ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ “7 วันกับ ไต้หวัน-ฉือจี้”

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์

7day-01

7 วันสำหรับการเรียนรู้ที่เรียกกันว่า”ศึกษาดูงาน” จะได้ความรู้หรือประโยชน์แค่ไหนขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยไม่ว่าผู้ให้ ผู้รับ ผู้อำนวยความสะดวก ผู้จัดการ

7 วันสำหรับไต้หวันและฉือจี้ ณ.ปลายเดือนกันยายน พุทธศักราช 2557 ด้วยทุกสิ่งที่แวดล้อมตั้งแต่ปากประตูขึ้นเครื่องบิน ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทุกหนแห่งในไต้หวัน มาจนถึงบนเก้าอี้เครื่องบินไชน่าแอร์ไลน์ในขากลับนั้น อบอวล ไปด้วยความรู้ที่น่าตื่นตาตื่นใจ ความรู้สึกของผู้ที่เตรียมกายและ ใจไปเรียนรู้บ่งบอกว่าอย่างนั้น

เช่นนี้แล้วจึงเกิดสภาพ ตื่นเต้นกับการเรียนรู้อย่างไม่รู้เหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่าย ทั้งตนเองและผองเพื่อนร่วม 30 ชีวิต การเรียนรู้วิธีการหรือกระบวนการเรียนรู้ เป็นสิ่งสำคัญ บรมครูทั้งหลายพร่ำสอนมาตลอด

กาลเทศะนี้ ประจักษ์ชัดแจ้งแล้วว่า เป็นเช่นนั้นอย่างมิต้องสงสัย กาลเทศะนี้มีอะไรบ้าง..?

มีมัคคุเทศก์ผู้รอบรู้พรั่งพรูเรื่องราวหลากหลายที่สังเคราะห์แล้วด้วยพิชานและทักษะผนวกกับความเชื่อมั่นศรัทธาใน “ชาติ”ตน และวิถีแห่งธรรมแนวทางที่แจ่มชัดในใจ มีโอกาสและเวลาที่มากพอในการสัมผัสและซึมซับแนวทางแห่งศรัทธาของประชาชาวฉือจี้ ด้วยการลงมือทำและสัมผัสด้วยตนเอง ทำในสิ่งที่หลายคนไม่เคยแม้แต่คิดว่าจะทำ ที่สุดก็ ทำ จนเพลิดเพลินกับกุศโลบายเจริญสติ แทบไม่อยากวางมือ

ใน 30 คนมีกี่คนที่พกพาแก้วน้ำ ชาม ช้อนติดกาย กินเสร็จเอาไปล้างเอง มีใครที่คิดจะเอาตัวเองไปขลุกอยู่กับการแยกแยะขยะ แค่ได้ยินคำว่า ขยะ ก็ร้องอี๋ ห้วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่ได้ “ทำ” นั้นทำให้เห็นแจ้งใน ธรรมวิถีแห่งพุทธที่ฉือจี้น้อมนำมาปฏิบัติอย่างจริงจัง จนพอกพูนศรัทธาผู้คนมากมาย เลื่องลือไปค่อนโลก เลื่องลือถึงขั้นนานาองค์กรจากนานาประเทศต้องส่งคนของตนเองมาศึกษาดูงาน แต่ละผู้แต่ละคน บ้างก็ได้แก่น บ้างก็เก็บกระพี้ บ้างก็จีบนิ้วแตะกระผีกริ้น กลับบ้านตน นี่กระมังจึงทำให้ อาวุโสแห่งฉือจี้ ผู้ใกล้ชิดกับเมืองไทยปรารภเชิงทวงถาม แบบไล่เรียงสถาบันชื่อดังนับสิบที่เสียเงินเสียเวลาส่งคนมา”ศึกษาดูงาน” มากมายนับไม่ถ้วน พอสรุปความได้ว่า “ทำไมไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงหรือการนำสิ่งที่ได้มาศึกษาจากฉือจี้ไปสร้างประโยชน์ให้กับโลกบ้าง”

ใคร..? จะตอบคำถามนี้ และจะตอบว่า อะไร..? คำตอบคงอยู่ในสายลม แต่ สำหรับคำถามที่ว่า “พลังแห่งฉือจี้ที่เติบโตงอกงาม อย่างมั่นคงเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

คำตอบไม่ได้อยู่ในสายลม แต่จะอยู่ถัดจากบรรทัดนี้เป็นต้นไป ……….

