Call me Bhavana (เครื่องมือฝึกใจให้แข็งแรงสู้ Covid ตอนที่4)

ผู้เขียน : ปัณฑารีย์ ทันตสุวรรณ
ภาพประกอบ : ศุภกานต์ จุลละจินดาและ สวรินทร์ ขวัญทะเล
ชื่อ : Call me Bhavana

ภาวนา หรือ Bhavana ในภาษาไทยแปลว่า การท่องบท ส่วนภาษาบาลีหมายถึง การพัฒนามนุษย์ การพัฒนาคุณภาพจิตให้เกิดการใคร่ครวญไตร่ตรองก่อน เพื่อที่จะเห็นความจริงของประสบการณ์ตรงหน้าแบบอิสระจากความคิด จากอารมณ์โลภ โกรธ หลง ซึ่งการภาวนาไม่ได้จำกัดรูปแบบอยู่กับศาสนาใดศาสนาหนึ่ง รวมทั้งการปฏิบัติไม่ได้มีแค่การนั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือเดินจงกลม แต่ยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ที่หลากหลาย เพื่อให้สามารถเข้าถึงแก่นของการภาวนาได้ โดยสามารถแบ่งการภาวนาออกเป็น 4 หมวดได้แก่

กายภาวนา หมายถึง การพัฒนากายหรือพัฒนาการรับรู้ผัสสะห้าช่องทาง (หรือการรับรู้ของประสาทสัมผัสห้าด้าน ได้แก่ ตา มอง ดู เห็น, หู ฟัง ได้ยิน, จมูก ดมกลิ่น, ลิ้น ลิ้มรส และกาย สัมผัส จับ แตะต้อง) ตัวอย่างกิจกรรมที่ฝึกได้ขณะอยู่บ้านหรือในที่สาธารณะ เช่น การทำแผนที่เสียง เริ่มจากหากระดาษเปล่ามาหนึ่งแผ่น จุดวงกลมตรงกลางหน้ากระดาษที่หมายถึงตัวผู้ฝึก จากนั้นค่อย ๆ หลับตาลง และฟังเสียงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว เสียงที่ใกล้ที่สุด เสียงที่ไกลที่สุด แล้วบันทึกลงในกระดาษให้ตรงกับทิศทางที่ได้ยินเสียง โดยจะลืมตาเขียนเสียงหรือปิดตาแล้วเขียนเป็นคำก็ได้ เช่น หึ่ง ๆ ครืน ๆ เกว๊า ๆ เป็นต้น หรือกิจกรรมการฝึกรับรู้ร่างกาย (Body Scan) คือ การตามดูส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย โดยใช้เวลาประมาณ 20-45 นาที การฝึกให้เลือกหนึ่งท่าทางที่ผู้ฝึกต้องการสำรวจ เช่น ท่านอน ท่ายืน ท่านั่ง จากนั้นหลับตาและเริ่มสังเกตลมหายใจว่า หายใจเข้าออกสั้นหรือยาว เมื่อเริ่มกลับมารู้สึกตัว ให้รับรู้และพิจารณาความรู้สึกของอวัยวะต่าง ๆ ตั้งแต่ฝ่าเท้า น่อง เข่า ต้นขา สะโพก หน้าท้อง แผ่นหลัง หน้าอก ไหล่ทั้งสองข้าง แขน มือ นิ้ว คอ บริเวณใบหน้า ระหว่างคิ้วว่า มีอาการเป็นเช่นไร หากเกร็งก็ค่อย ๆ ผ่อนคลายออก และอยู่กับร่างกายไปจนกระทั่งครบเวลา

ศีลภาวนา หมายถึง การพัฒนาความประพฤติให้อยู่ร่วมกับคนอื่นในสังคมอย่างเกื้อกูล ไม่เบียดเบียนกัน 1) เริ่มจากการฝึกเมตตา ไม่ทำร้ายร่างกายผู้อื่น ไม่ฆ่าสัตว์ แม้เขาจะไม่ใช่คนในครอบครัวหรือไม่ได้ผูกพันกับเราก็ตาม 2) ไม่ขโมยของ ไม่อยากได้ของผู้อื่น ลองนึกถึงใจเขาใจเรา ไม่สร้างความทุกข์ใจให้กับผู้อื่น 3) เคารพและให้เกียรติคนรัก ไม่นอกใจและไม่สร้างความบาดหมางให้กับผู้อื่น 4) หลีกเลี่ยงการสื่อสารที่เป็นเท็จ ควรไตร่ตรองให้ดีว่า ผลลัพธ์ของการทำเป็นคุณหรือเป็นโทษ เพราะถ้าเป็นประโยชน์กับเขาและกับเราจึงไม่จำเป็นต้องโกหก 5) ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่ทำให้ขาดสติ เพราะหากขาดสติความสามารถในการดูแลตนเองและการตัดสินใจจะช้าลง

จิตภาวนา หมายถึง การพัฒนาจิตใจ ให้สามารถจดจ่อ มีสมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตรงหน้า ไม่คิดออกไปนอกเรื่องจากปัจจุบันที่กำลังทำอยู่ ไม่ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย มีความแน่วแน่เป็นอันหนึ่งอันเดียว การฝึกจิตภาวนานี้ สามารถทำได้ในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง ทำงาน ทำการบ้าน อ่านหนังสือ แม้กระทั่งซักผ้า ล้างจาน และอื่น ๆ โดยเมื่อตั้งใจจะทำแล้ว ก็ทำได้ต่อเนื่อง หากมีอาการทางกาย ทางความคิดก็เพียงสังเกตว่า มันเกิดขึ้น แล้วมันหายไปไหม ผู้ฝึกเอาใจไปจดจ่อกับมัน หรือกลับมาตั้งใจทำสิ่งที่ทำอยู่

