‘บทที่ทบทวนในห้วงสนทนา’ : รศ.นพ. นันทวัช สิทธิรักษ์

“หลังๆหมอตั้งคำถามว่ามันจริงหรือเปล่า มันใช่เหรอต้องไปเป็นทิศทางนี้  แล้วใครเป็นคนกำหนด คือถามว่า ถ้ามันไม่ลงลึกมาก ไม่มีตำแหน่งมาก ไม่ได้รวยกว่าคนอื่น ชีวิตมันจะไม่มีความสุขเหรอ”

หมอหนุ่ม หรือ รศ.นพ. นันทวัช สิทธิรักษ์ เล่าให้เราฟัง ถึงช่วงวัยที่สอบเทียบเรียนเก่ง เรียนอะไรดี
จึงสอบเข้าเรียนหมอ และพยายามเจาะลึกเฉพาะทาง แต่สุดท้าย เขากลับมานั่งทบทวนแล้วถามหาประโยชน์จริงๆ ที่สังคมได้รับคืออะไร
อันที่จริงค่านิยมการเรียนเก่ง และต้องสอบหมอ วิศวะ หรือ เราควรถนัดด้านใดด้านหนึ่งไปอย่างสุดทาง เหล่านี้ก็ยังคงล่องลอยอยู่ แม้ไม่ได้แสดงตัวเด่นชัด แต่ก็ถูกทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก ด้วยเหตุปัจจัยที่เราไม่มีเวลามากพอ หรือ ระบบ ไม่ได้เอื้อให้เรามีทางเลือกมากนักหรือไม่

“อายุ 16 17 18 มันก็ถูกหล่อหลอม ถูกระบบกระทำ ถูกทำให้คิดอย่างไร  ถามว่าการศึกษาทำให้ คนได้คิดบ้าง หรือ เปล่า ผมรู้สึกว่าระบบการศึกษาไม่ได้ออกแบบเพื่อแบบนี้  มันถูกออกแบบให้ไปทำงานแบบ อุตสาหกรรม ทุนนิยม ผลิตคนทำงานเฉพาะด้าน เพื่อให้ได้ผลผลิตที่เยอะๆ ในเวลาอันจำกัด ซึ่งถ้าเชื่อในแบบนั้น โรงเรียนก็จะออกมาแบบนี้ ตรางเรียนมันก็ออกแบบมาในทิศทางนั้น ซึ่งมันก็เป็นผล ซึ่งคนหลายคนก็ต้องตั้งคำถาม บางคนต้องไปติวไปสอบแข่ง เพื่อให้ได้ที่โน่นที่นี่  แล้วจะถามให้คนมีน้ำใจโดยที่ระบบไม่ได้เฟรมมาให้เลย ตั้งแต่ไหนแต่ไร นั้นมันคือการเชื่อในการออกแบบ
เราเลยคิดว่าเรามาหยุดถามกันหน่อยไหม ถ้ามาถามกันตอนนี้ก็ตอบยากแล้วเพราะต้นทุนเขามาน้อย
การเฟรมให้เด็กโตมาเหมือนกันเรียนเหมือนกันมันทำให้เด็กไม่ได้รู้จักตัวเอง จริงๆ ”

เมื่อความสำเร็จอยู่รายล้อมตัวคนคนหนึ่งมากมาย ทั้งในโลกออนไลน์ และโลกความเป็นจริง การรู้จักตัวเองคงยังไม่มากพอ เพราะเราต่างคาดหวังความสำเร็จบางอย่างในชีวิต

