ศาสตร์ นิยาม ประวัติ : ดร.ชาติชาย มุกสง

หลายครั้งเมื่อเรา นึกถึงการค้นคว้า การหาข้อมูลเพิ่มเติม เรื่องราวในประวัติศาสตร์ที่นอกเหนือไปจากการเรียบเรียงเป็นตัวอักษรบนหน้าหนังสือ เราคงหนีไม่พ้น การซื้อตั๋วเข้าไปเยี่ยมชม สถานที่ ที่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์
หากแต่ครั้งนี้ เราไม่ได้หอบหิ้วเพียงแค่สมุดและปากกา เพื่อมาจดทำรายงานส่ง คุณครู แต่เราชวนอาจารย์ กุ้ง หรือ ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์ คณะสังคมศาสตร์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พาเราออกเดินทางเพื่อไปไกลกว่าสิ่งที่เห็น เริ่มจากที่มาของการมีประวัติศาสตร์ อย่างที่เราอ่าน และ จดจำ อย่างในปัจจุบัน 

“ ผมเริ่มอย่างนี้แล้วกันครับ ประวัติศาสตร์เราต้องเข้าใจก่อนว่า ประวัติศาสตร์มันเกิดขึ้นมาพร้อม รัฐสมัยใหม่ ประวัติศาสตร์ ที่มันอธิบายการกำเนิดของรัฐ อธิบายที่มาที่ไปของรัฐ มันคือ การสร้างความเป็นรัฐสมัยใหม่ถ้าย้อนกลับมาที่ไทย เราสร้างประวัติศาสตร์ ในช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อเราเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ รัฐอาณานิคม ซึ่งในรัฐอาณานิคม มีการปรับการปกครองให้รวมศูนย์มากขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ได้รับอิทธิพลมาจากการปกครองอาณานิคมของตะวันตก ซึ่งทำให้เราจำเป็นต้องใช้ประวัติศาสตร์ เพื่อเล่า สิ่งที่แสดงความเป็นพวกเดียวกัน ความเป็นมาเดียวกันด้วยการสร้างประวัติศาสตร์ และแสดงให้เห็นว่าเรามีความเป็นมาเก่าแก่เพื่อต่อรอง ว่าเราสามารถปกครองตนเองได้  และนี่คือสภาวะที่เราเผชิญ ในศตวรรษที่ 19”

เมื่อ เข้าไปได้ ไม่นาน สิ่งที่เราเห็นคือ รูปเคารพ ที่ถูกจัดวาง ตามช่วงเวลา  หากแต่เราไม่เห็นของ ที่เราพอจะหยิบใช้ได้แบบที่เห็นได้จากตู้ของคุณยาย มาจัดวาง เราจึงโยนหินถามทาง ไปที่อาจารย์กุ้ง 

“คุณถามว่าทำไม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ มีแต่สิ่งศักดิ์สิทธิ์รูปเคารพต่างๆ แต่ไม่มีของที่เป็นของทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ ในการดำเนินชีวิต ไม่มีสิ่งที่ประชาชน โดยทั่วไปจะรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาได้ เพราะพิพิธภัณฑ์เองก็ถูกสร้าง ภายใต้แนวความคิดของการสร้างชาติ ซึ่งสิ่งที่จะแสดงความเก่าแก่ของชาติ ได้ ก็คือ โบราณวัตถุทางศาสนา ซึ่งสมัยอดีต มันเป็นเครื่องมือในการปกครองสมัยเก่า เพราะว่ามันคือตัวแทนของ ความเชื่อที่ชนชั้น ปกครองหรือชนชั้นนำ เพื่อสร้างความเชื่อร่วมของประชาชน เพราะงั้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นตัวยืนยัน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ระหว่าง วัตถุ ที่แสดงให้เห็นระหว่าง ผู้ปกครอง กับผู้ใต้ปกครอง แต่สิ่งที่เราเห็นคือ วัตถุ อันนี้กับผู้ปกครอง เราไม่เห็นว่าผู้ใต้ปกครอง เขามีรูปแบบชีวิตอย่างไร หรือว่าใครบ้าง คนกลุ่มไหนบ้าง ที่เป็นผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในพิพิธภัณฑ์ ”

ตั้งแต่ช่วงชั้นประถม จนถึงมัธยม เราจะมีชื่อที่ต้องจำกันอยู่หลักๆ ในวิชาอยู่ไม่น้อยแต่ทว่า  สิ่งที่เราต้องจำจด คือ ชื่อของนายก ผู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง ชาวต่างชาติที่เข้ามาทำสัญญา หรือ ขุนนางต่างๆ หรือ อารยะของอาณาจักร  อันที่จริง เราเองก็เป็นเด็กคนหนึ่ง ที่ไม่ได้สะกิดใจ ว่าเราจะต้องมีชื่อจารึกอยู่ในสิ่งที่เรียกว่าประวัติศาสตร์ด้วยหรือไม่  ซึ่งเราก็ตั้งคำถามต่อ ว่าแล้วคนอย่างเรา จะไปอยู่ส่วนไหนของประวัติศาสตร์ได้ หากเราไม่ได้สำคัญ เพราะชื่อที่มีก็น่าจะจำกันไม่หวั่นไม่ไหวแล้ว 

