคือเหตุใดชาวบ้านจึงต่อต้านรัฐ แต่ให้ความช่วยเหลือคอมมิวนิสต์ ซึ่งจากการพูดคุยกับอดีตสหายทั้งจากภูหินร่องกล้าและอีสานใต้นั้น ฉันคิดว่าพรรคคอมมิวนิสต์เข้าหาประชาชนแบบเพื่อนที่นำพาการศึกษา สาธารณสุข และช่วยเหลือเรื่องการทำมาหากิน ในลักษณะที่ไม่ใช่การยัดเยียดเพราะมีการถามความต้องการของชาวบ้านก่อนที่จะส่งเรื่องให้แก่กลุ่มจัดตั้ง แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลกลับใช้อำนาจในการเข้าหาประชาชนที่กำลังเดือดร้อนจากความยากไร้

เรื่องราวของความขัดแย้งอีกเรื่องหนึ่งเป็นการบ้านของฉันเองเรื่องของเขื่อนปากมูล ซึ่งเป็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้ตัวเราขึ้นมาหน่อย ความขัดแย้งครั้งนี้เกิดขึ้นจากการที่รัฐบาลพยายามที่จะพัฒนาเศรษฐกิจของภาคอีสาน แต่กลับเป็นผลให้เกิดการแย่งทรัพยากรของคนท้องถิ่นและการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำให้วิถีชีวิตและการทำมาหากินแบบเดิมของชาวบ้านถูกเบียดเบียน ชาวบ้านจึงออกมาเรียกร้องและได้รับการยัดเยียดคำว่ากบฏปากมูลให้แก่ชาวบ้านที่ต่อต้าน ฉันได้บทเรียนสองประการจากเรื่องนี้ ประการแรกคือความขัดแย้งทุกครั้งจะมีข้อมูลหลายด้าน อย่างกรณีของเขื่อนปากมูลนั้นทางชาวบ้าน องค์กรไม่แสวงผลกำไร หรือนักวิชาการต่างประเทศก็จะให้ข้อมูลแบบหนึ่ง ในขณะที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) ก็จะให้ข้อมูลในอีกรูปแบบหนึ่งที่ขัดแย้งกัน ซึ่งถ้าชาวบ้านไม่ออกมาต่อต้าน เราซึ่งเป็นคนภายนอกก็จะได้รับรู้ข้อมูลเพียงด้านเดียว ทำให้ฉันย้อนคิดไปถึงประโยคที่ได้ยินอยู่บ่อยครั้งว่า “ประวัติศาสตร์เป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เขียน” ซึ่งเมื่อก่อนฉันก็ไม่ได้ใส่ใจกับประโยคนี้มากนัก แต่วันที่ไปวัดสุปัฏนารามวรวิหารทำให้ฉันคิดได้ว่าประวัติศาสตร์ไทยบันทึกว่าพม่ามาตีไทยและนำพระพุทธรูปและของมีค่ากลับพม่าไป แต่ไม่เคยบันทึกว่าคนอีสานเองก็พยายามซ่อนพระพุทธรูปล้ำค่าจากไทยเช่นกัน ประการที่สองที่ฉันได้เรียนรู้จากเรื่องราวของการสร้างเขื่อนปากมูลคือการดำเนินการโครงการของภาครัฐนอกจากจะประเมินผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ควรที่จะประเมินผลกระทบทางด้านสังคมด้วย เพราะอย่างกรณีของชาวบ้านเขื่อนปากมูลที่ต้องต่อสู้ยาวนานถึงยี่สิบกว่าปีเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลชดเชยความเสียหายที่ตนได้รับจากการสร้างเขื่อนนั้น ไม่ได้มีเพียงปัญหาของการเสียที่ดินทำกิน แต่การประกอบอาชีพประมงก็ได้รับผลกระทบ ลูกหลานก็ต้องอพยพย้ายถิ่น ซึ่งปัญหาเหล่านี้ควรได้รับการพิจารณาเพิ่มเติมนอกจากผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

