เบิกบาน และตื่นรู้ กับย่างก้าวแรกบนขอบคมขวาน

กุลจิรา อุดมอักษร

นอกจากจะเป็นการเดินทางไปอีสานครั้งแรกแล้ว บทความนี้ยังเป็นการเขียนบันทึกบอกเล่าความรู้สึก และเรื่องราวที่เราได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกด้วย คิดอยู่หลายวันว่าเราจะเขียนมันอย่างไร….สุดท้ายเมื่อถึงกำหนดต้องส่ง วางมือบนแป้นพิมพ์ บอกตัวเองว่า เอาล่ะ..เราจะเขียนบอกเล่าความรู้สึก แบ่งปันสิ่งที่พบ และใคร่ครวญในใจระหว่างการเดินทางให้เธอเพื่อนสนิทของเราฟัง เพื่อน….นี่คือสิ่งที่เราค้นพบ ที่ผุดพรายขึ้นในใจเราจากกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกจัดขึ้นอย่างประณีตของ คศน. ในช่วงเวลาของการเดินทางไปอีสานครั้งแรกของเรา

โรงพยาบาลที่ไม่มีรั้ว

จำได้ว่าตอนทำ AAR ในตอนค่ำที่ด่านซ้าย เมื่อต้องพูดถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้ในวันนั้น พูดได้ไม่กี่คำ ถึงกับจุก อึ้ง พูดไม่ออก กับความรู้สึกที่สัมผัสได้ในใจ น้ำตาไหล จริงๆ แล้ว อยากจะสารภาพว่าไม่ได้เป็นเฉพาะตอนนั้น มันปริ่มๆ มาเป็นระยะๆ มาทั้งวัน ตั้งแต่ฟังบรรยายจากคุณหมอภักดี ระหว่างที่เดินดูโรงพยาบาลเห็นความประณีตในการออกแบบระบบบริการ เห็นญาติผู้ป่วย และผู้ป่วยทักทายคุณหมอ กับพี่อ๋อย พี่เภสัชกร ก็จุกๆ ที่คอหอย น้ำตาซึมมาเรื่อยๆ แม้วันนี้ที่กลับมาเล่าให้น้องๆ ที่ทำงานฟังน้ำตาก็ยังไหลอยู่เลย แอบดีใจเล็กๆ ที่เราก็เห็นน้ำตาที่คลออยู่ในลูกตาของคนฟัง

เรามาลองทบทวนความรู้สึกถามตัวเอง ว่าทำไมถึงร้องไห้ …ไม่รู้สิ มันตื้นตัน รู้สึกถึงอิสรภาพในการทำงานของโรงพยาบาลชุมชนที่ไปได้ไกลเกินกว่าขอบเขตความเป็นไปได้ที่สังคมตีกรอบไว้ จำได้ว่าฟังคุณหมอภักดีบรรยายเสร็จ คำแรกๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว คือ เฮ้ย!!?? ผอ.โรงพยาบาลชุมชน ทำอะไรได้มากขนาดนี้เลยเหรอ บทบาทของโรงพยาบาลชุมชนแบบที่คุณหมอภักดีวางไว้ มันคือโรงพยาบาลที่ไม่มีรั้ว รั้วแรกที่ไม่มี และเป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งต่างๆ คือ รั้วในใจ รั้วทางความคิดของบุคลากรทางการแพทย์ที่ก้าวข้ามกรอบบทบาทของตนจนมองเห็นว่าโรงพยาบาลไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่การรักษาพยาบาลผู้ป่วย แต่ต้องสร้างสุขภาวะให้เกิดขึ้นในชุมชน รั้วที่แบ่งแยกบุคลากรทางการแพทย์ ออกจากชุมชน ด้วยความเชื่อมั่นในความรู้ทางการแพทย์ที่ได้ร่ำเรียนมาจนเพิกเฉยมองข้ามมิติความเชื่อ วัฒนธรรมของชุมชนที่ดำรงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสุขภาวะของชุมชน เมื่อรั้วทางความคิดได้สลายไป เราจึงได้เห็นการก้าวข้ามรั้วทางกายภาพของโรงพยาบาลที่แบ่งแยกโรงพยาบาลออกจากชุมชน ทำให้โรงพยาบาลเป็นที่สำหรับเวลาป่วย เกี่ยวข้องกับความเป็นความตายเท่านั้น กลายเป็นโรงพยาบาลที่เป็นของคนในชุมชนที่ใครๆ ก็เดินเข้ามาใช้ได้โดยที่ไม่ต้องป่วย เข้ามาเรียนว่ายน้ำ มาเรียนดนตรี เรียนทำขนม ฯลฯ