รอยยิ้ม ท่าทาง น้ำเสียง แววตาของประชาชาวฉือจี้ เท่าที่สัมผัสได้ ชัดเจนว่าเขาและเธอเหล่านั้น เปี่ยมล้นไปด้วยศรัทธา ในแนวทาง ความรัก ความเมตตาต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ ความเสียสละหลากรูปแบบหลายวิธีแบบไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เหล่านี้ล้วนซึมซับมาจาก บรมครู เจิ้ง เอี๋ยน ผู้ถ่ายทอดวิถีแห่งธรรมแบบเรียบง่ายแต่ทรงประสิทธิภาพยิ่ง

ด้วยน้ำเสียงเนิบช้า รอยยิ้มฉาบหน้า แววตาเปี่ยมเมตตา ทว่าแฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยว ประกอบกับความตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำในสิ่งที่เชื่อมั่นศรัทธาทั้งหลายทั้งปวง สะท้อนผ่านเรื่องเล่าที่ กระชับ ชัดเจน มีเนื้อหาสาระที่ใกล้ตัว เข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึก ด้วยการเลือกเรื่องและประเด็นที่น่าสนใจ เร้าอารมณ์และความรู้สึกของปุถุชน

ผู้เล่าเรื่องไม่ใช่แค่ บรมครูเจิ้งเอี๋ยน หากแต่มาจากแทบจะทุกภาคส่วนของฉือจี้ ทั้งหมอ พยาบาล จิตอาสา แต่ละคนเล่าเรื่องคล่องแคล่ว กระชับ ได้สาระ มีประเด็นน่าติดตาม ชนิดที่ผู้ประกอบวิชาชีพเล่าเรื่องที่ผ่าน 4 ปีกับนิเทศศาสตร์หรือวารสารศาสตร์ต้องหนาว ตบท้ายด้วยแง่มุม ปลุกเร้าสร้างสรรค์ ให้ผู้ชม ผู้ฟัง เชื่อมั่นศรัทธา เดินตามแนวทางฉือจี้ โดยธรรมาจารย์ เจิ้ง เอี๋ยน ง่าย งาม ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตอกย้ำด้วยการทำให้เห็น ลงมือทำทันที แล้วชี้ว่า “คุณค่า”ของสิ่งที่ทำนั้น มหาศาล

ผู้คนที่จรดเท้าเดินตามวิถีฉือจี้ จึงถึงพร้อมด้วยศรัทธา ตระหนักถึงคุณค่าในสิ่งที่ทำจากกุศโลบายในกิจกรรมที่หลากหลายสะท้อนไปมาจากใจสู่กาย จากกายสู่ใจ จากใจสู่โลก

ไม่ต้องสงสัยว่าการถ่ายทอดส่งต่อ“สาร”ซึ่งหมายรวมถึงจิตวิญญานแห่งฉือจี้โดยพวกเขาเหล่านั้นจะหนักแน่นและทรงพลังเพียงใด ไม่ใช่แค่การบอกเล่าจากปากต่อปากเท่านั้น แต่ เป็นการสื่อสารจากปัจเจก ผ่านช่องทางสื่อสารที่ถูกออกแบบและสร้างสรรค์ขึ้นโดยเฉพาะในนาม “ต้าอ้าย” สถานีโทรทัศน์แห่งฉือจี้ที่มุ่งเน้นให้นำเสนอแต่ความจริง ความดี และความงาม… เท่านั้น

