พญ.ศิรินาถ ตงศิริ

                                                                                 พญ.ศิรินาถ ตงศิริ

คุณคือใคร

เป็นหมอที่ไม่ได้ดูแลคนไข้เฉพาะในโรงพยาบาล แต่ออกไปดูถึงที่บ้านของเขา ถึงชุมชนที่เขาอยู่ เพราะเราเชื่อว่า การดูแลคนไม่ได้ดูแลเฉพาะ “ไข้” แต่ต้องลงไปดูปัจจัยที่ทำให้เขา “ไข้” ด้วย ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สภาพแวดล้อมในบ้าน ลักษณะชุมชน การทำมาหากิน สภาวะเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรมและความเชื่อ

เส้นทางการทำงานจนเติบโตของท่านเป็นอย่างไร

ตอนเด็กๆคิดว่าค่อนข้างจะเป็นเด็กเรียน เป็นพี่คนโต มีน้องๆอีก 3   คน ที่บ้านเป็นร้านขายหนังสือในอำเภอ เติบโตมากับการไปเรียนหนังสือ ช่วยพ่อแม่เฝ้าร้าน และอ่านหนังสือในร้านไปด้วย จากนั้นเข้าเรียนแพทย์ ชีวิตก็ต้องเป็นเด็กเรียนอีก เพราะกลัวสอบตก

พอจบแพทย์แล้วไปเรียนต่อแพทย์เฉพาะทางเป็นแพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู เพราะตอนม.5 เล่นกีฬาวอลเลย์บอลแล้วข้อเท้าแพลง เอ็นฉีก จนต้องใช้ไม้ค้ำยันเดินอยู่ 6 สัปดาห์ (จำได้ว่า ตอนนั้นสนุกมาก ท้าเพื่อนวิ่งแข่งกัน โดยเราใช้ไม้เท้าช่วยวิ่ง!!!) เลยคิดว่า ถ้าได้เรียนสาขานี้คงจะได้อยู่กับอุปกรณ์เหล่านี้เยอะๆ และจะช่วยให้เขากลับไปใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้

หลังจากจบแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู มาทำงานที่ศูนย์สิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ (ชื่อเดิม ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นชื่อ สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ) สังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้เริ่มสัมผัสกับงานฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยชุมชน (Community-based Rehabilitation : CBR) จากการติดตามพี่ๆที่ทำงานด้านนี้ลงพื้นที่จ.ชุมพร และจ.พะเยา และได้รู้จักกับพี่น้องที่ทำงานด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

มีโอกาสไปเรียนต่อต่างประเทศและไปด้วยการหาความรู้เพื่อมาตอบคำถามว่า “ทำไมงบฟื้นฟูสมรรถภาพจึงได้น้อยนัก” เมื่อเรียนจบกลับมาก็ได้ใช้ทักษะการแสวงหาความรู้มาทำงาน CBR และได้เรียนรู้มากขึ้นเรื่อยๆ ถึงตอนนี้จะตั้งคำถามใหม่ว่า “จะต้องทำอะไรบ้างที่จะช่วยให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ไม่ต่างกับคนที่ไม่พิการในสังคม” จากคำถามนี้ทำให้ได้เปิดมุมมองเรียนรู้การทำงานของหน่วยงานอื่นๆที่นอกเหนือจากโรงพยาบาล และได้ไปเรียนรู้ความคิดของคนพิการ ญาติ และครอบครัวด้วย ทำให้เป็นแรงบันดาลใจในการทำงานคนพิการในตอนนี้

งานแห่งชีวิตคืออะไร

การทำให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยใช้หลักการการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการในชุมชน (CBR) โดยมีแนวคิดและฐานข้อมูลสมรรถนะของคนเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวางแผนการดูแลคนพิการอย่างเป็นระบบ  ใช้แนวคิดและฐานข้อมูลเป็นภาษากลางในการสื่อสารกับภาคส่วนต่างๆที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลคุณภาพชีวิตของคนพิการ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และองค์กรคนพิการ

และมีความเชื่อว่า การทำงาน CBR จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งในการพัฒนาชุมชนโดยรวม (Inclusive development) ซึ่งจะเป็นการพัฒนาโดยไม่หลงลืมใคร เป็นการรวมคนทุกกลุ่มที่เป็นคน “ชายขอบ” เข้ามาด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนไร้รัฐ คนไทยพลัดถิ่น ชาวเล และชาติพันธุ์อื่นๆด้วย

บทเรียนการทำงานสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกับบุคคลอื่น?