บทบาทของบุคลการทางการแพทย์ในการทำนุบำรุงวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเข้าใจในคุณค่าแท้ที่มีต่อสุขภาวะของชุมชน การบริการที่เคารพในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ในทุกมิติทั้งกับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และบุคลากร การออกแบบจัดวางสิ่งต่างๆ ในหอผู้ป่วย/ที่ทำงานอย่างประณีตคำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วย ญาติ และผู้ทำงาน การอนุญาตให้ทำพิธีกรรมทางศาสนาในโรงพยาบาลเพื่อขอขมากันก่อนที่ผู้ป่วยจะสิ้นใจ การปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบ ปราศจากเครื่องไม้เครื่องมือยื้อชีวิตห้อมล้อมด้วยญาติพี่น้องอันเป็นที่รัก โครงการเด็กหลังห้อง ที่เกิดขึ้นจากมองเห็นคุณค่าในคนทุกคนว่ามีศักยภาพที่จะทำประโยชน์ให้กับชุมชนได้ และในขณะเดียวกันชุมชนเองก็มีส่วนร่วมในการทำนุบำรุงโรงพยาบาลสะสมเงินในกระปุกเพื่อสมทบสร้างตึกโรงพยาบาล การช่วยดูแลรักษาความสะอาดโรงพยาบาล เราได้รู้จักกับรูปแบบความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างชุมชน กับโรงพยาบาลที่ต่างมีทั้งการให้และรับ เชื่อมโยงเป็นเนื้อเดียวกัน เกื้อกูลซึ่งกันและกัน

ท้าทายกรอบความเป็นไปได้ที่สังคมขีดไว้

มนุษย์เราเติบโตขึ้นในสังคมหนึ่งๆ จะถูกหล่อหลอม ปลูกฝัง อบรม บนพื้นฐานของความรู้ ความเห็น ความเชื่อชุดหนึ่งที่บอกเราว่า สิ่งไหนเป็นไปได้ สิ่งไหนเป็นไปไม่ได้ สิ่งนี้ควรเป็นแบบนี้ สิ่งนั้นควรเป็นแบบนั้น น้อยคนนักที่จะตั้งคำถาม คิด ทำ ในสิ่งที่แตกต่างออกไปจากขอบเขตที่สังคมได้ขีดบอกไว้ การเดินทางครั้งนี้พาเราไปพบกับน้อยคนนี้จำนวนหนึ่ง ตั้งแต่ หมอภักดี ที่เราได้พูดถึงแล้ว กลับไปอ่านอีกครั้งนะถ้าเธอลืมเสียแล้ว

คนที่ 2 เราพบเค้าในการบ้าน คือ จิตร ภูมิศักดิ์ คนนี้เป็นนักคิด นักวิชาการที่ตั้งคำถามกับความเห็นความเชื่อที่เป็นกระแสหลักของสังคมในเวลานั้น แล้วสะกิด สื่อสารบอกสังคมที่กำลังไหลไปกับกระแสหลักนั้นว่าความเห็นความเชื่อหลักนั้นมีปัญหา พร้อมกับเสนอแนวคิด ความเห็นอีกชุดเป็นทางเลือกให้กับสังคม จิตรบอกเราว่า นักวิชาการที่แท้ควรจะเป็นกลุ่มคนแรกๆ ที่จะต้องตั้งคำถามกับแนวความคิด วิธีคิด ความเห็น ความเชื่อของสังคม แล้วสื่อสารให้สังคมรับรู้เมื่อพบความผิดปกติ หรือปัญหาของความรู้ ความเห็น ความเชื่อพวกนั้น พร้อมกับเสนอทางเลือกเพื่อเป็นแนวทางแก้ปัญหาให้กับสังคม

