ร่างเรา – ธรรมชาติ : อัมพร บุญตัน

เมื่อไม่นานมานี้ เราเดินทางขึ้นเหนือไปพบกับหญิงสาวคนหนึ่ง ระหว่างทางไปหมู่บ้านทำให้เราลืมเรื่องหมอกควันอย่างสนิทใจ ด้วยต้นไม้ใหญ่ที่รายล้อมทาง และความเย็นที่แผ่ปกคลุมตลอดทางถึงหมู่บ้าน

อัมพร บุญตัน หรือ ต้อม เธอเป็นผู้ถ่ายทอดองค์ความรู้ ที่ชื่อ เรกิ ศาสตร์แห่งการเยียวยาด้วยธรรมชาติ

อีกทั้งยัง เปลี่ยนใบไม้ และมูลสัตว์ ให้เป็นปุ๋ย เธอชวนชาวหมู่บ้านนี้ เปลี่ยนใบไม้แห้งให้เป็นปุ๋ย แทนที่จะเผา เพื่อเป็นอีกส่วนในการลดหมอกควัน เธอเล่าให้เราฟัง

“ตอนนี้ถ้าเราไม่เคารพธรรมชาติ ธรรมชาติก็จะกระทำแบบนี้กับเรา หลายเรื่องมันเริ่มจากธรรมชาติ เราจะอยู่ให้ได้อย่างมีสุขภาพดี มันก็อาจจะต้องเริ่มจากการอยู่กับธรรมชาติ ซึ่งธรรมชาติไม่ใช่แค่ต้นไม้ ไม่ใช่แค่อากาศ แต่มันคือ อาหารและร่างกายเราด้วย”

“เพราะสุดท้าย ชีวิตเราไม่สามารถห่างจากธรรมชาติได้ หมอกควันที่ผ่านมาเราเห็นได้ชัดว่า เวลามีสถานการณ์แบบนี้ เราก็หายใจเอาอากาศเสียเข้าไป พอป่าไม้ลดลง เราอยากให้มีฝน ก็มาเป็นลูกเห็บ”

 

อะไรคือมาตรฐานแห่งการ สมบูรณ์ และ สมดุล 


“พี่ว่ามาตรฐานของธรรมชาติมันมี ซึ่งเราอาจจะไม่ลึกซึ้งพอที่จะเข้าใจ หลายเรื่องเราพยายามเอามาตรฐาน มาจับแล้วเอาเข้าจริง อย่างเรื่องภาคเกษตรก็พยายามจะมีมาตราฐานไปจับ ซึ่งมาตรฐานเหล่านี้หลายเรื่อง คือมันต้องคิดไปเรื่อยๆ มันไม่เคยพอดี และไม่เคยสัมพันธ์ ต่อปัญหาที่เขามีแต่ละที่ ซึ่งการมีมาตราฐานอาจหมายถึงการไม่มีมาตราฐานเลยก็ได้”


มาตรฐานที่ไม่มีมาตรฐาน คืออะไร

“มันอาจจะมี มาตรฐานที่เรียกว่า กรอ รู้จักไหม กูรับรองเอง พี่คิดว่า การได้พบปะ แลกเปลี่ยนเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพี่ก็โตมาแบบนี้ มันเป็นบังเอิญที่ เรื่องเขาศึกษา และเรื่องที่เขาทำ เพราะฉะนั้น การได้เจอกัน ได้แลกเปลี่ยน เรื่องความรู้ ซึ่งชุมชนนี้ก็เป็นแบบนั้น พี่ว่ามันเหมือนกันกับทุกเรื่องนะ”

หลายครั้งกรอบของเรากับกรอบสังคมมันช่างทำให้เราเจ็บปวดเสียเหลือเกิน หากแต่เราก็ยังต้องเติบโตในทุกวัน
เป็นคำถามเชิงปัจเจก ที่เราถาม หญิงสาวตรงหน้า เพราะอันที่จริง เธอเองก็ผ่านการต่อสู้ต่อความเชื่อ และ มาตรฐาน มาไม่น้อย หากเธอบอกเล่าให้ใครคนหนึ่งฟังได้ เธอจะปลอบประโลม หรือ กล่าวอย่างไร

“พี่คิดว่า เขาอาจจะไม่ต้องมีมาตรฐาน หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า ก็ได้นะ ก็สังคมบอก ถ้าเขาไม่อยากเป็นแบบสังคมบอกเขาก็น่าจะเป็นได้ หรือถ้าสมมุติว่าเขาจะเป็น หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า เขาก็เป็นได้ คือเขาก็เลือกเป็นได้ ว่าจะเป็นหนึ่ง”

