THE COMPLETE IDIOT’S GUIDE TO The Vietnam War

THE COMPLETE   IDIOT’S   GUIDE TO   The Vietnam War

เล่าเรื่องโดย   เกรซ อัญญาอร พานิชพึ่งรัถ

Chapter 27: Hollywood Goes to Vietnam   …. บทที่ 27  เมื่อฮอลลีวู้ด ไปเวียดนาม

คู่มือฉบับนี้อาจกล่าวได้ว่าเป็นคู่มือที่ผู้อ่านจะทำความเข้าใจกับเรื่องสงครามเวียดนามได้ไม่ยาก หมายถึงคนโง่ก็สามารถเรียนรู้และเข้าใจได้ง่าย โดยผู้เขียนคือ ดร.ทิมโมธี พี มาก้า (Timothy P.Maga, Ph.D.) ได้ตั้งคำถามไว้ 4 ข้อ คือ 1) เวียดนามเป็นสิ่งที่น่าเกลียดเกินไปสำหรับการสร้างเป็นภาพยนตร์ไหม  2) มีใครอยากดูภาพยนตร์เวียดนามที่น่าสลดหดหู่ใจบ้าง 3) ภาพยนตร์สงครามเวียดนามจะขายความเพ้อฝัน หรือ 4) สงครามเวียดนามอาจขายความจริงก็ได้

“สงครามเวียดนามเป็นประเด็นที่อ่อนไหวมันได้สร้างความเจ็บปวด ความแตกแยกและความขัดข้องใจให้ผู้คน สงครามที่สกปรกและกันกร่อนความรู้สึกของคนไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีและไม่มีใครต้องการจะเป็นทุกข์กับมันอีกต่อไป”  นี่คือข้อสรุปของฮอลลี่วู้ดมาหลายปีที่จะไม่สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม และเป็นเสียงสะท้อนจากมหาวิทยาลัยในอเมริกาด้วยเช่นกัน

เกือบ 10 ปี หลังจากสงครามเวียดนามสงบลงพร้อมๆกับการล่มสลายของไซง่อน  สถาบันการเรียนการสอนระดับสูงจำนวนมากในอเมริกาปฏิเสธที่จะมีหลักสูตรการเรียนเรื่องนี้ ด้วยเหตุผลว่าจะกลายเป็นชนวนทำให้การต่อสู้ระหว่างเหยี่ยว (พวกสนับสนุนสงคราม) และนกพิราบ (พวกรณรงค์ยุติสงคราม) คืนชีพกลับมาต่อสู้กันอีก อย่างไรก็ตามต่อมาก็มีผู้คนจำนวนมากเริ่มสนใจว่า ทำไมต้องมีสงครามเวียดนาม และเริ่มมีการเรียนการสอนแบบไม่ตายตัวเพราะมันเกี่ยวข้องกับอารมณ์และความรู้สึก ดังนั้น ใครสนใจเรียนก็ได้ไม่เป็นเรื่องบังคับซึ่งพบว่ามีการเรียนการสอนในระดับ ปวส. แต่ก็ยังมีหลายเสียงที่บอกว่า “ดูภาพยนตร์ก็ได้จะเรียนไปทำไม”

เกี่ยวกับฮอลลีวู้ด มีหลายเรื่องที่ควรรู้จักในแง่มุมต่างๆ เริ่มต้นที่ผู้สร้างภาพยนตร์  จอนห์ เวนย์ (John Wayne) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับประธานาธิบดี โรนัล เรแกนด์ (Ronald Reagan) เป็นผู้บุกเบิกคนสำคัญที่ได้สร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม (Green Berets) และเป็นภาพยนตร์ที่มีแนวทางสนับสนุนความรุนแรง ซึ่งเชื่อกันว่าภาพยนตร์จะมีการแฝงและแทรกอคติ จุดยืนของคนทำเอาไว้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถ่ายทำที่อเมริกาตอนใต้ในปี คศ.1968 แต่เมื่อภาพยนตร์สร้างเสร็จกับไม่สามารถออกฉายได้ เพราะมีนักรณรงค์จากกลุ่มต่อต้านสงครามไม่ต้องการให้มีการเผยแพร่เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความแตกแยก

