หนังสือ “วิสาหกิจเพื่อสังคม”

แต่ก่อน การดำเนินกิจการด้านสาธารณประโยชน์ มักดำเนินการโดยองค์กรการกุศล ขณะที่การดำเนินการธุรกิจก็มักมุ่งผลกำไรโดยไม่สนใจหรือให้ความสนใจกับผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานทั้งสองลักษณะดูจะทำไปโดยต่างมีเป้าหมายและวิธีการที่แยกจากกัน เสมือน “มุ่งเดินกันคน  ละทาง สร้างดาวกันคนละดวง”

ต่อมาทั้งสองฝ่าย ต่างเดินเข้าหาจุดร่วม โดยองค์กรการกุศลสาธารณประโยชน์ ก็พบว่าไม่สามารถพึ่งแต่เงินทุนบริจาค ทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ จำเป็นต้องทำธุรกิจเพื่อนำรายได้มาใช้เป็นทุนดำเนินการเพื่อการกุศล ฝ่ายธุรกิจก็ถูกเรียกร้องให้ต้องให้ความสำคัญกับสังคม ตั้งแต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility หรือ CSR) จนถึงต้องมี “บรรษัทภิบาล” (Corporate Good Governance) ในที่สุดก็เกิดการพัฒนาองค์กรรูปแบบใหม่ คือ วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ขึ้น เป็นการผสมผสานการทำงานการกุศลเพื่อสังคมกับการทำธุรกิจเข้าด้วยกัน

รูปแบบกิจการใหม่คือ วิสาหกิจเพื่อสังคม นอกจากทำให้เกิดการผสมผสานทั้งเป้าหมาย และวิธีดำเนินงานด้านการกุศล และธุรกิจเข้าด้วยกัน สามารถตอบสนองด้านจิตวิญญาณของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการทำมาหาเลี้ยงชีพโดยมิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำไรสูงสุดเท่านั้น แต่ต้องเป็นกิจการที่ตอบสนองคุณค่าด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย จึงทำให้กิจการในรูปแบบนี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมตะวันตก โดยประเทศที่ดูจะโดดเด่นที่สุด คือ สหราชอาณาจักร จนรัฐบาลสมัยนายกรัฐมนตรีโทนี แบลร์ ตั้งองค์กรขึ้นทำหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนโดยมีผู้บริหารระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการ (Minister) เป็นผู้รับผิดชอบในฝ่ายรัฐบาล  และรัฐบาลต่อมา ซึ่งเป็นพรรคการเมืองคู่แข่งสำคัญคือพรรคอนุรักษ์นิยมก็ให้การสนับสนุนหลักการแม้จะมีการปรับรูปแบบการสนับสนุนเพื่อสร้าง “แบรนด์” ใหม่ให้เป็นของพรรค

ประเทศไทย  เริ่มตื่นตัวในเรื่องนี้เมื่อเกือบทศวรรษที่ผ่านมา มีกลุ่มและคณะบุคคลไปศึกษาดูงานเรื่องนี้ในสหราชอาณาจักรจำนวนไม่น้อย และมีความพยายามในระดับรัฐบาลที่จะสนับสนุนงานด้านนี้ แต่พัฒนาการดูค่อนข้างล่าช้า เพราะผู้มีอำนาจในรัฐบาลและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องส่วนมากยังไม่เข้าใจในเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ และมิได้มุ่งดำเนินตามพระปฐมบรมราชโองการของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรง “ครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” อย่างแท้จริง

หนังสือเล่มเล็กๆ เล่มนี้ เป็นความพยายามที่จะเสนอข้อมูลเรื่องนี้ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้ในสังคมไทยมากยิ่งขึ้น หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจตามสมควร

 

                                                นายแพทย์วิชัย  โชควิวัฒน

                                                ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย

                                                ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

                                                ธันวาคม  2559

download อ่านต่อเพิ่มเติมได้ที่