ปัญญาภาวนา หมายถึง การพัฒนาปัญญา ให้เห็นอย่างทะลุปรุโปร่งต่อสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ด้วยวิธีการพิจารณาอย่างแยบคาย 10 วิธี ดังนี้ 1) คิดแบบสืบสาวหาเหตุผล จนเห็นความสัมพันธ์ของเหตุและผลโดยสมบูรณ์ 2) คิดแบบแยกส่วนประกอบ โดยพิจารณาให้รู้ว่าเรื่องที่เกิดนั้น มีองค์ประกอบย่อยอะไรบ้าง และเกิดขึ้นมาได้อย่างไร 3) คิดแบบสามัญลักษณ์หรือไตรลักษณ์คือ ทุกข์ (ความไม่อาจคงสภาพเดิมได้) อนิจจัง (ความเปลี่ยนแปลง ไม่คงที่) อนัตตา (ความไม่เป็นตัวตน ไม่ใช่ตัวตน) 4) วิธีคิดแบบอริยสัจ เป็นการคิดแบบสืบสาวจากผลไปหาเหตุ แล้วหาวิธีการแก้ไขที่เหตุ ซึ่งเริ่มต้นด้วยการกำหนดปัญหา (ทุกข์) จากนั้นทำความเข้าใจปัญหา หาสาเหตุเพื่อหาทางแก้ไข (สมุทัย) กำจัดสาเหตุของปัญหา (มรรค) และแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่วางไว้ (นิโรธ) 5) คิดแบบอรรถสัมพันธ์ เป็นการคิดโดยมุ่งหาความสัมพันธ์ระหว่างหลักการกับวิธีการ เพื่อให้ได้ปฏิบัติที่ถูกต้อง 6) คิดแบบเห็นคุณโทษและทางออก โดยมองตามความเป็นจริง ข้อดีข้อเสียทุกด้าน แล้วจึงคิดหาทางออกของปัญหา 7) คิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่าเทียม เป็นการคิดแยกแยะให้ลึกซึ้ง เพื่อหาคุณค่าแท้กับคุณค่าเทียม 8) คิดแบบเร้าคุณธรรมโดยการคิดเพื่อเอาใจเขามาใส่ใจเรา เช่น การรับรู้ของบุคคลอาจจะต่างกัน แม้เจอเหตุการณ์เดียวกันเพราะมีการมอง เห็นและนึกคิดไปคนละอย่างตามประสบการณ์ที่หล่อหลอมมา 9) คิดแบบอยู่กับปัจจุบัน ไม่อาลัยอาวรณ์สิ่งที่ผ่านไปแล้ว ช่วยให้ไม่ยึดติดกับอารมณ์ เหตุการณ์ 10) คิดแบบแจกแจง จำแนก แยกแยะ ด้วยการมองและแสดงความจริง ให้เห็นทุกด้าน ครบทุกแง่มุม

ตัวอย่างการภาวนาที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นเป็นเพียงรูปแบบกิจกรรมที่สามารถนำไปประยุกต์หรือปรับใช้ให้เข้ากับลักษณะส่วนตัวของแต่ละคน แต่ยังมีกิจกรรมและการฝึกอีกหลากหลายรูปแบบ ที่สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ทั้งจากหนังสือ สารคดี เพราะประโยชน์จากการฝึกปฏิบัตินั้น นอกจากจะเป็นเครื่องมือที่ไว้ช่วยประคับประคองดูแลกายใจตนเองแล้ว ยังมีการศึกษาในสหรัฐอเมริกาและหลายประเทศในยุโรปที่นำการนั่งสมาธิไปใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้คนมีสมาธิมากขึ้น มีจิตใจที่ดี มีความปีติสุข สามารถจัดการกับอารมณ์ หรือสิ่งที่มากระตุ้นได้ดีขึ้น ความเครียดน้อยลง มีความมั่นคงจากด้านในมากขึ้น

ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นเสมือนเหตุการณ์ที่ทำให้เห็นว่า สิ่งใดใดในโลกไม่มีสิ่งใดคาดเดาหรือควบคุมได้นั้น การภาวนาหรือฝึกสังเกตความเปลี่ยนแปลงในใจและร่างกายอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ทันต่อความจริงว่า ทุกสิ่งเกิดการเคลื่อนที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเมื่อฝึกภาวนาบ่อย ๆ สติที่เกิดขึ้นจะช่วยประคับประคองตนเอง แม้เกิดเหตุการณ์ที่เป็นความพลัดพรากสูญเสีย สติจะช่วยดึงให้บุคคลกลับมาอยู่กับปัจจุบันได้ดีขึ้น อีกทั้งการฝึกพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อยู่เสมอ จะทำให้มีวิธีการใคร่ครวญกับปัญหาให้ละเอียดรอบคอบก่อนตัดสินใจในแต่ละเหตุการณ์ได้

อ้างอิง
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2560). ธรรมกถา ภาวนา 4. สืบค้นวันที่ 4 พฤษภาคม 2563. หลักสูตรธรรมโฆษณ์ศึกษา ๑๐๕ : โยนิโสมนสิการ : รุ่งอรุณแห่งปัญญา. (ม.ป.ป.)
สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต). (2547). วิธีคิดตามหลักพุทธธรรม. พิมพ์ครั้งที่ 8. .กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์สยาม.