คน ผี ปีศาจ : ณัฐฬส วังวิญญู

โจเซฟ แคมเบล

เขาเป็นนักมานุษยวิทยา เขา ศึกษาเรื่องตำนานจากวัฒนธรรมต่างๆ เขาก็เจอ Pattern อะไรบางอย่าง มันเหมือนกับว่า เขากำลังศึกษา สังคมมนุษย์ มันกำหนดเป้าหมายทางชีวิตอย่างไร ชีวิตเกิดมาเพื่ออะไร แต่ละสังคมก็พยายามอธิบายผ่านศาสนาบ้าง ผ่านเรื่องเล่าหรือตำนานปรัมปรา คติ อะไรพวกนี้ เขาก็ศึกษาตรงนี้แล้วก็เจอ Pattern อะไรบางอย่างที่คล้ายๆ กันก็คือว่า มันก็แบ่งเป็น Stage ต่างๆ ตั้งแต่ คนทำธรรมดาคนหนึ่งที่อยู่ๆก็ ได้รับเสียงเรียก เขาเรียกว่า Calling หรือว่า ความอยากค้นหา อยากออกเดินทาง เช่นเกิดเหตุการณ์วิกฤตใน หมู่บ้านหรือในชีวิตตัวเอง ในครอบครัว อย่างพระพุทธเจ้าก็ไปเจอ คนที่แก่ คนตาย มันทำให้ชีวิตธรรมดาถูกเขย่า เอ๊ะ มันเกิดเอ๊ะ มันก็เปลี่ยนจาก เอ๊ะ มาเป็นคำถามแล้วก็เริ่มค้นหา วงจรของ hero’s journey ก็เป็น วงจร ของการค้นหาการแสวงหา ความเข้าใจหรือการเติบโตทางจิตวิญญาณของมนุษย์ 

คนเดินทางทุกคน ต้องเจออุปสรรค ถ้าเป็นในนิทานก็จะต้องเจอตัวร้าย เจอปีศาจ เขามีหน้าที่มาทดสอบ ความจริงแท้ของเรา ความบริสุทธิ์ใจต่อเส้นทาง ต่อสิ่งที่เราทำ อีกอย่างก็คือ ฝึกเรา ฝึกเราให้ต้องเข้มแข็ง หรือไม่งั้นก็ต้องเริ่มหาครู หรือ เพื่อน เพราะคนส่วนใหญ่ก็จะแกว่ง เพราะฉะนั้น คำว่า HERO มันไม่ใช้ Perfect Human มันคือ คนธรรมดา ที่ถูกทำให้ต้องค้นหาพลังที่มันมากขึ้น

ตรวจตัวเอง

ไม่รู้มันง่ายหรือเปล่า อย่างเช่น ตั้งคำถามง่ายๆ ว่า  สมมุติว่าผมไม่ชอบคนๆนี้ มันอาจต้องกลับมาถามว่า ผมต้องการอะไร บางทีมันจะเต็มไปด้วยคำอธิบายที่เรา ไม่ชอบนั้น ไม่ชอบนี้ เพราะอะไร มีเหตุผลอธิบายได้หมดเลย แต่ว่าลึกๆเพราะว่าต้องการอะไร เราปรารถนา อะไร ซึ่งชั้นความต้องการมันอยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ใต้จิตสัมนึกของเรา อันนี้ก็อาจต้องมาค้นมาเรียน ว่าภายใต้การตัดสิน ภายใต้มุมมองทั้งหลาย มันมีระบบคุณค่าอะไรบางอย่าง

เช่น ผมบอกว่า ผมไม่ค่อยชอบคนๆนี้ เพราะว่า เขาดู กร่าง ดูก้าวร้าว กว่าคนๆอื่น ผมก็ต้องถามตัวเองว่าที่ผมไม่ชอบอย่างนั้นเพราะอะไร ผมต้องการอะไร เรารู้สึกว่าความเท่าเทียมกันสำคัญการที่ต้องรับฟังคนอื่น การค้นหาลงไปในระดับที่เราอาจไม่เคยถามตัวเองลึกๆ มาก่อน