มักจะเกิดความภาคภูมิใจทุกครั้งที่ได้เห็นงานที่เราทำ ทำให้ชีวิตของผู้คนดีขึ้น แม้จะไม่มากแต่ก็มีความหมาย เช่น งานพัฒนาฐานข้อมูลคนพิการที่เราทำวิจัย และนำเสนอว่าฐานข้อมูลคนพิการจะไปช่วยในการวางแผนการทำงานคนพิการได้อย่างไรบ้าง แล้วมีบางพื้นที่สามารถนำไปใช้ในการวางแผนดูแลคนพิการได้จริง และได้ติดตามชีวิตของคนพิการไป ก็พบว่า ชีวิตของเขาดีขึ้นจริงๆแม้ว่าจะไม่มากก็ตาม  และเมื่อเราเสร็จสิ้นการทำวิจัยแล้ว แต่พื้นที่ยังนำเอาแนวคิดนี้ไปพัฒนาต่อยอดต่อไป โดยใช้ศักยภาพของเขาเอง และใช้งบประมาณในท้องถิ่น

ทำให้ได้เรียนรู้ว่า จริงๆแล้วคนในท้องถิ่นไม่ได้ “ใจร้าย” หรือ “ทอดทิ้ง” คนพิการ เพียงแต่เขาได้ทำในสิ่งที่เขาคิดว่าดีที่สุดให้กับคนพิการแล้ว เราเพียงแต่เสนอมุมมองใหม่ๆ หรือ ข้อมูลการทำงานกับคนพิการเพิ่มเติมเข้าไป เปิดมุมมองใหม่ๆให้กับคนทำงานในชุมชน และจัดกิจกรรมแนะนำให้เขารู้จักกับคนที่ทำงานกับคนพิการเหมือนกันแต่มาจากหน่วยงานอื่นให้เขาได้รู้จัก เพื่อทำให้เกิดชุมชนผู้ปฏิบัติงาน (community of practice) เพื่อให้เกิดการทำงานแบบเครือข่าย แบ่งเบาภาระ แบ่งเบาความทุกข์ ร่วมรับรู้ความสุข ก็จะทำให้คนทำงานในท้องถิ่นสามารถทำงานนี้ได้ดีขึ้น ยิ่งเจ้าหน้าที่ทำงานได้ดีขึ้นเท่าไร คนพิการก็จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย

คนสร้างแรงบันดาลใจทุกวันนี้คือใคร

ทุกครั้งที่มีการประกาศรางวัลโนเบล มักจะชื่นชมผู้ที่ได้รับรางวัล เพราะเป็นงานที่ท่านเหล่านั้นทุ่มเทการทำงานมาทั้งชีวิต ไม่มีใครรู้หรอกว่า เมื่อเวลาที่ท่านเหล่านั้นเริ่มต้นทำงาน ท่านจะได้รับรางวัลอะไรหรือเปล่า (อย่าว่าแต่รางวัลโนเบลเลย เพื่อนที่อยู่ห้องทำงานข้างๆกันอาจจะยังไม่เข้าใจงานที่ท่านเหล่านั้นทำอยู่ก็ได้) แต่น่าสนใจว่า อะไรที่ทำให้ท่านยังรัก และยังยึดมั่นในการทำงานนั้นอยู่ ซึ่งไม่มีใครรู้ (แม้แต่ตัวท่านเอง) ว่าจะจะล้มเหลว หรือจะประสบความสำเร็จ  คือ รักแล้วที่จะทำสิ่งนั้น ก็ทำไป มีความสุขไป ตื่นตอนเช้าก็มีแรงที่จะลุกออกมาทำในสิ่งนั้น และทำซ้ำอยู่เรื่อยๆ มีความสุขที่ได้ทำ แม้ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ก็ยังจะทำอยู่เพราะอุทิศให้กับชีวิตให้กับมันไปแล้ว  แม้ว่าจะยังทำไม่สำเร็จในช่วงชีวิตของท่าน  อาจจะต้องรอผู้คนมาสานต่ออีกสามหรือสี่รุ่นจึงจะเห็นความสำเร็จ แต่ท่านก็ยังมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำมันต่อไป ถ้าได้ทำงานด้วยความรู้สึกแบบนั้น ชีวิตคงจะมีความสุขมาก เรื่องราวของท่านทั้งหลายที่มีกำลังลุกขึ้นมาเพื่อทำงานที่ท่านรักเหล่านี้ คือเรื่องราวของคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเรา

ประเด็นอื่น ๆ ที่สนใจร่วมด้วย

  • การดูแลผู้สูงอายุในระยะยาว (long-term care)
  • การวิจัยเพื่อนำนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ (implementation research)
  • การส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนชายขอบกลุ่มอื่นๆ เช่น ชาวเล
  • การใช้จิตตปัญญาศึกษามาสอนนิสิตแพทย์ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เพื่อดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ (Humanized Health Care)