ทิศทางและการมอง : สุวรรณี ยุธานุสรณ์

จากการเริ่มต้นเป็นนักเคลื่อนไหวภาคสังคม สู่สถานนีโทรทัศน์สาธารณะ จนวันนี้ บทบาทของ พี่ยุ้ย สุวรรณี ยุธานุสรณ์ เปลี่ยนสู่องค์กรที่เต็มไปด้วยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ที่กล่าวมาข้างต้นคือสิ่งที่พี่ยุ้ยได้บอกเล่าให้กับ Young คศน. และนี่ถือเป็นโอกาสอันดีที่ Collective Changes จะได้พูดคุยถึงการเดินทางกลับบ้านหลังนี่ที่ชื่อ คศน.

ความรู้สึกในตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?

อย่างแรกก็ดีใจ ตื่นเต้นที่มีวันนี้ เพราะว่าพี่ๆคศน. ที่ร่วมคิดและพัฒนาโครงการนี้ คุยกันมามากกว่า 2 ปี และเราก็อยากเห็นคนรุ่นใหม่ๆ เราอยากเสริมความแข็งแกร่ง อยากให้เขาได้รู้ ได้เตรียมตัวที่จะมาช่วยกันทำงาน ขับเคลื่อนเรื่องการเปลี่ยนแปลงมานาน จนกระทั่งวันนี้

คิดถึงตัวเองไหมในตอนที่มาเข้าค่าย คศน. ตอนนั้น?

คือถ้าเป็นภาพเราตอนรุ่นๆ ช่วงที่เรามีพลังมากๆ และก็อยู่ในช่วงของการเปลี่ยนแปลง การตั้งคำถามกับตัวเอง เป็นช่วงอายุ 20 ปลายๆ อาจ 30 ก็อาจตั้งคำถามกับตัวเองว่า ฉันกำลังทำอะไรอยู่ ฉันจะไปทางไหน ฉันขาดเครื่องมืออะไรอีกไหม ที่ฉันจะเติบโต ในเรื่องของตัวเองก็ดีหรือว่าในเรื่องของการขับเคลื่อนงานที่ทำอยู่ ก็เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของชีวิตเหมือนกัน ที่นี่ก็เป็นวงมีพื้นที่ปลอดภัย มีมิตรภาพ มีเครือข่าย

คุณค่าในตอนนั้นที่ได้รับกลับไป?

เราได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น มีการเชื่อมโยงกันบางประเด็น หรืออย่างน้อยแค่บอกว่าเรามาจาก คศน. ด้วยกันเนี่ย เราก็เหมือนมีพื้นที่ปลอดภัยที่จะพูดคุยกัน ยิ้มแย้ม ให้กัน คอยรับฟัง คอยติดตามว่าแต่ละคนกำลังทำงานสำคัญๆอะไร หรือบางเรื่องอาจไม่ได้อยู่ในแวดวงดวงเดียวกัน แต่อย่างน้อยเราก็เหมือนเป็นแฟนคลับของกันและกัน คอยให้กำลังใจ คอยติดตาม สิ่งที่เพื่อนกำลังทำ เฝ้าดูความสำเร็จของเขา หรือว่าได้ใช้ประสบการณ์ ได้รับรู้สิ่งที่เขาทำ มันมีเครื่องมือหรือมีชุดคิดอะไร ที่เอามาพัฒนางานของตัวเราเองได้

การเรียนรู้ในวันวานเป็นอย่างไร?

ในกระบวนการเรียนรู้ของ คศน. ตั้งแต่ โมดูลต่างๆ มันทำให้เราเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา  เราต้องหาวิธีการที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ๆ หรือเพื่อนคศน.ด้วยกันพูดเรื่องนี้ เราก็อยากรู้ว่ามันคืออะไร เราอยากจะถามเขา หรือบางครั้งเนี่ย กระบวนการที่พาผู้รู้ หรือว่า วิทยากรใหม่ๆ มาเติมให้พวกเรา ก็ถือว่า เราได้เติบโต หรือแม้กระทั่งการเข้ามาอยู่รวมกลุ่มกันของผู้นำคศน. หลายๆ รุ่นเนี่ย สิ่งที่เขาพูด ก็ต่างคนต่างเป็นครูของกันและกันมันทำให้เขาได้เรียนรู้ตลอดเวลา

เมื่อมาเห็นการเรียนรู้ในวันนี้?