นอกจากเรื่องของประวัติศาสตร์และการเมืองแล้ว เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างรัฐส่วนกลางกับท้องถิ่นนั้นยังสามารถเห็นได้ในเรื่องของการทำงานด้วยเช่นกัน ดังจะเห็นได้จากการบริหารจัดการของระบบราชการไทยในปัจจุบันที่ส่วนกลางจะใช้อำนาจสั่งการพร้อมทั้งกำหนดตัวชี้วัดต่างๆออกมาเพื่อประเมินหน่วยงานราชการในส่วนท้องถิ่น บ่อยครั้งคำสั่งและตัวชี้วัดเหล่านี้สร้างความทุกข์ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในระดับท้องถิ่นซึ่งพยายามทำงานของตนอย่างดีที่สุดเพื่อประโยชน์สูงสุดของท้องถิ่นอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากการทำงานของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชกุฉินารายณ์ ที่ทำให้ฉันได้เห็นแนวทางของคำว่าสุขภาวะที่มีมากกว่าการดูแลเพียงสุขภาพทางกายของผู้ป่วยเท่านั้น แต่ก็เกิดเป็นคำถามว่าการทำงานที่ทุ่มเทและเกิดประโยชน์อย่างมากมายแก่ชุมชนเช่นนี้สามารถตอบตัวชี้วัดที่ส่วนกลางกำหนดได้หรือไม่ ฉันเคยคุยกับเจ้าหน้าที่ในระดับท้องถิ่นหลายครั้งและพบว่าการทำงานที่มีความทุกข์จากคำสั่งของส่วนกลางนั้น ทำให้เกิดความท้อและอาจหมดความพยายามที่จะทำให้ดีได้ในที่สุด ซึ่งสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติเหล่านี้ยังคงมีกำลังใจทำงานได้ต่อไปคือการมีผู้นำที่ดี อย่างเช่นที่คุณหมอภักดีและคุณหมอเอกคอยสนับสนุนและให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานหรือลูกน้องใต้บังคับบัญชาให้ทำงานที่มีคุณค่าแก่ท้องถิ่นได้อย่างที่เราได้เห็น

จากที่เขียนมาทั้งหมดข้างต้นมิใช่ว่าฉันจะเห็นแต่เรื่องของความขัดแย้ง เพียงแต่มันเป็นเรื่องที่ติดค้างอยู่ในความคิดของฉันตลอดเวลาที่เดินทาง ฉันจึงต้องกลับมานั่งปะติดปะต่อเรื่องราวต่างๆเพื่อให้ตัวเองได้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น แต่ในการเดินทางภาคอีสานครั้งนี้ยังมีสิ่งดีๆที่ฉันเห็นอีกหลายๆอย่าง อาทิ ปราชญ์อีสานที่มีอยู่อย่างมากมาย ความสำนึกรักบ้านเกิดของคนอีสาน ความพอเพียง และที่สำคัญฉันคิดว่าอีสานไม่ได้แห้งแล้งกันดารอย่างที่ฉันเคยคิด มิเช่นนั้นเพื่อนๆ คศน.5 ของเราหลายๆคนคงจะไม่มีความทรงจำในการหาอาหารจากธรรมชาติได้เองตั้งแต่เด็กๆ มีความสุขกับการเล่นซุกซนกับธรรมชาติ ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกประทับใจอย่างมากอาจจะเป็นเพราะบ้านฉันเป็นบ้านปูนอยู่ในตลาดทำให้พลาดโอกาสในการมีความทรงจำที่งดงามเช่นนั้นก็เป็นได้

การเดินทางสู่ภาคอีสานในครั้งนี้ทำให้ฉันได้รู้จักเพื่อนๆพี่ๆ คศน.5 มากขึ้น ฉันรู้สึกประทับใจและชื่นชมเพื่อนๆและพี่ๆหลายๆคน ที่ค้นพบตัวเองแล้วว่าตัวเองต้องการจะทำอะไรและทุ่มเทให้แก่สิ่งนั้นอย่างเต็มกำลัง สำหรับฉันที่ยังค้นไม่พบนั้นก็จะเปิดใจและพยายามเรียนรู้สิ่งต่างๆต่อไปเรื่อยๆ เผื่อว่าวันหนึ่งฉันจะค้นพบทางของฉัน ฉันอาจจะมีความรู้เพิ่มขึ้นและช่วยให้คิดตัดสินใจเลือกทางเดินของตัวเองได้ ฉันขอบคุณการเดินทางในครั้งนี้และ คศน. ที่เปิดโอกาสให้ฉันได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆทั้งประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม การเมือง และชีวิตคน ที่เคยคิดว่าไกลตัวเสียเหลือเกินแต่วันนี้ความคิดฉันได้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

 

ดร.วรลักษณ์ คงเด่นฟ้า ผู้เขียน