ต่อสาธารณะมากเกินไป  เรื่องที่ควรรู้เรื่องที่ 2 คือ ภาพยนตร์เรื่อง The Deer Hunter เป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมหาศาลหรือเรียกว่าสูงที่สุดของภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้องกับสงครามเวียดนาม เป็นภาพยนตร์ที่เล่นกับอารมณ์ของคนและนำเสนอเรื่องราวในมุมที่ทหารอเมริกันเป็นฝ่ายถูกกระทำจากทหารเวียดกง โดยบังคับให้ทหารอเมริกันเล่นเกมสยองขวัญ ซึ่งทำให้พวกเหยี่ยวชราหรือพวกส่งเสริมสงครามและคิดว่าอเมริกายิ่งใหญ่โกรธแค้น ไม่พอใจกับเนื้อหาของภาพยนตร์เป็นเหตุให้เกิดการโจมตีอย่างหนักในคืนวันเปิดตัว ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล The Academy Awards ในด้านความกล้าหาญที่กล้านำเสนอเรื่องราวที่ทำให้เกิดการเปรียบเปรยว่า อเมริกาเสียความบริสุทธิ์ (America lost its innocence in Vietnam)

เรื่องที่ควรรู้เรื่องที่ 3 คือ นักแสดง ชัค นอริส (Chuck Norris) ที่สวมบทบาทให้ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม 2 เรื่องก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ชาวอเมริกันมีแนวคิดว่าควรเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับสงครามเวียดนามใหม่ในมุมมองที่ไม่ใช่แนวเดิมเหมือนเหยี่ยวชราหรือพวกนิยมความรุนแรงหรือนิยมสงครามนั่นเอง เรื่องที่ควรรู้เรื่องที่ 4 คือ ภาพยนตร์ที่สร้างความฮือฮาและทำให้ ซิลเวสเตอร์ สตาร์โลน ( Sylvester Stallone) กลายเป็นนักแสดงที่โด่งดังและคนรู้จักเขาด้วยความเป็นฮีโร่ บุกเดี่ยว ตลุยช่วยเหลือคนอื่นๆ ด้วยภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง กล้ามใหญ่ กระโดดเตะทั้งทีมีอาวุธคู่กายคือปืนคู่ขนาดใหญ่สะพายอยู่กับตัว       ในภาพยนตร์เรื่อง Rambo ซึ่งมีการสร้างอยู่ถึง 4 ภาคด้วยกัน ถึงแม้จะมีการสร้างให้เห็นภาพว่าทหารผ่านศึกของอเมริกาโดนรัฐบาลตัวเองทอดทิ้งก็ตาม แต่กระแสจากภาพยนตร์เรื่องนี้ทำให้ทหารผ่านศึก (Veterans) บางคน จะรู้สึกว่าพวกตนเป็นฮีโร่ จนมีคำถามตามมาว่า “อเมริกาพร้อมแล้วหรือยังที่จะเข้าใจภาพความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในป่าเวียดนาม”

ฮอลลี่วู้ดมีอีกหนึ่งเหตุผลที่สร้างความลังเลใจต่อการสร้างภาพยนตร์สงครามเวียดนามซึ่งแตกต่างไปจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเกาหลี ดูเหมือนกลายเป็นหัวข้อต้องห้ามเลยก็ว่าได้ นั่นคือ ชาวอเมริกันแตกแยกด้วยความขัดแย้งที่ข่าวภาคค่ำนำเสนอวันแล้ววันเล่าผ่านหน้าจอทีวีในห้องนั่งเล่นของพวกเขาจึงมีคำถามตามมาว่า พวกเขาจะดูภาพยนตร์สงครามเวียดนามอีกหรือ ในเมื่อพวกเขาได้รับชมมันอยู่แล้วในทุกค่ำคืน

