“เล่าจากอีสาน”

พญ. ดลฤดี ศรีศุภผล

“แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ”

ที่หมายคืนแรกของเราคือ สุคะโต วัดที่หลวงพ่อคำเขียนดูแลมาตั้งแต่ยังเป็นพระหนุ่ม ฉันเคยเข้าใกล้สุคะโตมากที่สุดก็เพียงทางตัวหนังสือของพระอาจารย์ไพศาล วิศาโล และคุณกำพล ทองบุญนุ่มเท่านั้น

สุคะโตยุคเริ่มแรกน่าจะอยู่ในป่า เพราะเจตนาของหลวงพ่อคำเขียนที่บอกไว้สมัยมาตั้งหลักแหล่งคือ “ฉันจะมาดูแลป่าที่นี่” แต่ทุกวันนี้ต้นไม้ในวัดดูจะหนาทึบกว่าพื้นที่โดยรอบอยู่มากเอาการ พวกเราไปถึงวัดในยามเย็น พอได้มีเวลาไปทำวัตรเย็นร่วมกับชาวบ้านและนั่งสนทนากับพระอาจารย์ไพศาล พร้อมคำเชิญชวน “พรุ่งนี้จะทำวัตรเช้าก็ได้นะ ที่ศาลาเดิมตอนตี 4”

ตี 3 กว่า ไก่วัดทำหน้าที่ของมันอย่างซื่อสัตย์ แต่แม้ไก่ทั้งวัดจะประสานเสียงกันด้วยความพยายามแค่ไหนก็ไม่สามารถดึงพวกเราออกจากมุ้งได้มากเท่าที่ควร เราส่งตัวแทนไปทำวัตรเพียง 3 คน ฉันไปเดินสำรวจสุคะโตเมื่อท้องฟ้าเริ่มสว่าง ทั้งวัดเงียบจนเหมือนไม่มีผู้คน แต่ในความเงียบนั้นมีชาวบ้านแถบนี้ทั้งหญิง ชาย ผู้สูงวัย เด็กน้อย มาอาศัยความสงบ เดินจงกรมกันอยู่โดยรอบนับได้หลายสิบคน

ครูใหญ่ ซึ่งเคยบวชที่นี่เมื่อ 20 กว่าปีก่อน เล่าว่า หลวงพ่อคำเขียนมาช่วยดูแลชาวบ้านแถวนี้ สอนให้เลิกอบายมุขหันมาทำมาหากินสุจริต พัฒนาทั้งพื้นที่โดยรอบ พัฒนาทั้งชาวบ้านอย่างไม่ท้อถอย… ไม่ถอยแม้จะถูกทางการกล่าวหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์… มันมียุคสมัยที่คนทำงานเพื่อชาวบ้านต้องกลายเป็นคอมมิวนิสต์ในสายตาของราชการด้วยนะ หลวงพ่อคำเขียนผ่านวันเวลานั้นมาได้อย่างไร วันที่วัดไม่ได้ใหญ่โตมีชื่อเสียง วันที่ชาวบ้านทุกคนไม่ได้เชื่อฟังพระ วันที่แก้งคร้อยังเป็นป่า และคนที่ถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ถูกยิงตายคาป่าไปมากมาย

แต่คงเพราะหลวงพ่อไม่ได้สนใจกับคำขู่ของทางการ หรือแม้กระทั่งความตาย ฉันจึงได้มาเห็นวัดป่าสุคะโตในวันนี้

“กลางตลาดบางลำภู ขอนแก่น”

ฉันเรียนที่ขอนแก่นอยู่ 3 ปี ขับรถผ่านตลาดบางลำภูหลายร้อยรอบ แต่ไม่เคยรู้ซักนิดว่าที่นี่เป็นที่อยู่ของ “แม่จินตนา” ผู้หญิง 5 คุก ที่มีชีวิตร่วมยุคและร่วมคุกกับ จิตร ภูมิศักดิ์ นั่นมันเหตุการณ์เมื่อหลายสิบปีก่อนฉันเกิด

ฉันเคยรู้จักจิตร ผ่านบทเพลงแสงดาวแห่งศรัทธาที่เขาเป็นผู้ประพันธ์ … ไม่มากไปกว่านั้น

แม่จินตนา หญิงวัยแปดสิบ ผิวขาวแบบคนจีน ร่างอวบพร้อมท่าเดินโขยกเขยกทำให้น่าเชื่อว่าข้อต่อต่างคงจะเสื่อมถอยไปมากเอาการแต่แววตาของเธอไม่บอกให้รู้ถึงอาการเจ็บปวด