คนที่ 3 คือ หมอเอก หัวหน้าทีมไม้เลื้อย ที่ รพ. กุฉินารายณ์ ที่ท้าทายความเป็นไปได้ของสังคมด้วยการไม่จำกัดบทบาทของบุคลากรทางการแพทย์ไว้เพียงการรักษาโรค และความเจ็บป่วย หมอเอกนำเสนอแนวคิดใหม่ให้กับสังคมว่า สมรภูมิของบุคลากรทางการแพทย์ควรเป็นทุกข์คนในชุมชน ไม่ใช่เพียงแค่โรค และความเจ็บป่วย เมื่อกรอบคิดถูกตีออกจึงเกิดรูปแบบการทำงานสาธารณสุขที่ดูแลคนในชุมชนอย่างต่อเนื่องตลอดสายตั้งแต่ก่อนป่วย กำลังป่วย หายป่วย หลังป่วย เพื่อให้กลับไปดำรงชีวิตอย่างปกติสุขได้ในที่สุด การฟื้นฟูผู้พิการของทีมไม้เลื้อยจึงไม่ได้จบอยู่ที่ภาวะพิการ แต่ยังรวมไปถึงการที่ผู้พิการสามารถกลับไปดำรงชีวิต ทำมาหากินพึ่งตนเองได้อย่างเป็นปกติในสังคม เราจึงได้เห็นการปรับปรุงภูมิสถาปัตย์ สิ่งแวดล้อมของผู้พิการ ไปจนถึงการเกิดขึ้นของตลาดนัดในโรงพยาบาล ที่จัดการ และควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงผัก จนถึงมาถึงแผงขายโดยคนในชุมชน ร่วมกับบุคลากรทางการแพทย์ และยังมีความน่าทึ่งอีกมากมายเกิดขึ้นที่นี่ ทั้งการสืบทอดแนวคิดปณิธาน คุณค่าของทีมไม้เลื้อยไปถึงสมาชิกรุ่นใหม่ๆ ที่ไม่เจือจางลงเลย การจัดการการทำงานเป็นทีม และความน่าทึ่งอื่นๆ อีกมากซึ่งไม่สามารถนำมาเขียนให้เธออ่านได้ทั้งหมดในบทความนี้

คนที่ 4 เราไม่ได้เจอเค้า แต่ได้เห็นผลงานของเค้าที่ยืนยันการท้าทายความเป็นไปได้ของผู้สร้างได้เป็นอย่างดี นั่นคือ ระเบียงไม้เรียบรอบภูเขาที่วัดภูทอก เรา..คนเดินบนทางนั้นยังรู้สึกเสียวไส้ ขาสั่น เพราะเบื้องล่างถัดจากแผ่นไม้ที่เหยียบอยู่นั้นมองไม่เห็นแม้กระทั่งจุดสิ้นสุด เรานึกไม่ออกว่าผู้สร้างซึ่งเป็นพระสงฆ์ สร้างสิ่งนี้ขึ้นได้อย่างไร ที่สำคัญเราทราบภายหลังว่ายังไม่เคยมีใครได้รับบาดเจ็บเพราะเหตุจากการชำรุดของระเบียงไม้เลาะรอบภูเขานี้เลย

มาถึงตรงนี้ คำถามหนึ่ง ผุดขึ้นในใจเรา คนพวกนี้ไม่จำเป็นต้องทำแบบนี้ก็ได้ แถมจะสบายกว่าถ้าทำแบบที่สังคมบอกว่าเป็นไปได้ หรือควรเป็น แต่ทำไมพวกเขาเลือกที่จะตั้งคำถามกับความรู้ ความเชื่อ ความเห็นที่ตัวเค้าเองก็เติบโตขึ้นมากับมัน และเลือกที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง สวนทาง ออกนอกกรอบความเป็นไปได้ที่สังคมขีดบอก และยังเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ทำตาม อะไรทำให้พวกเค้าเลือกทำแบบนั้น?? พวกเค้าหล่อเลี้ยงมันด้วยอะไร?? เราจะทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นในใจเรา และในใจของคนรุ่นต่อๆ ไป ได้อย่างไร?

