จากห้องเรียน – ณัฐพงศ์ อนุสนธิ์

คุรุ หรือ ครู มีคำแปลที่ตรงกับภาระงานที่ทำทั้งในและนอกราชการ คือ หนัก วันนี้เราได้คุยกับผู้รับภาระนั้น และอีกบทบาทที่น่าสนใจ คือนักเปลี่ยนแปลง

ห้องเรียนของแม่

“เราอยากเป็นครูมาตั้งแต่เด็กไม่เคยเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย ป.4 ป.5 ไปอยู่โรงเรียนกับแม่ แม่ก็พาไปอยู่ในชั้น มีความรู้สึกว่าห้องเรียนแม่ โคตรสนุก คือรู้สึกว่าอยากเป็นครูมาตั้งแต่ตอนนั้นและก็รู้สึกว่าไม่อยากเปลี่ยนแปลงเป้าหมายอีกเลย” ใครจะคิดว่าเมื่อเวลาไป ยอร์ส ณัฐพงศ์ อนุสนธิ์ จะใช้อาชีพครูหาเลี้ยงชีพ แต่เมื่อยืนอยู่หน้าชั้น เขาก็ได้รู้ว่า ห้องเรียนของเขา ไม่เหมือนห้องเรียนของแม่  “ต่าง คือ แม่ไม่ใช่คนตลก แม่ทำให้เด็กขำ แม่สอนสนุก เล่าเรื่องถ่ายทอด วิธีการเดินไปรอบห้องของเขามันทำให้เราติดตาม เนื้อเรื่องที่แม่เล่า สิ่งที่แม่บอก โคตรทรงพลังเลย แล้วมันทำให้เราอยากฟังเขา เรารู้สึกว่าถ้าเราเป็นครูเราจะเป็นครูแบบนี้” แล้วห้องเรียนของครูเป็นอย่างไร “ห้องเรียนของเรา มันรู้สึกว่าต่างจากห้องเรียนของแม่ เราเป็นคนตลก เป็นสายฮา  แต่แอบมีอารมณ์เผด็จการอยู่  มันจะสวิทย์ไปมาในห้องเรียน เด็กจะดูอารมณ์ก่อนว่าวันนี้เรามาอารมณ์ไหน”

 

ห้องเรียนของยอร์ช

“เราไม่ได้ไปหาจุดยืนใหม่ แต่เรากล้าถอยจากจุดยืนเดิม

เราไม่มีความสุขเพราะเราเอง มันไม่ใช่นักเรียน”

ในวันนี้ครูยอร์ช ผ่านค่าย Young คศน. ซึ่งเป็นเวลาที่ดี ที่เขาจะสะท้อนห้องเรียนของเขาให้เราฟัง “คิดว่าตัวเองเป็นเผด็จการมาตั้งแต่เราเริ่มรู้จักมัน ก่อนหน้านี้เราไม่รู้ว่าสิ่งที่เราทำแบบนี้มันคือวิธีคิดของเผด็จการ คือเราพยายามจะคุมชั้นเรียนให้เป็นของเรา พยายามจะไม่ปล่อยอิสระ บังคับให้เด็กรู้ บังคับให้เด็กเรียน ลึกๆคือการหวังดี  แต่เรามีชุดคิดแบบนี้ เราก็พยายามจะเปลี่ยนมัน” 

จากความตั้งใจที่เปลี่ยน อาจไม่เพียงพอหากเป็นแค่ความตั้งใจแล้วไม่ลงมือต่อ ครูคนนี้ค่อยขยับกายไปก่ายกับโลกใบใหม่ที่นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในอาชีพ “เราเปลี่ยนจากแต่ก่อนเยอะ  เปลี่ยนจากช่วงแรกที่เราเครียดกับห้องเรียนมาก คือเด็กก็ไม่มีความสุข เราก็ไม่มีความสุข บรรยากาศห้องเรียนมันก็ไม่ใช่ มันก็ไม่มีความสุข เราก็เลยออกไปหาเครื่องมือและเทคนิคต่างๆ จนมาเจอก่อการครู มันก็เขย่าเรา เริ่มทำให้คิดว่า ถ้าเราเปลี่ยนแล้วห้องเรียนก็จะเปลี่ยนเหมือนกัน” 