เกี่ยวกับสงครามเวียดนามดูเหมือนว่ารายการโทรทัศน์จะมีบทบาทมาก มีผู้กล้านำเสนอข่าวเสียดสีและวิจารณ์ทำเนียบขาวอย่างเปิดเผย รายการมีชื่อว่า The Smothers Brothers Comedy Hour แม้ว่ารายการจะได้รับความนิยมแต่ก็ถูกยกเลิกไปในปี คศ.1969 ด้วยเหตุผลคือ มีการโต้แย้งกันมากเกินไป ซึ่งห่างจากภาพยนตร์เรื่อง Green Berets ที่โดนประท้วงโดยกลุ่มรณรงค์ยุติสงครามเพียง 1 ปี เท่านั้น ทั้ง 2 เหตุการณ์ทำให้เห็นว่ากลุ่มคนในสังคมจะมีทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยต่อเหตุการณ์ต่างๆ เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีพลังมากกว่ากันในการขับเคลื่อนเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่กลุ่มหรือฝ่ายของตนเองต้องการ

การสร้างภาพยนตร์ของฮอลลีวู้ดในระยะต่อมามีมุมมองของนำเสนอเรื่องสงครามเวียดนามเปลี่ยนไปเนื่องจากผู้สร้างรุ่นใหม่ๆ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่รณรงค์และไม่ต้องการสงครามจึงนำเสนอให้มุมที่ทหารเป็นเหยื่อของสงคราม การใช้ชีวิตของทหารผ่านศึกหลังผ่านสงคราม  การประณามสงครามเป็นสิ่งลวงเปล่าไร้สาระ ผ่านภาพยนตร์เรื่อง Coming Home (1978) นำแสดงโดยทอม ครุยส์ (Tom Cruise) ในบทของ รอน โควิก (Ron Kovic) ทหารผ่านศึกเวียดนาม จากการนำแสดงในเรื่องนี้เอง ทอม ครุยส์ และ ชัค นอริส  ได้ตั้งคำถามใหญ่ว่า “ทำไมสงครามต้องเกิดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” หรือประมาณว่า”ทำไมทหารอเมริกันอย่างพวกเขาถึงต้องมาอยู่ในสงครามที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ด้วย” ตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามก็ยังคงมีต่อไป ยุคของการสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนามขึ้นสูงสุดถึงปี คศ.1990

เมื่อได้ศึกษาบทที่ 27 ในคู่มือสำหรับคนโง่สมบูรณ์แบบเกี่ยวกับสงครามเวียดนาม: เมื่อฮอลลีวู้ด ไปเวียดนามแล้วนั้น มีทั้งคำถามและคำตอบเกิดขึ้น เช่น

1) สงครามเวียดนามเป็นประเด็นที่อ่อนไหว คำถามคือ อ่อนไหวสำหรับใคร อเมริกา เวียดนาม หรือ ทุกคนที่ได้รับรู้และความอ่อนไหวนั้นเหมือนหรือแตกต่างกัน

2) ทำไมอเมริกาจึงต้องเข้าไปยุ่งวุ่นวายกับประเทศอื่นๆ ราวกับว่าตนเองเป็นผู้วิเศษเที่ยวไปเดินอยู่ในประเทศคนอื่นแล้วทำตัวเป็นผู้พิทักษ์ ถึงเวลาที่ตัวเองโดนทำร้ายก็ตอบโต้อย่างรุนแรงแล้วบอกว่าปกป้องตนเอง ดังในภาพยนตร์เรื่อง Veterans ประโยคที่ทหารอเมริกันผู้น้อยถามกับผู้บังคับบัญชาหลังจากเหตุการณ์ที่ผู้บังคับบัญชายิงกราดใส่กลุ่มผู้โจมตีที่เป็นเด็กและผู้หญิงชาวเวียดนามว่า “ทำไมต้องฆ่าพวกเขาด้วย พวกเขาเป็นเพียงเด็กและผู้หญิง” ผู้บังคับบัญชาตอบว่า “ผมคร่าชีวิตก็เพื่อรักษาชีวิต” โดยลืมไปว่าพวกเขากำลังไปรุกรานประเทศของเด็กและผู้หญิงเหล่านั้นอยู่ พวกเขาได้ฆ่าพ่อ สามี พี่ชาย น้องชายและลูกชายของชาวเวียดนามไปมากเท่าไหร่แล้ว

3) อเมริกาพร้อมที่จะยอมรับความจริงหรือไม่ว่าตนเองเสียทีทหารเวียดกงที่ขุดหลุมซุ่มโจมตีด้วยกลยุทธ์ที่แสนจะธรรมดาแต่ทหารอเมริกาคิดไม่ถึง จึงล่าถอย