ครั้งแรกนี้เรามาเจอกับ Young คศน. ในหัวข้อที่ชื่อ พัฒนาตัวตนภายในและความเป็นผู้นํา Inner self development & Leadership ซึ่งจริงๆแล้ว Inner self มักจะเป็นอะไรที่เรามักจะถูกละเลยไม่ได้หันกลับมาดู เหมือนที่พี่พูด คือเราอาจจะมีสัก 4 มุมมองเวลาเราทำงานไปข้างหน้า

ทิศแรกที่เราจะเห็น คือทิศที่อยู่ตรงหน้าเรา ก็คือทิศที่มุ่งไปข้างหน้า นั้นหมายความว่า เรากำลังมองถึงเป้าหมาย มองถึงผลลัพธ์ มองถึงความคาดหวังที่เราจะมุ่งไป

แต่ในขณะเดียวกันเราก็บอกว่า ก่อนคุณจะไปข้างหน้าคุณต้องย้อนกลับมาดูข้างหลังหน่อยไหม นั่นก็คือการหันกลับไปมองข้างหลัง ข้างหลังคือ บทเรียนที่ผ่านมา ทำแบบไหนแล้วเวิร์ค ทำแบบไหนแล้วไม่เวิร์ค คุณทำแบบนี้แล้วมีบาดแผลหรือว่าทำร้ายใครบ้างหรือเปล่า นี่คือการมองกลับไปข้างหลัง พฤติกรรมของเราส่งผลยังไงกับเพื่อนรอบข้าง หัวหน้าลูกน้องอันนี้คือการมองไปข้างหลัง

อีกอย่างหนึ่งก็คือการมองไปรอบๆ เราจำเป็นต้องมองด้วยเหมือนกันว่า ผลกระทบจากงานของเรา หรือพฤติกรรมของเรา มันส่งผลกับใครมากน้อยแค่ไหน

และสุดท้ายที่พี่รู้สึกว่าสำคัญที่คนไม่ค่อยรู้ก็คือ การกลับมามองด้านใน บางคนอาจบอกว่ามันศาสนาหรือเปล่าเป็นเรื่องของการทำสมาธิ อะไรหรือเปล่า คือพี่จะบอกว่า การกลับมาดูตัวเอง มันเป็นภาษาสากล การยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง การรับรู้สภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็คือการกลับมามองด้านใน  ก็คือหัวใจสำคัญ และในเรื่องของผู้นำเวลาเราทำงานไปมากๆ ปัญหา มันก็ยากอยู่แล้ว เรายังต้องมาจัดการกับตัวเองด้วย ถ้าเราไม่รู้เท่าทันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองอยู่ในสภาวะแบบไหน ทำไมเราถึงเจอภาวะนี้ แล้วเราจะก้าวข้ามภาวะนี้ไปอย่างไร มันก็จะทำให้เราเนี่ย ซวนเซได้ 

ทำไมเราต้องมองเข้าไปข้างในตัวเราทั้งๆที่เราน่าจะรู้ตัวอยู่แล้ว?

การที่ชวนน้องๆ กลับมา รู้จักตัวเองผ่านเครื่องมือต่างๆ มากมาย ที่พี่ๆ เขาจัดเตรียมให้ อย่างแรกเลยเป็นการทำให้รู้ สเตตัส ภาวะการของเราตอนนี้คือรู้เท่าทัน อยู่กับปัจจุบันว่า เวลานี้ โมเมนต์นี้  เราเป็นยังไง เราอยู่ในสภาวะไหน เมื่อเราเข้าใจมันแล้วก็ไม่ต้องไปตัดสินตีความว่า มันเป็นปัญหาหรือเรา คำถามมันจะเกิดขึ้นมาตลอดแต่ว่าค่อยๆ ตระหนักรู้ค่อยๆ ศึกษา ค่อยๆ ตั้งคำถาม ค่อยๆ เฝ้าสังเกต และก็เรียนรู้ จากเพื่อน ถึงจะทำให้เรา รู้สึกว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่นั้น มันคืออะไร

แล้วการมองคนอื่น?