กล้าที่จะสอน

สิ่งที่เรากล้าเป็นอย่างแรกเลย คือ เรากล้าทิ้งตัวชี้วัด เรากล้าทิ้งตัวหลักสูตรทั้งหลาย ที่มันเหมือนกรอบที่ไปบังคับให้เด็กต้องเรียนตามนี้”

กล้าที่จะสอนเป็นหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งครูหลายคนใช้เป็นเข็มทิศนำทาง แต่สำหรับ ยอร์ชแล้ว ความกล้าเกิดขึ้นหลังจากการเข้ากระบวนการ “ก่อการครู” และนำไปสู่การทำงานในแบบใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม “คือเราจะดูแค่หัวข้อ แบบว่า ม.2 เรื่องนี้ กูจะสอนมันยังไงดีวะ มานั่งออกแบบ ทำยังไงให้มันสนุกดีวะ ทำยังไงให้มันเอ็นจอยและมันครบทั้ง ฐานคิด ฐานกาย ฐานใจ มันเป็นของที่ได้มาตอนก่อการครูตอนนั้น” 

เราชวนคุณครูคนนี้คุยต่อว่า มันเกิดอะไรขึ้นในห้องเรียน ห้องนั้น ห้องที่สร้างความเปลี่ยนแปลง “เรารู้สึกแบบว่าเรานั่งอยู่คนเดียว เรารู้สึกแบบเชี่ยกูทำอะไรไปวะเนี่ย เชี่ยที่ผ่านมากูทำอะไรวะ คือกูทั้งนั้นเลย เราคิดอยู่แต่อย่างนี้ อันนี้เป็นห้องเรียนพี่ก๋วยเหมือนมาเขย่าสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราเชื่อมาตลอดว่าเราหวังดี ความจริงแล้ววิธีการมันเป็นยังไงมันมาเขย่าเราตรงนั้น”

คำถาม “หา” ความสำเร็จ?

“ถ้าตราบใดเรายังวิ่งเข้าหาความสำเร็จ เราพยายามจะพุ่งเข้าไปหามัน มันคืออะไรวะ แล้วเรากลับพบว่ามันไม่มีความสุข เราก็อยากจะช้าให้เวลากับมันไปก่อน เราเหมือนเป็นแผลแล้วก็เอานิ้วไป กด กด กด มันเวลาเขย่าแต่ละครั้ง เรารู้สึกอย่างนั้นเลย รู้สึก กด กด กด แผล แล้วมันก็เจ็บ แล้ววิธีการของเราเท่าที่เราพอทำได้ก็คือ อย่างเร่งเร้าที่จะกด”​