“อาจจะต้องถามว่า การประสบความเสร็จคืออะไร คือการรวยกว่าคนอื่นเหรอ การเก่งกว่าคนอื่นเหรอ เขาตั้งความหมายมันว่าอย่างไร หมออยากให้เขาลอกเปลือกหัวหอมนั้นให้ชัดเจน ว่าคุณค่า ของเขาคืออะไร ทำไมเขาต้องไปซื้อคุณค่าที่คนอื่นใส่มาให้เต็มไปหมดเลย แล้วเขาจะไปถึงจุดที่เขาอยากไปได้ เขาอาจจะไปถึงจุดที่คนอื่นอยากไปได้ แต่เขาก็ไม่มีความสุขสักทีเพราะมันไม่ใช่จุดประสบความสำเร็จของเขา มันไม่ใช่ที่ของเขา คือคนอื่นมีส่วน แต่เขาก็ต้องรู้จักตนเองด้วย ซึ่งการรู้จักตนเองก็อาจจะต้องใช้คนอื่นช่วยด้วย มันก็ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะตรัสรู้ขึ้นมาเองมันก็ไม่ใช่ มันขึ้นอยู่กับประสบการณ์ การได้ลอง”

หมอพูดเสริมเรื่องการรู้จักตัวเอง ที่ไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเอง


“ค่านิยมเหล่านี้แฝง หยอดลงมาตลอดเวลา แต่หมอกลับมองว่า การรู้จักชุมชน การทำงานเป็นทีมมันก็ช่วยตัวเองมากขึ้น พัฒนาตนเองมากขึ้น หมอว่ามันเป็นทักษะอย่างหนึ่งซึ่งมันสำคัญและควรพัฒนา”

“การรู้จักตัวเองจะทำให้เรารู้จักคนอื่นมากขึ้น การที่เราไม่รู้จักคนอื่นบางครั้งเพราะเราไม่รู้จักตัวเอง มันเสมอกันไปคู่ขนานกันไป”

“ประเด็นคือ คนเราไม่เดินทาง เราติดล๊อคอยู่ข้างในตัวเอง จริงๆแล้วการเดินทางมันต้องทั้งภายนอกและภายใน อย่างที่หมอบอก มันต้องเป็นคู่ขนานกันไป ไม่ใช่ไปรู้จักแต่คนอื่นแล้วก็ มันจะสะท้อนซึ่งกันและกัน การเดินทางภายนอกแล้วกลับมาทบทวนภายใน ความคิดเดิมความเชื่อเดิมของเขา มันทำให้มีการปะทะสังสรรค์กันของข้อสรุป ความรู้ สิ่งท้าทายใหม่ แล้วมันจะเกิดความเปลี่ยนแปลง”

หมอทิ้งท้ายให้อีกนิดสำหรับนักเดินทางผู้เจ็บปวดทั้งหลาย

“หนึ่งคือต้องยอมเราว่าเราไม่รู้อะไร รู้อะไร ตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเชื่อ ความจริงคืออะไร ฟังตัวเองดีๆมันเริ่มจากข้างในตัวเองก่อนอันดับแรก แล้วค่อยไปลองเทสกับคนอื่น กับสิ่งแวดล้อมที่มันมีอยู่ว่ามันใช่หรือไม่ใช่ การพูดคุยกับคนมีประสบการณ์ มาก่อนเป็นสิ่งที่ดี หรือ การลองทำนั่น ทำนี่หรือไปลองสังเกตว่ามันเป็นอย่างไร คือเราไม่จำเป็นต้องเริ่มจาก ศูนย์ใหม่ทั้งหมด เราอาจจะไปคุยกับเพื่อน ไปดูงาน มันก็ทำให้เขามีประสบการณ์มากขึ้น แต่ในชีวิตจริง มันต้องมีความอะลุ่มอล่วย ทั้งตัวเอง ครอบครัว ระบบสังคม ที่เป็นอยู่ในประเทศ จะทำให้เราไปได้ขนาดไหน ปัจจัยเหล่านี้มันจะทำให้เราเติบโตเป็นคน เฉลียวรอบด้านขึ้น และเลือกอะไรที่มันเติบโตมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ”

เพราะมันไม่ใช่แค่ด้านตรรกะ มันมีอารมณ์ด้วย เราจึงไม่สามารถอ่านหนังสืออย่างเดียว แล้วพ้นทุกข์ได้