ย้อนเวลาไปประมาณ 70 ปี ด.ญ.จินตนาเป็นเด็กบ้านแตก พ่อแม่แยกทาง อดมื้อกินมื้อ ทำงานหาเงินเลี้ยงน้องมาลำพัง แต่เธอก็ยังรักเรียน ส่งน้องไปเรียนหนังสือตอนกลางวันแล้วให้กลับมาสอนพี่สาวที่บ้านตอนกลางคืน ด.ญ.จินตนาเรียนหนังสือด้วยวิธีนี้จนอ่านออกเขียนได้
เมื่อเข้าวัยสาว นางสาวจินตนาก็กัดฟันต่อสู้ชีวิตหาเลี้ยงตัวจนมาพบคุณชาญผู้เป็นสามี และได้ร่วมกันเปิดสำนักพิมพ์ขึ้น ในห้วงเวลานั้นสิ่งพิมพ์เป็นหนึ่งในสื่อเพียงไม่กี่อย่างที่ใช้สื่อสารมวลชน จึงไม่แปลกเมื่อบ้านเธอถูกระรานด้วยผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุคอยู่เป็นระยะๆ แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้พบจิตร

แม่จินตนา

“ฉันทำสำนักพิมพ์ จิตรเอาต้นฉบับมายื่นให้แล้วบอกว่า ถ้าคิดว่าน่าสนใจก็พิมพ์ แล้วก็เดินจากไป ฉันเอากลับมาอ่านดู โอยยย หนังสือดีอย่างนี้ไม่พิมพ์ได้ยังไง” จิตรเป็นนักคิดนักเขียนแบบที่เค้าเรียกกันว่า “เกิดก่อนยุค” จึงไม่น่าแปลกว่าคนในสมัยนั้นจำนวนมากตื่นตระหนกกับสิ่งที่จิตรเขียนมากกว่าจะชื่นชม ยุคที่เผด็จการทหารครองเมือง ความคิดเห็นต่างไม่สามารถยืนอยู่ในสังคมได้อย่างง่ายดายนัก

แม่จินตนาพูดถึงเหตุการณ์วันที่ถูกตำรวจจับ “วันหนึ่งเค้าก็มา ชั้นก็รออยู่แล้ว รู้ว่าต้องมาจับแน่ เค้าจะมาจับคุณชาญ แต่ชั้นคิดแล้วว่าถ้าชั้นอยู่ในคุก ให้คุณชานอยู่ข้างนอกจะมีประโยชน์กว่า ก็เลยจัดการให้จับฉันไปแทน” หลังจากนั้นแม่จินตนาก็ไปใช้ชีวิตพร้อมลูกสาววัยแรกคลอดในลาดยาว “ผู้ต้องหาคดีคอมมิวนิสต์ในคุกนี่แหละที่ช่วยฉันเลี้ยงลูกมา” จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นหนึ่งในหมู่มิตรในเรือนจำ แม้ไม่ได้เห็นหน้าแต่ตัวหนังสือของจิตรยังตามหาเธอจนเจอ

“เวลาสอบสวนคุณไม่ต้องพูดอะไรทั้งสิ้น ผมรับไปแล้วว่าผมเป็นเขียนหมดทุกอย่าง คุณไม่ต้องพูดอะไร…”

แม่จินตนาถูกข่มขู่เรียกสินบนตั้งแต่ช่วงแรกๆในชีวิตชาวคุก ถูกส่งไปขึ้นศาลหลายครั้ง ระยะเวลาของการใช้ชีวิตในคุกแม้จะไม่สามารถทำให้หญิงแกร่งอย่างเธอยอมแพ้แต่ก็สร้างความหดหู่ให้เกิดขึ้นในใจ ในช่วงเวลาแบบนั้นจดหมายน้อยของจิตรพยุงเธอไว้

“คุณจะยอมแพ้เหรอ ถ้าคุณจะเอาอย่างนั้นก็ได้ แต่ผมเห็นว่าคุณควรต้องสู้เพื่อเป็นตัวอย่างแก่สตรีทั้งโลก… เรือที่แล่นในทะเลราบเรียบจะไม่สร้างกะลาสีเรือที่เก่งกล้า”

แม่จินตนาเลี้ยงลูกในเรือนจำจนดญ.ขาว ลูกสาวโตเข้าโรงเรียนได้ ทั้งยังเป็นทนายให้ตัวเอง เข้าออกเรือนจำ ต่อสู้ในศาลทหารอยู่ร่วม 8 ปีจึงได้รับอิสรภาพ

สัมผัสกันเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ฉันรู้สึกว่าการใช้ชีวิตของแม่จินตนา เรียกว่าอยู่แบบ “กล้าตาย” ยังน้อยไป แต่ถึงขนาดนั้นหญิงเหล็กคนนี้ก็ยังมี “จิตร ภูมิศักดิ์”เป็นที่พักพิงในยามเหนื่อยล้า

ต่อไปเมื่อได้ยิน “แสงดาวแห่งศรัทธา” ฉันคงไม่ได้เห็นแค่อ.หมอสงวน แต่ยังได้เห็นลึกลงไปถึงคนที่ใช้ชีวิตยืนเด่นโดยท้าทายในห้วงเวลาที่ผืนฟ้ามืดดับเดือนลับละลายอีกหลายคน

วันนี้วันอาทิตย์ เราจะไปโบสถ์กัน

“สองคอน” เป็นหมู่บ้านเล็กๆริมโขง ในจ.มุกดาหาร เป็นที่ตั้งของโบสถ์คาทอลิกที่ใหญ่และสวยที่สุดในเอเชียอาคเนย์ แต่ขนาดหรือความงามยังไม่ยิ่งใหญ่เท่าความเป็นมา