“เหตุที่เราต้องมีประวัติศาสตร์ประชาชน เพราะเราต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม โลกที่มันเป็นไป เพราะงั้นถ้าคุณไม่ให้ที่อยู่ที่ยืนเขาในประวัติศาสตร์ คุณก็เท่ากับไม่ให้ที่อยู่ที่ยืนเขาในปัจจุบันไปด้วย  เรียกว่าเป็น การกดทับ การมีส่วนร่วมในความเป็นเจ้าของ ของประชาชนในชาตินี้ไม่มีอยู่ เราจึงจำเป็นต้องให้ประชาชนเป็นตัวละครส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ไม่ว่าจะเป็นประชาชน คนเล็กคนน้อย  คือ เรามีพิพิธภัณฑ์มบ้านม่วง ที่ออกมาเล่าประวัติศาสตร์ ของตัวเองว่าเขาสำคัญอย่างไร ประวัติศาสตร์ของชนชาติพันธุ์ปกากะญอ ที่เล่าว่าเขาอยู่ร่วมกับป่าอย่างไร  ถามว่า อันนี้เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นชาติไหม ต้องเป็น เพราะคนเหล่านี้ก็มีส่วนในการสร้างชาติ มันเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ซึ่งเราจำเป็นจะต้องเปิด พื้นที่เหล่านี้ เพื่อให้เขามีส่วนร่วม หรือ ที่เรียกว่ามีเสียง ให้เห็นว่า ทุกคนมีส่วนในการสร้างชาติ ไม่ใช่เฉพาะคนที่มี ยศมีศักดิ์อย่างที่คุณ ว่า ที่จะเป็นคนสร้างอยู่คนเดียว เพราะถึงที่สุดแล้ว กรุงเทพฯจะมีกำแพงอย่างที่เราเห็นไม่ได้ ถ้าไม่มีคนเผาอิฐ แต่เราไม่เคยพูดถึงประเด็นเหล่านี้ เราจะพูดถึงแต่คนสั่งให้เผาอิฐ คือถ้าไม่มีคนที่มาเผาสั่งให้ตาย มันก็ไม่มีอิฐ คือ เราต้องให้เห็นทั้งสังคม ให้เห็นว่าแม้แต่คนเล็กคนน้อยก็เป็นกลไกลอันหนึ่งที่ทำให้สังคมขับเคลื่อนไปด้วยกัน ซึ่งตรงนี้เราอาจจะเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสำคัญ ในการที่เราจะ เล่าประวัติศาสตร์ให้ครบถ้วนว่ามีใครบ้าง มีบทบาทอย่างไรในสังคมนั้น  เพื่อที่จะไม่ละเลย ว่าถ้าวันนี้คุณมีหน้าที่ในการจัดการบริหารบ้านเมือง คุณก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่ม ให้ความสำคัญกับทุกเสียง  เพื่อที่คุณจะทำงานเพื่อพวกเขา และ พวกเขาก็มีสิทธิในการตรวจสอบคุณ ซึ่งอันนี้เราอาจจะต้องพูดถึงสังคมโดยรวม   ถ้าเราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริง เราต้องพูดให้ได้ ว่าประชาชนต้องเป็นหลัก ส่วนสำคัญที่สุดในการมีส่วนร่วมในการปกครองทุกระดับ ซึ่งถ้าสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น ในทางประวัติศาสตร์ มันก็ยากที่พื้นที่อื่นจะเกิดขึ้น  อันนี้เป็นสิ่งผมคิดว่า การที่เรามาเรียนรู้ พิพิธภัณฑ์หรือ มาดู อนุสาวรีย์ เราเดินทั่วทั้งกรุงเทพ เราแทบจะหาอนุสาวรีย์ ของคนสามัญ ไม่เห็นเลย แต่เราจะเห็นอนุสาวรีย์ ของบุคคลสำคัญ บุคคลที่เป็นผู้นำ บุคคลที่เป็นคำสำคัญทางการเมือง ซึ่งมันแปลว่าเขาไม่ได้ให้ความสำคัญกับบุคคลอื่น ๆ ที่เขามีส่วนในการสร้างชาติและประเทศนี้ไม่น้อยไปกว่ากัน นั่นคือความสำคัญของมัน”

เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่สำคัญ อาจเป็นการเฟ้นหานามที่แท้จริง ที่จะถูกเรียกขาน หรือไม่แต่ทว่า หากเราเข้าไปในพิพิธภัณฑ์ เราจะเห็นแค่ว่า สิ่งเหล่านั้นถูกจำแนกจากช่วงเวลา และอาณาจักร 

“มันคือการที่ไทยไปครอบครองมา เช่นเราจะพูดถึงอาณาจักรเชียงแสน อาณาจักรลพบุรี ซึ่งต่อมาถูกอยุธยา ไปดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง คือเวลาที่เราจะเรียก อาณาจักเหล่านี้แทนที่เราจะเรียก คนที่เขาทำ คนที่เขาสร้างสรรค์ หรือ ถ้วยชามเหล่านั้น ขึ้นมาว่าเขาเป็นใคร ว่าเขาเป็นชาวเชียงแสน ว่าเขาเป็นชาวโยนก เขาเป็นชาวลพบุรี เขาเป็นคนขอมไหม เป็นคนมอญ หรือผสม ขอม หรือเขาเป็นใคร เราแทบไม่รู้เลย เราควรจะรู้จักสิว่า คนที่เขาเคยสร้างสรรค์ สิ่งเหล่านี้ เขาเป็นใครมีหน้าตาเป็นอย่างไร ไม่ใช่เรียกเขาด้วย สังคมการเมือง ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่า อาณาจักร ลพบุรี อาณาจักรเชียงแสน เนี่ยใคร ใครที่เป็นคนสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา หรือ ใครที่ เป็นคนสร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา แล้วรัฐไทย ก็เป็นผู้รับมรดกนี้ต่อมา คือถ้าเรามองแบบให้เกียรติคนในอดีตแบบที่เรารู้ว่าเขาเป็นใคร เราก็สามารถให้เกียรติคนในปัจจุบันได้ นี่คือประเด็นของผม เวลาเรามองเรามักจะมอง เป็นนี่เออ อาณาจักรเชียงแสนนะ ในเมื่อเรายึดได้แล้วก็..  คือเรามองในมิติการเมือง เรายึดพื้นที่เขามา แต่เราไม่ได้มองแบบให้เกียรติคนว่า เขาก็เป็นคนที่มีอารยะ ในการสร้างศิลปะ ที่เป็นแบบฉบับที่มีความแตกต่างและหลากหลาย ของความผสมผสานขึ้นมา เป็นศิลปะของประเทศไทย”

อาจารย์ กุ้งเล่าต่อให้เราฟังว่า อันที่จริงภาพนี้เคยเกิดขึ้นในช่วง รัฐธรรมนูญ ปี 2540 ที่กติการของรัฐมนูญเอง ที่เปิดให้ ประชาชน หรือ คนในท้องถิ่นสามารถดูแลตัวเอง ทำให้ชุมชน หรือ ท้องถิ่น หรือ คนเล็กคนน้อย เริ่มเข้าไปจดจารประวัติศาสตร์ของตนเอง บนพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ แต่ทว่า สิ่งเหล่านี้หายไป เมื่อ เกิดการรัฐประหารปี 2549