เธอเล่าเรื่องป้าไลที่น่ารักให้เราฟังเป็นตัวอย่าง
พี่ก็ถามแกว่า ป้าไลจะเลี้ยงไก่เพิ่มไหม มีคนอยากได้ไข่ไก่ ป้าเนี่ยประมาณวันหนึ่ง ได้ประมาณ 50-60 ลูก ป้าไลจะเอาไปขายไหม ป้าก็ตอบว่า ‘บ่ขาย ขายบ้านเฮาเนี่ย’ แล้วพี่เห็นรอยยิ้มของแกนะ คือแกขายที่นี่ สามบาทครึ่ง ห้าสิบตัง ถ้าแกข้ามไปอีกฝั่งหนึ่งแกได้ ห้าบบาท ได้อีกบาทห้าสิบนะ แต่แกยิ้มเนี่ยคือไม่ได้นึกถึงหนึ่งบาทห้าสิบที่มันเพิ่มนะ พี่คิดว่าอันนี้ อีกร้อยบาทมันก็ซื้อไม่ได้ คือมันอาจจะไม่ได้มาตรฐาน ห้าของเขา แต่ป้าไล อยู่ที่หนึ่ง หรือไม่มีมาตรฐานเลย ก็โอเค ป้าไลมีความสุขแล้วพี่ว่าก็โอเคนะ

อันนี้มันสำคัญกว่านะ คือเงินก็สำคัญนะ ถ้าวันหนึ่งเรามีเงิน เราซื้อความสุขไม่ได้ชีวิตเรามันก็ จะวิ่งไปเรื่อยๆ

ถ้าสมมติวันนี้เรามีเท่านี้แล้วมันมีความสุข ป้าไลขาดรายได้ไปบาทห้าสิบแล้วแกมีความสุข กับตรงนี้ แล้วทุกคนโอเค อยากได้ไก่ไปบ้านป้าไล อยากได้ไข่ อยากได้โปรตีนไปบ้านป้าไล  อันนี้พี่ว่าสุดยอดมากแล้ว

คือตอนที่พี่คิด พี่ก็ไม่ปฏิเสธว่าพี่คิดว่าจะทำอย่างไรให้เขามีรายได้ เพิ่มขึ้น แต่การมีรายได้เพิ่มขึ้นต้อง เสียค่าน้ำมันที่จะไป แต่เขาอยู่ได้แบบนี้ทำไมเขาต้องลำบาก พี่ว่า ที่เราลำบากหลายเรื่องเพียงเพราะพยายามจะเอาชนะธรรมชาติ  แล้วก็กระเสือกกระสน กันเพื่อเอาชนะธรรมชาติ หากแต่เราปรับตัวเพื่อที่จะอยู่ด้วยกันได้ มันก็จะ เราหาความสุขได้ง่ายกว่า”

SLOW LIFE จุงเบย

“พี่เป็นพวกที่เห็นอะไรก็คิด แล้วพี่คิดว่าพี่ผ่านช่วงนั้นมาพอสมควรและ แล้วบางทีเนี่ยมันพยายามไปคิดถึงอนาคต แต่สุดท้ายมันกลับมาที่เดิมที่มันเคยเป็นอยู่ มันเหมือน ยุคหนึ่งเราใช้มือถือขนาดเท่านี้ แล้วมันก็เล็กลงๆบางลงตอนนี้ ก็เราใช้แท็บเล็ตอันใหญ่”

“ใช้ชีวิต slow life ในปัจจุบันแทนการ เร่งรีบแล้วค่อยใช้ชีวิตซึ่งเราอาจจะไม่มีชีวิตตรงนั้นเหลือให้ใช้แล้วก็ได้ ”
“ถ้าทุกวันนี้เราเครียดแล้ว อนาคตเราอาจจะเป็นบ้าได้ ถ้าปัจจุบัน เราหาความสุขกับปัจจุบัน คือพี่ว่ามันอาจจะเรียกว่า การเห็นแก่ตัวแบบรับผิดชอบ เราดูแลตัวเอง เราดูแลคนใกล้ตัว เราดูแลธรรมชาติ เราดูแลสังคม แน่นอนว่ามันอาจจะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้แต่อย่างน้อยๆ มันก็เป็นเซลล์หนึ่ง “