ช่องทางสื่อสารนี้คิดเป็นเงินไทยใช้งบประมาณปีละกว่า 2 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางคำสอนแห่งฉือจี้ที่เน้นให้สมถะ มัธยัสถ์ เช่นนี้ จึงไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา ทว่า ต้าอ้าย ก็แค่ช่องทางนำสารแห่งฉือจี้สู่หูตาชาวบ้านเท่านั้น หากไร้ซึ่ง “สาร”ที่ทรงพลังสามารถดึงและตรึงความสนใจผู้ชมแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อันใด

ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ - ผู้เขียน
ก่อเขต จันทเลิศลักษณ์ – ผู้เขียน

เมื่อผู้คนแห่ง ฉือจี้ ซึ่งศรัทธาเชื่อมั่นเป็นพื้นฐานผ่านกระบวนการหล่อหลอมเคี่ยวกรำต่อเนื่องเนิ่นนานในวิถีแห่งเมตตา เสียสละ น้อมกายถ่อมตน เคารพมนุษย์ทุกผู้ ผนวกกับทักษะการถ่ายทอดเล่าเรื่องที่มาจากส่วนลึก กระชับ ได้เนื้อหาใจความ การถ่ายทอดเรื่องราวจึงล้วนมีพลัง เมื่อผ่าน “ต้าอ้าย”สู่หูตาผู้ชมนับล้านจึงมิใช่แค่พลังจากปัจเจกสู่ปัจเจก หากแต่เป็นกระแสพลังที่แผ่ซ่านไปทั่วแทบทุกอณูสังคม

ผู้คนฉือจี้ ที่ได้สัมผัสถือว่าเป็นนักเล่าเรื่อง นักสื่อสารตัวยง แจ่มแจ้งในสารที่จะสื่อออกไป พลังในการสื่อสารมากมาย ไม่ใช่คนทำสื่อแต่มีเรื่องมาเล่า และเล่าเรื่องได้แบบนี้ หาไม่ง่ายเลย

บริบทของฉือจี้นั้น มีกิจกรรมมากมายบวกกับศรัทธาในแนวทาง เมตตาต่อโลกและเพื่อนมนุษย์แบบไม่มีขอบเขตแบ่งแยกเผ่าพันธ์ ชาติ ศาสนา ภาคภูมิใจในสิ่งที่เชื่อและทำ

หลากหลายเรื่องราว มาจาก สิ่งที่ เชื่อ ทำ สัมผัสด้วยตนเอง จึงเท่ากับว่าคนฉือจี้ เล่าเรื่องราวของตัวเอง มาจนถึงบรรทัดนี้ ดูจะไม่ใช่เรื่องยากแล้ว แต่มันไม่ใช่แค่นี้ การเลือกหยิบมุมมองที่โดดเด่นน่าสนใจ ใกล้ตัว มีอารมณ์ ความรู้สึกอิ่มเอมอยู่แทบทุกอณู ที่สำคัญเป็นเรื่องจริงด้วย

พยาบาลที่โรงพยาบาล ฮวา เหลียน ไต้หวันเล่าว่าเธอได้แรงบันดาลใจจากคนไข้ที่เป็นนักท่องเที่ยวมาถูกรถชนสะโพกมีปัญหา กระดูกร้าวหลายที่ เวลาพยาบาลผู้นี้ไปดูแล คนไข้รายนี้ไม่เคยบ่น ไม่เคยโมโห มีอัธยาศัยดีตลอดเวลา คนไข้รายนี้รักษาตัวในโรงพยาบาลเกือบ 2 เดือนกำลังจะออกจากโรงพยาบาล ที่สำคัญคนไข้รายนี้อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ด้วย