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้คือ ภาวะกลุ่ม พี่มาสอนเรื่อง 4 ทิศ  เป็นการจำลองสภาพให้เทียบเคียงจากสัตว์ 4 อย่างก็จะเห็นว่า พี่อาจจะมีชุดเครื่องมือให้ ว่าแต่ละตัวมันเป็นแบบนี้ กระทิงมันเป็นแบบนี้ หมีมันเป็นแบบนี้ แต่พอสุดท้ายแล้วพอเข้าไปคุยกันเอง เขาก็จะเติมเต็มกันและกันเอง ว่ากระทิงทำไมต้องเน้นเป้าหมาย เป็นการเรียนรู้เพราะมันมีคำถามว่า “เราจะรู้จักคนอื่นได้อย่างไร” แล้วเราจะทำงานกับคนอื่นได้ดี ได้อย่างไร ก็ต้องกลับมาดูตรงส่วนนี้

เราจะเอาสัตว์ 4 ทิศไปใช้กับชีวิตได้อย่างไร?

เรากลับไปอยู่ในชีวิตประจำวัน อย่างแรกเลย จุดเริ่มต้นของสาเหตุทั้งหมดต้องคิดว่ามาจากตัวเราก่อน การจะไปแก้อะไร แก้คนอื่น หรือควบคุมคนอื่นยาก  ทำไมเธอไม่เป็นอย่างนั้น ทำไมเธอไม่เป็นอย่างนี้ กลับมาดูตัวเองว่าจริงๆแล้ว ผลกระทบหรือว่าวิธีคิดสิ่งที่เรากระทำนั้น สมมุติถ้าเราเป็นคนเร็วใจร้อน การทำงานแบบเร็วและใจร้อน มันจะส่งผลกระทบกับคนอื่นอย่างไร บางคนอาจไม่เข้าใจ ว่าทำไมต้องเคร่งเครียดนัก ทำไมต้องเอาแต่เป้าหมาย เราอาจต้องเข้าใจว่า คนเรามันไม่เหมือนกัน เราต้องยอมรับความแตกต่างหลากหลายและเมื่อรู้ว่าเราไม่เหมือนกัน เราก็ต้องรู้คนที่เรามีปฏิสัมพันธ์ด้วยเป็นคนในลักษณะไหน เขาต้องการอะไร ถ้าเป็นในเชิงการบริหารเราก็ต้อง สั่งงานหรือมอบหมายงานให้รู้จักกับคุณลักษณะของคนนั้น บางคนต้องการ การลงรายละเอียดมากขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ว่า ถ้าสั่งงานไปแล้ว ต้องบอกให้ชัดว่าจะต้องทำงานยังไง ไปทำเอกสารอีกชุด ไปไหนต่อ แต่สำหรับบางคนที่มองตาก็รู้ใจ พูดสั้นๆ แล้วก็ปล่อยอิสระ ไม่ต้องไปลงรายละเอียด บางคนรำคาญ นั่นก็คือ คุณลักษณะ 1 ใน 4 ของสัตว์ 4 ทิศ นั่นเอง เราก็ต้องเรียนรู้ หลักๆคือก่อนจะทำอะไร ต้องค่อยๆ ดูไคร่ควร และหัวใจสำคัญคือ ต้องรู้ว่าเราจะสั่งการ หรือจะทำงานเรื่องนี้กับใคร เขามีคุณลักษณะอย่างไร

สุดท้ายฝากอะไรให้กับคนรุ่นต่อไป?

คนที่มาก่อนก็ต้องไปก่อน เราคงไม่ได้อยู่จนแก้ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ มันก็เป็นวัฏจักรของคน ตอนนี้สัดส่วนของประชากร พี่อยู่ในรุ่น GEN X ก็อยู่ในรุ่นคนส่วนใหญ่ที่ครองอำนาจ หรือว่ามีอิทธิพล แต่ต่อไปอย่าลืมต้องมีคนรุ่นนี้ เราไม่ได้อยู่ไปจน 100 ปี แต่เราต้องทำงานกับคนข้ามรุ่นด้วย และคนรุ่นต่อๆไป ก็จะเป็นคนที่มีกำลัง เพราะฉะนั้นเองเราก็ต้องรู้จัก ถ่ายทอด เตรียมคน ถ้าเราอยากจะวางวิธีคิด เราก็ต้องเตรียมพร้อมเขา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องยอมรับความคิดที่แตกต่างกันด้วย ซึ่งนอกจากจะรู้จักตัวเองแล้วต้องยอมรับเรื่องของความแตกต่างหลากหลาย แต่ที่แน่ๆคือ ทุกคนมีความเป็นมนุษย์เหมือนๆกัน