อยาก SLOW LIFE แต่ก็เป็นห่วงอนาคตไง จิบกาแฟไปก่อนละกัน
“พี่มักจะพูดกับเพื่อนเล่นๆนะ ว่า ‘เฮ้ยๆ รีบๆ ทำให้เสร็จๆ จะได้ไปใช้ชีวิต slow life’ แต่ก่อนที่มันจะมา slow life ได้มันอาจจะตายไปแล้วก็ได้ใช่ไหม ”
“ถ้าถามว่านึกถึงอนาคตไหม ชาวสวนพูดว่า ปลูกผลไม้แบบมะพร้าว เราจะต้องรอ ไปจนถึงมันออกลูกถึงต้องปีนต้องสูง ต้องลำบาก เพื่อที่จะเอาลูกมันมากิน มันเหมือนคนที่มีเป้าหมายรอชื่นชมเป้าหมายแต่ไม่ ได้ชื่นชมระหว่างทาง”


“คนที่มองเรื่องอนาคต คือไม่ได้หมายถึงเราไม่ได้มองอนาคตนะ มันขึ้นอยู่กับว่า เราทำปัจจุบันเพื่ออนาคตที่ดีโดยที่ไม่ได้มุ่งแต่จะเอาอนาคต แค่เป้าหมาย คือเขาอาจจะปลูกผักวันนี้ อีกสองอาทิตย์มันจะได้ผลอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า หรือปลูกแบบนี้เพื่อให้ได้ผลแบบนี้เท่านั้น เพื่อให้เกิดแบบนี้ในวันข้างหน้า  เขาไม่ได้ปลูกอันนี้วันนี้ เขาก็จะไม่ได้กินในวันข้างหน้า มันมีผลต่ออนาคตไหมมันมี แต่ถ้าเขาคิดถึงตรงนั้น เขาจะปลูกเพื่ออนาคตแล้วต้องเอาผลผลิตแบบ ร้อยกิโลเท่านี้ สเปคแบบนี้ ความเครียดมันเกิดขึ้นแล้ว เพราะงั้น พี่คิดว่า ไม่ใช่เราไม่นึกถึงอนาคตแต่ เราอย่าไปเคร่งเครียดกับอนาคต จนลืมความสุขระหว่างทาง ซึ่งปัจจุบันพี่ว่าคนเราเป็นแบบนั้น 

ถ้าพี่ไม่ปลูกมะพร้าวงั้นพี่ปลูกต้นอะไรอยู่

“ตอนนี้พี่ปลูกต้นโกโก้สิ ” เธอขำและยิ้มเล็กน้อยก่อนยกมือเล่าต่อ

“อย่างแรกเพราะพี่ไม่กินกาแฟ เพราะหลังๆพี่กินกาแฟไม่ได้ ก็หาเครื่องดื่มอย่างอื่น โกโก้เป็นพืชที่ต้องเพาะจากเมล็ด แล้วพืชที่เพาะจากเมล็ด มันมีรากแก้ พืชที่มีรากแก้ว มันเป็นพืชไม้ยืนต้น มันให้ผลภายในสามปี แต่ช่วงก่อนสามปี พี่ก็จะปลูกพืชที่มันอยู่ใต้ต้น เพราะว่าโกโก้ มันเอื้อให้ต้นไม้อื่น อยู่ได้ด้วย อย่างต้นไม้บางต้นมีพิษนะ ปล่อยพิษแล้วต้นไม้อื่นอยู่ด้วยไม่ได้ โกโก้ ไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็จะได้ต้นไม้ที่ยึดรากดิน เติบโตให้ร่มเงา ช่วยทำความสะอาดอากาษของเรา และพี่คิดว่าถ้ามีต้นแบบนี้อยู่ เราก็ได้กินพืชผักในระหว่างที่เรารอ และได้กินผลแสนอร่อยของมัน ตอนที่มันให้ผลกับเรา ได้อากาศดีๆ ได้ดูแลธรรมชาติ ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ ก็มันมีความสุขตั้งแต่เราเริ่มปลูกมันจนได้ดื่มกินโกโก้ร้อนในถ้วย ”


หญิงสาวมองในมือตัวเองประหนึ่ง มีถ้วยโกโก้ร้อนจากต้นที่เธอปลูก กลิ่นโกโก้ในรูปที่ไม่เห็นด้วยตาแต่สัมผัสได้ด้วยใจ หอมยั่วยวนให้หิวโกโก้เสียเหลือเกิน
หลังจากจบบทสนทนา เธอพาเราเดินไปดูต้นโกโก้ที่เธอปลูก มันยังไม่โตพอที่จะออกผล แต่ก็แผ่ใบใหญ่ปกคลุมบางช่วงของดินให้เกิดเงา หญิงสาวสัมผัสใบอย่างบางเบาแล้วชี้ชวนให้เราดู
มองไกลๆ เธออาจเป็นหนึ่งเดียวกันจนเราลืมโฟกัสไปที่เธอหากแต่เป็นภาพโดยรวม ที่เราต่างเป็นหนึ่งเดียวและส่วนหนึ่งของกันและกัน