“เมื่อเกิดการ รัฐประหารปี 2549 เป็นต้นมา การเมือง ที่มันเริ่มกลับไปรวมศูนย์อีกครั้ง เราจะเห็นว่า เราจะไม่พูดถึงการกระจายอำนาจ ไม่พูดถึงการตรวจสอบ ถ่วงดุลย เราจะไม่พูดถึง ความโปร่งใส ซึ่งสิ่งนี้อันตราย เพราะมันทำให้อำนาจของประชาชนอ่อนแอ เราเคยเผชิญกับภาวะ ที่รัฐเข้มแข็ง ประชาชนอ่อนแอ จนเจอภาวะวิกฤติเศรษฐกิจ พอเรากลับไปเหมือนเดิมเราก็ไม่รู้ว่าเราต้องเผชิญกับวิกฤติ อะไรอีก ซึ่งถ้าประชาชน ไม่ได้มีความเข้มแข็ง และ ไม่ได้มีส่วนร่วม ผมคิดว่า การเผชิญปัญหาในโลกสมัยใหม่ที่ซับซ้อนมันจะยาก ไม่มีทางที่จะมีใครมาทำแทน หรือ จะมีมหาบุรุษที่จะมานำพาสังคม หรือ ขับเคลื่อนสังคมด้วยลำพังคนเดียวได้อีกแล้ว ซึ่งถ้าเราชินกับเรื่อง ประวัติศาสตร์ที่เรารอดมาได้เพราะมหาบุรุษ ซึ่งผมคิดว่าในโลกปัจจุบันอันซับซ้อน ที่มันเป็นอยู่ ไม่มีทางที่จะมีมหาบุรุษ หรือ พระเอกขี่ม้าขาวคนไหน ที่จะมาทำแทนคนอื่นได้ ถ้าคุณไม่สร้างกลไกการมีส่วนร่วม เจ้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคม เพราะถ้าเราดูใน ประเทศที่เขาสามารถพัฒนาไปได้เร็วอย่างเกาหลี เขาก็สร้างพื้นที่ให้คนได้เข้ามาแสดง พื้นที่ของความครีเอทีฟ  สามารถคิดอย่างไม่มีกรอบ เพื่อสร้างนวัตกรรม ด้วยคนที่มันหลากหลาย ไม่ใช่แค่ผู้นำ อย่างเรื่องวัฒนธรรม หรือ สิ่งที่เรียกว่า อุตสหากรรมวัฒนธรรม ที่เอาออกมาขายได้ทั่วโลก
ย้อนกลับมาที่เรา เราไม่กล้าแม้แต่ จะคิดว่าเอาโขนมาขี่ตุ๊กๆ หรือ เอาโขนมาแคะขนมครก คุณก็เป็นปัญหาแล้ว อันนี้แหละที่มันเป็นกรอบของวัฒนธรรม หรือ กรอบของการมีมหาบุรุษ  การที่ประวัติศาสตร์ มันมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของความเป็นไทย มันมีอำนาจจำกัดอยู่ ทำให้โอกาสของคนที่มันสร้างสรรค์มีกรอบและไม่สามารถสร้างสรรค์ เพราะทุกคนก็จะเกิดความกลัว ว่าทำไปแล้วเนี่ย ตัวเองจะอยู่รอดในสังคมการเมืองไทยไหม ซึ่งผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนที่สัมพันธ์กันหมด มันไม่ได้แยกกันอยู่ ประวัติศาสตร์ที่คุณ ไม่ได้มีส่วนร่วม  หรือวัฒนธรรมที่คุณถูกนิยามความเป็นไทย โดยความเป็นไทยที่คุณ ไม่ได้มีส่วนในการนิยามเอง ความเป็นไทยที่ถูกนิยามโดยชนชั้นนำ หรือ รัฐเนี่ย ทำให้คุณไม่สามารถใช้ความเป็นไทยนั้น ในการขับเคลื่อนเอาวัฒนธรรม ชุดนี้เข้าไปแข่งขันในระดับโลกได้ เพราะวัฒนธรรมความเป็นไทยที่มีอำนาจของการนิยาม มันอยู่กับรัฐและชนชั้นนำ 

นี่คือรูปธรรม เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ประวัติศาสตร์ และ วัฒนธรรมการนิยามความเป็นไทย เพราะความแตกต่างของความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นนำ และ ชาวบ้าน ทำให้ความเป็นไทยของชนชั้นนำ และ ชนชั้นล่าง ไม่ได้ลงรอยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เมื่อคุณจะเอาไปทำให้มันเป็นไทยขึ้นมา คุณก็ต้องถูกตรวจสอบ หรือ ไม่อนุญาตโดยคนเหล่านั้นขึ้นมา และนี่คืออุปสรรค มันทำให้เราไม่กล้าคิด คือกลายเป็นว่า ซึ่งผมคิดว่า เป็นสิ่งที่มันสัมพันธ์กัน และสิ่งที่เกิดขึ้นใน พิพิธภัณฑ์ มันสะท้อนความคิดของสังคม

หากเป็นเช่นที่กล่าวมาทั้งหมด นักประวัติศาสตร์ อยู่ตรงไหนของเรื่องนี้

“ หน้าที่นักประวัติศาสตร์อย่างพวกผม คือ การพยายามเอา เสียงในอดีตเนี่ย ให้มีเสียงขึ้นมาในปัจจุบัน แล้วเป็นหน้าที่ของคนในปัจจุบันตัดสินว่ามันมีคุณค่าอย่างไร เพราะประวัติศาสตร์ไม่ได้มีเพื่อประวัติศาสตร์ แต่ประวัติศาสตร์มีค่า กับ ปัจจุบันและ อนาคตเสมอ เพราะประวัติศาสตร์ มันเป็นเรื่องอดีตก็จริง แต่เรื่องราวมมันสร้างเพื่อปัจจุบัน ลสะท้อนให้เห็นถึงอนาคตร่วมกัน ว่าจะเป็นไปในทิศทางไหนเสมอ เพราะฉะนั้น ประวัติศาสตร์ประชาชนต้องมีส่วนร่วมทุกระดับ หากเราอยากสร้างประชาธิปไตยของการมีส่วนร่วมทุกระดับ ในอนาคต ”