มีหลายมือที่ค้ำจุนความปกติสุขของชีวิตเราอยู่

เราตื่นเต้นกับความคิดนี้ตอนมันโผล่ขึ้นมาในใจเราอย่างมาก มันเกิดขึ้นง่ายๆ ตอนที่เรากำลังอาบน้ำ สระผมแล้วน้ำ…..หมด แม่เจ้า ความรู้สึกตอนนั้นมันอลหม่านล้านแปด คิดไปสามสิบแปดเจ็ดสิบเอ็ดตลบว่าจะทำยังไงดี จนในที่สุดนึกออกว่า มีพี่จ๋าอยู่ข้างนอก บอกให้พี่จ๋าช่วยออกไปบอกพนักงาน…เท่านี้เอง…มันสะกิดใจให้รู้สึกว่าเราอยู่อย่างปกติสุขไม่ได้ด้วยเพียงแค่ตัวเราคนเดียว เราปกติอยู่ได้ด้วยเพราะการทำหน้าที่ของคนรอบข้างจำนวนมาก จำได้ว่าหลังจากวันนั้นใจเราเริ่มมองเห็นเหตุการณ์อีกหลายๆ เหตุการณ์ที่ยืนยันถึงอิทธิพลของคนรอบข้างที่มีต่อความปกติสุขของเรา ตั้งแต่พี่คนขับรถ ผู้ช่วยคนขับรถ 3 สาวที่คอยจัดหาอาหาร อำนวยความสะดวกอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ครูใหญ่ที่คอยบรรยาย กระตุ้น ชี้นำให้เกิดการเรียนรู้ และเพื่อนๆ ที่ต่างคนต่างมีส่วนในการทำหน้าที่ ประกอบกันเป็นการเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยมิตรภาพ เกื้อกูลซึ่งกันและกันให้เกิดการเรียนรู้ และการเปลี่ยนแปลงในตัวเอง จะว่าไปแล้ว เอาเข้าจริงๆ เมื่อพิจารณาใคร่ครวญด้วยวิถีคิดแบบนี้เราจะพบว่า โลกทั้งโลกเกี่ยวข้องสัมพันธ์ถึงกันทั้งหมดได้อย่างไร

เงื่อนไขของความงอกงามภายใน

สิ่งนี้เราพบจากการปะติดปะต่อเรื่องราวที่ได้จากการอ่าน และฟังการบ้านที่อาจารย์มอบหมายให้กับเรา และเพื่อนๆ ในวันท้ายๆ เราพบว่า อีสานเป็นดินแดนที่มีความขาดแคลนทรัพยากร ผู้คนดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย มีรายได้ต่อครัวเรือนน้อยกว่าภาคอื่นๆ อีสานมีประวัติศาสตร์การพัฒนาบ้านเมืองภายใต้สภาวะที่ได้รับแรงกดดันมากมายจากภายนอกทั้งจากราชสำนักกลาง และจากการล่าอาณานิคม แต่เรากลับพบการเกิดขึ้นของพระสงฆ์ที่มีปฏิปทามีความก้าวหน้าในธรรม และเป็นนักพัฒนาจำนวนมากมาย การสร้าง และสืบทอดวัฒนธรรมความเชื่อที่ส่งเสริมให้คนมีสำนึกรักส่วนรวม เห็นแก่ส่วนรวม ก็มีอยู่ในภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน เราพบว่า ท่ามกลางความเป็นอยู่ที่ความต้องการทางกายภาพได้รับการตอบสนองอย่างจำกัด ความเจริญงอกงามภายใน จิตสำนึกที่คิดถึงส่วนรวมจะเบ่งบานขึ้น อีกนัยหนึ่งคือ การดำรงชีวิตอยู่ในภาวะที่ความเป็นอยู่ทางกายได้รับการตอบสนองอย่างจำกัดเท่าที่จำเป็น เกื้อกูลให้เกิดความงอกงามภายใน แล้วในสังคมที่มีการตอบสนองทางกายภาพอย่างไม่จำกัดเช่นปัจจุบันนี้ล่ะ เราจะทำให้เกิดความงอกงามภายในขึ้นได้หรือไม่ อย่างไร?

 

ท้ายบันทึกนี้อยากบอกเธอว่า นี่เป็นเพียงก้าวแรกของการเดินทางบนเส้นทางสายที่เราเลือก เส้นทางกระบวนการเรียนรู้ของ คศน. เราหวังว่าบันทึกบทแรกนี้จะบอกเธอได้ว่าเส้นทางที่เราเลือก มันน่าสนุกตื่นเต้นแค่ไหน (หรือเราจะสนุกอยู่คนเดียว) เราว่านี่เป็นอีกสิ่งหนึ่งซึ่งท้าทายกรอบความเป็นไปได้ของสังคม ว่ากระบวนการเรียนรู้ที่ถูกวางแผนอย่างประณีตบรรจงจะเปลี่ยน (transform) คนทั้งคนได้ จากประสบการณ์ก้าวแรกบนเส้นทางนี้ เราบอกได้เลยว่ามันไม่ธรรมดา เราจะเป็นคนพิสูจน์ความท้าทายนี้ด้วยตัวของเราเอง เพราะยังมีคำถามอีกมากมายที่รอคอยคำตอบจากการเดินทางบนเส้นทางนี้….ตื่นเต้นชะมัด

เพื่อนของเธอ
2/2/59