4) ตั้งข้อสังเกตกับคำตอบที่ยังมีไม่ชัดเจนเรื่องเหตุใดสงครามจึงต้องเกิดขึ้นที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ตราบใดที่ไม่มีคำตอบชัดเจนไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสงครามเวียดนามหรือเรื่องใดๆ ก็ยอมมีการถ่ายทอดต่อ ผลิตซ้ำ  โดยตั้งสมมุติฐานในหลากหลายรูปแบบ เพราะหากมีคำตอบชัดเจนแล้ว จินตนาการก็จบ ไม่มีพื้นทีสำหรับจิตนาการต่อ

5) ภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามเวียดนาม ถูกสร้างขึ้นมาในรูปแบบเดิมๆ ไม่ได้ถูกตีความใหม่ ซึ่งไม่มีใครกล้าลุกขึ้นมาท้าทายปรับเปลี่ยนมุมมองแบบหลุดโลกหรือในแบบที่แตกต่าง อาจเพราะสงครามเวียดนามเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง หากนำมาทำแบบตีความใหม่จะถูกมองว่าไม่เหมาะสม หากมองภาพยนตร์เรื่อง       พี่มากพระโขนง หรือ สไปเดอร์แมน จะเห็นว่าทั้ง 2 เรื่องถูกนำมาสร้างและตีความใหม่ โดยเรื่องพี่มากพระโขนง ผู้สร้างทำให้เรื่องราวเป็นว่าพี่มากรู้ว่าแม่นาคตายตั้งนานแล้ว แต่ด้วยความรักพี่มากจึงทำเป็นไม่รู้เรื่องและอยู่กับแม่นาคต่อจนตอนจบก็สรุปตรงที่เพื่อนๆ พี่มากทุกคนก็ยอมรับว่าแม่นาคตายแล้วแต่ก็ยังอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข ซึ่งแตกต่างที่แม่นาคพระโขนงที่เคยสร้างมาในหลายๆ เวอร์ชั่น  หรือ สไปเดอร์แมน (The Amazing Spider-Man2) ล่าสุดที่นำเสนอให้เห็นว่า นางเอกก็รู้ว่าพระเอกเป็นสไปเดอร์แมนและนางเอกตายตอนจบ ซึ่งต่างจากภาคก่อนๆ ที่นางเอกกว่าจะรู้ว่าพระเอกเป็นสไปเดอร์แมนก็ใกล้จบแล้วและนางเอกไม่ตาย เป็นต้น

6) การสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับสงครามหากถูกสร้างโดยสหรัฐอเมริกาเนื้อหาก็จะสะท้อนว่าสหรัฐอเมริกาเป็นคนดี เป็นคนรักความยุติธรรม ช่วยเหลือประเทศอื่นๆ ที่ด้อยกว่า ผ่านนักแสดงชั้นนำ ขวัญใจคนทั้งโลก เพื่อสร้างแนวร่วมและความเชื่อเรียกง่ายๆ คือสร้างภาพยนตร์เพื่อเข้าข้างตัวเองหรือเอาใจรัฐบาล

ในทางกลับกันภาพและเรื่องราวที่ถ่ายทอดผ่านคนเวียดนามก็สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามเป็นผู้ถูกระทำ อเมริกาเป็นผู้รุกราน

มาถึงคนที่ต้องรับข้อมูลผ่านทั้งสื่อมวลชน สื่อบุคคล รับข้อมูลทั้ง 2 ทางคงต้องใช้ความคิด วิเคราะห์ รับทราบข้อมูลจากหลายแหล่ง และขึ้นอยู่กับว่าคุณต้องทำอะไรกับข้อมูลหรือเรื่องราวที่คุณรับทราบนั้นหรือไม่อย่างไร สื่อมีอิทธิพลต่อการสร้างและขึ้นรูปของสังคมเปรียบเหมือนตะไบต้องการให้ผู้รับสารคิดหรือรู้สึกอย่างไรก็ขัดเกลาให้เป็นไปในทิศทางที่คุณอยากให้เป็นได้ตามต้องการ