คิดว่ามันทำให้เราตั้งคำถามว่า วิธีการของเรา เดิมๆ มันได้ผลหรือไม่ได้ผล แล้วตัวตนของเรา ลึกๆหลายๆครั้ง หลายๆ อุปสรรค มันไม่ได้สะท้อนวิธีการของเรา แต่มันสะท้อนตัวตนของเราวิธีคิดของเรา อะไรบางอย่างของเรา   เช่นยึดวิธีการแบบนี้ ยึดสไตล์นี้  มันทำให้เกิดข้อจำกัด หนทางมันแคบ เพราะฉะนั้น อุปสรรค์เหล่านี้เหมือนมาปะทะกับเราในบางกรณีก็ต้องถามสิ่งที่เราเป็นอยู่ เราอาจจะเป็นอุปสรรคเสียเอง ขว้างกั้นไม่ให้เราไปถึงเป้าหมายที่เราต้องการ

ในแง่หนึ่งอุปสรรค ก็เป็นตัวช่วยให้เกิดการตั้งคำถาม

 

เจอปัญหา

คนเราต้องการมุมมองนะ มุมมองในการทำความเข้าใจกับ อุปสรรคที่ตัวเองเจออยู่ความทุกข์ที่ตัวเองเจออยู่มันต้องการเครื่องมือหรือ Framework อะไรบางอย่างที่ช่วยมอง มองอุปสรรค แบบค้นหา มันต้องมาจากการมองตัวเองเป็นหลัก  แล้วก็หันมามองว่าอุปสรรคที่เราเจอทำให้เราเปลี่ยนแปลงยังไง อันนี้มันไม่ใช่แค่ 2 – 3 วันแล้วคลิ๊ก บางทีมันก็ต้องสะสมประสบการณ์

แยก

หลายๆคนที่พบภาวะทุกข์เครียด ก็เพราะว่า ถูกทำให้แยกตัวเองออกจากสังคม  และก็ดิ่งลงสู่ดิน หลักๆ รู้สึกทำอะไรไม่ได้ รู้สึก ฉันคือใคร คุณค่าฉันอยู่ที่ไหน คำถามนี้เป็นคำถามหลักเลย แต่ที่น่าเศร้าคือ หลายๆคนติดอยู่ตรงนั้น หาไม่เจอเพราะมันไม่มีกระบวนการช่วยเหลือ แต่จริงๆ แล้วมันคือแรงดึงจากโลกทำให้ตัวเองต้องล้มลง ถ้ามีการเรียนรู้ที่ดีในโลกของความมืด โลกของความไม่รู้ และความสับสน มันอาจทำให้เจออะไรบางอย่าง เจอสิ่งที่เรามีดีอะไร เราเกิดมาทำไม ทุกวันนี้พี่เชื่อการที่เด็กรุ่นใหม่ มีอาการสับสนและก็ Depression มากมายเพราะว่ามัน Lost สังคมมันโดดเดี่ยวมาก 2 อย่างที่คิดว่ามนุษย์ต้องการนะ นอกจากต้องการเพื่อน ก็คือ คุณค่าในตัวเอง และ ความหมายจะอยู่ไปเพื่ออะไร นี่เป็นคำถามหลัก แต่การศึกษามันก็ไม่ได้ให้สิ่งนี้

ด้วยกัน

พี่เชื่อว่ามันเป็น Cocreation  หรือ ว่า Co – Revelation คือมันวิวัฒนาการไปพร้อมๆกัน ระหว่างเรากับโลก ก็คงไม่ใช่ว่า มันมีบางอย่างกำหนดมาแล้ว แล้วเราต้องเป็นอย่างนั้น ไม่ใช่ มันไม่ง่ายขนาดนั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ไม่ต้องทำอะไร รอให้มันพาไปเป็นคลื่น แต่เผอิญ เราเป็นคลื่นด้วยไง เราไม่ใช่แค่เรือ

ทุกๆโมเมนต์ ทุกๆ อีเว้น มันก็จะมี สิ่งที่เรียกว่า Choice เราจะเลือกอะไร เราจะเลือกแบบไหน เราจะเลือกหยุดและเรียนรู้กับมัน หรือเราจะเลือก ที่จะไม่รู้และก็ไปต่อ แต่ถ้าไปต่อแล้วมันเป็นโจทย์ที่เราไม่รู้ เดี๋ยวมันก็เจออีก ถ้าเราไม่มีความเข้าใจหรือยังไม่ได้เปลี่ยนตัวเอง หลายๆคนก็เจออุปสรรค ในเรื่องความรัก เพราะว่าการเรียนรู้มันยังไม่จบ มันยังไม่ผ่าน Chapter แรก เราก็คิดว่าเลิกและกัน ไม่เวิร์คใช่ไหม  เราก็ไป แล้วก็ไปเจอคนใหม่ แต่อาจเจออุปสรรค อันเดิม  จนกระทั้งเราเรียนบางเรื่อง คุณภาพของสัมพันธ์ ถึงจะเปลี่ยนแปลง พี่ไม่เห็นทางอื่น คือเรามีส่วนเยอะ หลักๆ ก็คงเป็นเรื่องการเรียนรู้และก็การเปลี่ยนแปลง 