แพทย์ที่ ต้าหลิน เล่าเรื่องผู้ป่วยแผลเรื้อรัง แผลไม่ใหญ่มาก แต่ก็เจ็บปวดมาก แต่ทุกเรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องใหญ่ทั้งสิ้น กรณีนี้ทำให้เรียนรู้ว่า อารมณ์ ความรู้สึกของผู้ป่วยเป็นอย่างไร แพทย์ต้องใช้ใจที่สงบของเราไปสัมผัสอย่างนี้ถึงจะไม่พลาด

พยาบาลแผนกเด็กที่ไทเป เล่าว่า การให้อภัยคนอื่นคือการช่วยตนเอง เธอมีลูกน้องคนหนึ่งเปลี่ยนแปลงไปมากเมื่อไปดูแลเด็กเพราะได้เห็นว่ามีผู้คนที่มีความทุกข์กว่าตัวเองมากมาย “การเป็นพยาบาลดีมากเลย ได้ช่วยเหลือคนอื่นได้เห็นความลำบากของเด็กๆ เป็นบทเรียนที่มีค่ามากกว่าเงินที่ได้รับ

ทักษะการหาเรื่องมาเล่า และเล่าเรื่องให้ได้เรื่องแบบนี้คนฉือจี้เรียนรู้จากนักสื่อสารคนไหน ใครสอน? นักสื่อสารบางคนอาจมองว่านีคือ การสื่อสารแบบแหวกออกนอกตำรา แต่หากเล็งหลายๆมุมพินิจพิเคราะห์หลายด้าน จะเห็นว่านี่ไม่ได้นอกตำราอะไร แค่ ฉือจี้มีกระบวนการที่ทำให้ สารที่จะเล่าหรือสื่อต่อสาธารณะซึมลึกในทุกอณูของผู้สื่อสาร

จากที่ได้สัมผัสวัตรปฏิบัติของชาวฉือจี้นั้นละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง สร้างเสริมการเจริญสติอย่างยิ่ง

การชงชา ที่มองลึกถึงชีวิตจิตใจของใบชา ที่ทนตากแดด ตากฝน ลู่ลม ทนร้อนจากการถูกคั่วเตาไฟ ทนถูกน้ำร้อนลวก กว่าจะเปล่งรสชาติ ผลิกลิ่นสู่ผัสสะมนุษย์ การทำงานที่ต้องจดจ่อกับปัจจุบันขณะ มีสติ ท่ามกลางรีบเร่งเคลื่อนไหว พิธีกรรมที่ตอกย้ำ ความรัก ความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ แบบต้องค้อมกายแม้อยู่ในสถานะผู้ช่วยเหลือ

วิถีชีวิตที่เคร่งครัด ไม่เบียดเบียนเลือดเนื้อใดๆมาเป็นอาหาร สละเวลา แรงกาย ลงมือทำกิจ ที่ล้วนเอื้อต่อโลกและเพื่อนมนุษย์ แน่นอนว่า “ด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา” ในวิถี เมื่อจิตสงบนิ่งจึงละเอียดอ่อนและทะลุปรุโปร่งดื่มด่ำอิ่มเอมกับวิถีปฏิบัติ แจ่มชัดในใจตน ตกผลึกในเรื่องราว เหล่านี้จึงถ่ายทอดออกมาอย่างมีพลังยิ่งเข้าถึงอารมณ์ ความรู้สึกปุถุชน แม้ในช่องทางปากต่อปาก หากแต่ฉือจี้มีช่องทางสื่อสารมหาศาลกว่านี้อีกเยอะ

สถานีโทรทัศน์ต้าอ้าย ขุมพลังสื่อสารที่ต้องนำเสนอเฉพาะเรื่องที่ดีๆตามนโยบายหลัก ความดี ความจริง ความงาม นั่นไง ตกผลึก แจ่มชัด ในความคิด เรื่องราวจึงเป็นที่มาของ ประโยค หรือถ้อยคำ ที่กินใจ ประทับใจ จำได้ ไปเล่าต่อ

“พระโพธิสัตย์ผู้สละเรือนร่าง”