แม้ฉันจะเคยเรียนโรงเรียนคริสต์ แต่ก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่าศูนย์กลางที่ใหญ่ที่สุดของคาทอลิกนั้นอยู่ที่สกลนคร หาใช่ที่เมืองหลวงของประเทศไทยไม่ บาทหลวงชาวฝรั่งเศสคนแรกที่เหยียบเข้าแดนอีสานใช้เวลาถึง 3 เดือนเดินเท้าฝ่าดงไข้ป่ามาตั้งรกรากที่อุบลราชธานี การช่วยเหลือชาวบ้านอย่างถึงลูกถึงคน ความพยายามในการปลดปล่อยทาสที่ถูกกดขี่ตามนโยบายในหลวงรัชกาลที่ 5 ทำให้ศาสนาคริสต์แผ่ขยายไปยังชาวบ้านตามสองฝั่งแม่น้ำโขงอย่างรวดเร็ว

ในปีแรกของสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อจอมพลป. พิบูลสงครามยินยอมให้ทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในประเทศไทย และประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตรอย่างเปิดเผย นักบวชชาวฝรั่งเศสหลายสิบชีวิตที่เป็นที่พึ่งของชาวคาทอลิกอีสานมาร่วม 60 ปีก็ไม่ใช่อาคันตุกะของประเทศไทยอีกต่อไป พวกท่านทั้งหมดต้องหลบหนีข้ามแม่น้ำโขงเข้าสู่ลาว

คำพูดที่ว่า “คาทอลิกเป็นศาสนาของฝรั่งเศส” หรือ “เมื่อเรารบชนะ จะไม่มีศาสนาคริสต์ในประเทศไทยอีกต่อไป” เป็นเหมือนคาถาประจำใจของตำรวจที่ถูกส่งไปประจำทุกหมู่บ้านแถบอีสาน

หากแต่ความศรัทธาต่อพระเยซูของชาวบ้านสองคอนในเวลานั้นไม่ได้สั่นคลอนเลย แม้ซิสเตอร์จะถูกบังคับให้ถอดเครื่องแบบ แม้วัดน้อยจะถูกปิดลง แม้ในที่สุดจะถูกขู่ฆ่าหากไม่ยอมเลิกนับถือคริสต์ แต่คริสตัง 7 คนก็ได้ยืนยันในความเชื่อของตนและยอมถูกสังหารเพื่อเป็นมรณสักขีแด่พระผู้เป็นเจ้า

เกือบ 50 ปีหลังจากนั้น ทั้ง 7 คนได้รับการประกาศจากสันตะสำนักที่กรุงโรม ให้เป็นบุญราศี และโบสถ์สองคอนได้ถูกสร้างขึ้นอย่างประณีตเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแก่พวกท่าน

ยังไม่เก้าโมงเช้าเมื่อเรามาถึงโบสถ์ บาทหลวงคนไทยท่าทางใจดีกำลังยืนนำสวดมนต์อยู่ด้านหน้า แม่ใหญ่ผิวคร้ามแดดนุ่งผ้าถุงลายดอก ห้อยสร้อยคอไม้กางเขนกำลังสงบนิ่งสวดมนต์อยู่ด้านหลังรวมกับกลุ่มชาวบ้านสองคอนที่แน่นขนัดไปทั้งโบสถ์… ผ่านมากว่า 70 ปี ศรัทธาของชาวบ้านถิ่นนี้ไม่ได้จางลงไปเลย

แปดวันเจ็ดคืนในแผ่นดินอีสานอัดแน่นไปด้วยเรื่องราว ฉันได้เจอผู้คนหลากหลายที่อาจไม่มีชื่อเสียงในหน้าประวัติศาสตร์

ชาวบ้านโนนสมบูรณ์ที่ตั้งมั่นนานถึง 14 ปีสู้กับกลุ่มทุนเหมืองโปแตช หลวงปู่มั่นผู้กล้าแลกชีวิตค้นหาธรรมะ บาทหลวงฝรั่งเศสที่ไม่สนใจความขัดแย้งระหว่างประเทศกล้าเดินเท้าเข้าดงไข้ป่าเพื่อช่วยเหลือชาวบ้าน เสรีไทยกล้าตายที่กระโดดร่มลงมาในพื้นที่ภูพาน สหายรองแห่งอีสานใต้ที่เดินหลบระเบิดจากบุรีรัมย์ไปถึงจีนผ่านโฮจิมินห์เทรล พ่อเล็กเกษตรกรแห่งเทือกภูพานที่กล้าสวนทางกับวิถีทุนนิยม กลุ่มวัยรุ่นในขอนแก่นผู้เลือกอนุรักษ์พิณพื้นบ้านแทนการเล่นดนตรีกระแสหลัก

ชีวิตเหล่านี้ส่งผ่านแรงบันดาลใจ คงจะเป็นเพราะเจ้าของ กล้าใช้ชีวิต

หวังไว้ว่าความกล้าใช้ชีวิตคงเป็นโรคติดต่อ

พญ. ดลฤดี ศรีศุภผล ผู้เขียน