ง่าย

มันอาจ เข้าใจมันมากขึ้นและอนุญาติให้ตัวเอง ผ่านกระบวนการ ลอกคราบ ผ่านกระบวนการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมันก็คือต้องยอมรับความเจ็บปวด ยอมรับความทุกข์ มันเหมือนกับว่าถ้าเราจะเกิดใหม่ มันต้องผ่านช่องคลอดอะไรบางอย่าง มันต้องผ่านภาวะของความทุกข์ เช่นการไม่ยอมรับ การโมโห การเกิด ความเจ็บปวด และก็ ศิโรราบ ให้กับมัน ยอมรับมัน โดยที่เราไม่รู้หรอกว่า เสร็จแล้วมันจะมีอะไรเกิดใหม่ไหม แต่ก็ยอมรับ แต่ก็ต้องทำตามความรู้สึก และก็ทำตามสิ่งที่อยู่ในใจ สละทิ้ง ตาย ยอมรับในความตายของคนที่เรารัก ยอมรับความตายของความสัมพันธ์เดิม หรือว่าความคาดหวัง ต้องยอมรับทุกข์ ต้องดิ้นรนกับมัน แล้วมันถึงจะเกิดการพลิกการเปลี่ยน และส่วนใหญ่มันก็ไม่ได้อยู่ในภาวะ ที่มันตั้งใจหรือยู่ในแผนเรา และเหตุการณ์เหล่านี้มันจะวิ่งมาชนกับเราเอง ถ้าเราตั้งตัวทัน เราก็ตั้งรับกับมัน พี่ว่ามันไม่เคยง่าย  มันจะทำให้ทรุดไป และที่สำคัญมันจะทำให้เราเจอเพื่อน มันจะทำให้เราขอความช่วยเหลือเป็น มันจะทำให้เราไม่ลืมว่า เราไม่ได้เก่งทุกอย่าง ชีวิตไม่ได้อยู่ในอำนาจควบคุมของเรา และเราไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว  เรายังมีเพื่อน มีครู บางครั้งที่ความทุกข์มันเข้ามา มันอยากทำให้เราใกล้ชิดกับเพื่อนของเรา ภรรยาของเรา ให้เรารู้ว่าเราไม่ได้เดินทางอยู่โดดเดี่ยว ถ้าเราอยากตายหรือเราโดดเดี่ยว มันก็ไม่ได้มีเราคนเดียว เรามีเพื่อนมากมาย ที่โดดเดี่ยวและอยากตาย

คือจุดประสงค์ทางจิตวิญญาณหลักๆคือ อยากทำให้เราขยายแพร่ออกของชีวิต ไปเชื่อมโยงกับชีวิตคนอื่น ทำให้เราหลุดออกจาก อีโก้ ธรรมของเรา ทำให้เราติดดินมากขึ้น ไม่ได้ทำให้เราสูงส่งขึ้น ทำให้เราเป็นธรรมดามาขึ้น มากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้เราตัดสินคนอื่นน้อยลง

ถ้าใช้ภาษาอาจารย์ของพี่ตรุงปะ  (เชอ เกียม ตรุงปะ รินโปเช) ความเจ็บปวด ความแตกสลาย เป็นหัวใจของนักรบ มันสลายแล้วมันย่อมไม่มี ที่ให้อยู่ของความกลัว ความกลัวอยู่ไม่ได้แล้ว มันก็จะมีความเศร้าและความสุขที่ล้ำลึก จากการเข้าถึงความจริงผ่านความรู้สึกไม่ใช่ความคิด ความคิดนี่ช่วยไม่ได้ ต้องเจอเท่านั้น เผชิญกับมันเท่านั้น ยอมให้มันละลายเรา ถ้าถามว่ามันจะจบเมื่อไหร่ ไม่มีจบ