“ขณะเรียนอยู่ อาจารย์ไม่เคยดุ ด่า โกรธ ไม่เคยบ่นเจ็บแม้จะโดนมีดกรีดไปทั่ว” บางส่วนของการพูดถึง อาจารย์ใหญ่ผู้สละเรือนร่างหลังความตายให้นักศึกษาแพทย์เรียนรู้ ฝึกปรือ

“ต้องขอบคุณทุกอย่างขอบคุณดอกไม้ที่ตากแดดตากฝน มาให้เราชื่นชมในแจกัน ดอกไม้คือครูของการจัดดอกไม้ที่แท้จริง ไม่ใช่อาจารย์”

“ขอบคุณใบชา แล้วชาถ้วยนั้นจะมีรสหวานจากใจไม่ใช่จากน้ำตาล”

บางส่วนของการพูดถึง การจัดดอกไม้ การชงชา ปุถุชนทีไม่ด้านชาในความรู้สึกย่อมสัมผัสได้ว่านั่นคือเรื่องเล่าที่ เข้าถึง กระแทกใจ ในบางกาลเทศะถึงขั้นเรียกน้ำตา 7 วันกับฉือจี้ จึงเกิดสภาวะผุดบังเกิด…..ว่า พลังจากจุดเล็กๆที่เริ่มต้นด้วยความมุ่งมั่นแน่วแน่ ชัดเจน เห็นพ้อง ง่ายๆไม่สลับซับซ้อนจึงมีที่ว่างในสมองคิดค้นกระบวนการปฏิบัติและขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ ลงมือทำทันทีด้วยศรัทธาและเชื่อมั่น จนเกิดเป็นวิถีและ สารตั้งต้นแห่งการสื่อสารที่มีพลังด้วยช่องทางและเครื่องมือที่ถูกสร้างและออกแบบจำเพาะ ทั้งหมดเป็นที่มาของฉือจี้ เท่าที่เห็นทุกวันนี้ และจะก้าวย่างต่อไปอย่างหนักแน่นยากที่จะมีสิ่งใดมาสั่นคลอน

จากจุดเล็กๆที่ไม่มีสถานะใด ถูกมองข้ามกลับกลายเป็นที่รู้จักและยอมรับทั่วโลก มาจนถึงบรรทัดนี้ มีแต่เรื่องราวแห่ง”ฉือจี้”มิได้กล่าวถึง ไต้หวัน หากแต่ขณะนี้หลากประเทศหลายองค์กรรับรู้เรื่องราวของฉือจี้ควบคู่กับไต้หวัน ในมิติต่างๆ แม้ฉือจี้ จะย้ำว่าไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับรัฐบาลไต้หวัน ไม่มีเรื่องการเมือง ศาสนาใดๆมาเกี่ยวข้องกับการทำงานช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ การไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในที่ต่าง ๆ ฉือจี้ไม่ได้พูดถึง ไต้หวัน พูดแค่ ธรรมาจารย์ เจิ้งเอี๋ยน เป็นห่วงท่านมาก แต่ผู้คนทั่วไปรับรู้แล้วว่า ฉือจี้มาจากไต้หวัน มีจุดกำเนิดและดูแลโดยภิกษุณีชาวไต้หวัน ฉือจี้กับไต้หวันยากที่จะแยกออกจากกันในมิติการรับรู้ของโลก ไต้หวันซึ่งนานาประเทศไม่กล้ายอมรับสถานะความเป็นประเทศซึ่งส่งผลกระทบมากมาย

เช่นนี้แล้วจะเป็นไรไปหากจะกล่าว….ฉือจี้คือช่องทางที่เปิดให้โลกรู้จักไต้หวัน ในมุมมองผู้อนุรักษ์โลกที่เปี่ยมด้วยเมตตาและศักยภาพในการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ผลที่ตามมาทั้งต่อฉือจี้และไต้หวันจะเป็นเช่นไร คงไม่ยากเกินไปที่จะเสาะหา