เมื่อความสำเร็จเป็นเพียงแค่สถานะช่วยคราวที่เปลี่ยนหน้าตาและรูปทรงไปตามเจ้าของที่ให้ค่า ครูคนเดิมออกเดินทางอีกครั้ง สู่ค่ายที่ดึงดูด “เราอ่านแค่ชื่อหลักสูตรผู้นำรุ่นใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลง เราก็รู้สึกว่าเราอยากไปเลย ห้องนี้ทำให้เรารู้สึกว่า เราโอเค เราอยู่ได้ เราไม่อึดอัด คือเราได้แสดงความเป็นตัวเราด้วย ผู้เข้าร่วมค่อนข้าง เอื้อกัน ค่อนข้างให้พื้นที่แก่กัน ใครจะเป็นยังไง คือทุกคนได้มีโอกาสแสดงความเป็นตัวของตัวเอง พร้อมที่จะเรียนรู้ไปด้วยกันจริงๆ”  เราคะยั้นคะยอให้เขาอธิบายสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่ได้กลับไปใช้ “เราได้ความเป็นเครื่องมือวิธีการสื่อสารอย่างสันติ อันนี้คือเราไม่ได้จะเอาไปสื่อสารกับใคร แต่เราได้ในมุมที่ ในบางมุม บางจังหวะ เรากลับมาคิดเพื่อ ตระหนักรู้ เพื่อมาจัดการตนเองได้ หลายๆ ครั้งในเรื่องความสัมพันธ์ หรือในเรื่องการทำงาน ยิ่งเป็นครู มันต้องประชุมกัน และในที่ประชุมมันต้องมีความขัดแย้งกันหลายๆ จังหวะ เรารู้สึกว่า มุมตรงนี้ช่วยเราได้เยอะ ช่วยในเรื่องของการกลับมา ทบทวน คนอื่น ทบทวน ตัวเราเองแล้วกลั่นกรองก่อนจะถ่ายทอดออกไป” แล้วสิ่งที่เป็นนามธรรม ครูได้อะไรกลับไปบ้าง“ค่ายนี้เป็นค่ายที่เราเห็นคุณค่าอื่นชัดขึ้น ซึ่งเราไม่เคยมองเลยว่าเราคุณค่าอื่นอะไร แต่ค่ายนี้มันทำให้เราเห็น และมันค่อนข้างมั่นใจว่า มันทำให้เราสบายขึ้น เรารู้สึกว่าเราพบสิ่งใหม่ เราพบของใหม่ จากสิ่งที่ได้จากค่ายนี้ มันช่วยเรามากเลย มันรู้สึกว่า เราสามารถเดินต่อได้ง่ายขึ้น มากๆ เลย”

ธงในใจ

“ความจริงเราแอบมีธงในใจนะ สิ่งที่เรายึดถืออยู่อย่างหนึ่ง คือ ‘คนอย่างเราแม่งต้องมี’ คือ คนเผด็จการอย่างเรา คนอย่างเรามันต้องมีการสลัดบางอย่างออกแล้วกล้าที่จะเรียนรู้ ออกไปหา ความเป็นประชาธิปไตย เราคิดว่าคนที่จะกล้ามาสร้างห้องเรียนที่มันยิ่งใหญ่ มันต้องมี ในโรงเรียน  คนที่ออกมาท้าทายกับระบบเดิมๆ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เรารู้สึกว่า เราอยากสู้เพื่อสิ่งนี้” ในสภาวะที่หลายคนยอมจำนนกับการเป็น ครู และเชื่อว่าการอยู่อย่างตามคำสั่ง คือการทำหน้าที่ ที่ดี ที่สุด ความภูมิใจคือ การเห็นศิษย์ จบไป จาก รุ่น สู่ รุ่น แค่นั้นก็น่าพึงใจ แล้วทำไม ต้องออกมาเปลี่ยนแปลง ในสิ่งที่เปลี่ยนยาก

“เราไม่เชื่อว่ามันไม่เปลี่ยน คือ เราค้นพบแล้วถ้าเราอยู่แบบนี้ คือเราอึดอัดเราเครียด เรามีความทุกข์ นักเรียนก็มีความทุกข์ แล้วความทุกข์นี้มันเป็นความทุกข์ที่เราส่งต่อได้ด้วย ยามที่เราเครียดเราก็ไปพ่นใส่นักเรียน ทำให้คนอีก 20 คน 30 คน เครียดไปด้วย บรรยากาศโรงเรียนมันก็เป็นแบบนั้น มันก็กระทบเรื่องความสัมพันธ์ ถ้าเราอยู่แบบนี้ เรารู้สึกว่าเราอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว มันไม่มีความสุข  เราเชื่อว่ามันต้องเปลี่ยน แล้วมันต้องเปลี่ยนได้ด้วย

เมื่อคำว่าครู ติดตัวคนๆนั้น ทั้งนอกห้องและในห้อง นี่อาจเป็นนัยยะของชีวิต ที่บอกกล่าวผ่านกายภาพ หากอยากเป็นครูแต่เพียงในห้องก็อาจติดอยู่ในกรอบ แต่หากอยากเป็นครูทั้งชีวิต มันต้องทลายกรอบนั้นออกมาให้ได้