ปะผุยุติธรรม : ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง


คนบริสุทธิ์ ร้องไห้ดีใจ ที่ได้รับการปล่อยจากคุก
นี่หรือกระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ

ประโยคบอกเล่าที่ชี้ชวนเราตั้งคำถาม ในฐานะการเป็นผู้อยู่ร่วมในสังคม จริงที่ว่าเราต่างเฝ้ามองสิ่งที่เราเรียกว่าความยุติธรรม ผ่านข่าวการตัดสินคดี และ เราก็ดีใจกับอิสรภาพ ที่ได้มาหลังจากถูกกล่าวหา และถูกจองจำ ก่อนความจริงที่บริสุทธิ์จะปรากฏ แต่ทว่าก่อนที่จะออกมาสู่อิสรภาพ คนเหล่านี้ได้ถูกริดรอนอิสระที่เคยมี  กระบวนการยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพ ในแบบประเทศไทยที่ปล่อยให้คนโลกสวยแบบเรารู้สึกดีกับการคืนอิสระนั้น โดยปราศจากการตั้งคำถามถึง เรื่องราวก่อนหน้า

“ผมว่าเราไม่ควรเอา ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ ตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ราชทัณฑ์ มาทุ่มเทให้กับการดำเนินคดี กับผู้บริสุทธิ์เสมือนกับว่าเขาเป็นผู้กระทำผิด”

ประโยคที่สอง ฟาดเราอย่างจริงจัง เราไม่เคยคิดถึงค่าความสูญเสียของทรัพยากร ของรัฐที่จะต้องจ่าย ตั้งแต่การสูญเสียเวลาของเจ้าหน้าที่รัฐ การลากเอาคนที่ไม่เกี่ยวเข้ามา สิ่งนี้ คือสิ่งที่เรียกว่า หายนะ ของ ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง อัยการจังหวัด สำนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัว จังหวัดกาญจนบุรี

หายนะอย่างไร?  หายนะประการที่หนึ่ง ถ้าเป็นในกรณีของผู้บริสุทธิ์  รัฐต้องใช้ทรัพยากรตั้งแต่ตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา ดำเนินคดีเขา แล้วถ้าเขาถูก ขังโดยไม่ได้รับการประกันตัว ซึ่งมีโอกาสที่คนบริสุทธิ์จะถูกขังหลายปี ตั้งแต่คดีชั้น ต้นจนไปถึงชั้นอุทธรณ์ ฎีกา

เพราะว่าการฟ้องคดี โดยที่พยานหลักฐานยังไม่สมบูรณ์ หนักแน่น เกิดผู้กระทำผิดหรืออาชญากรตัวจริงถูกยกฟ้อง ฟ้องจำเลยเป็นคดีอีกครั้งไม่ได้นะ ตามหลักสากลคือ
การดำเนินคดีทำได้เพียงครั้งเดียว ถ้าการดำเนินคดีโดยพยานหลักฐานไม่แน่นหนา เป็นความเสียหายล้มเหลวของรัฐในการปราบปรามอาชญากรรม ดังนั้นเมื่อไหร่ที่ศาลยกฟ้อง เมื่อนั้นก็คือหายนะ
 ”

 

หายนะ ที่สิ้นเปลืองทรัพยากรของรัฐในทุกด้าน ไม่ว่าจะทั้งเวลา บุคคล และ งบประมาณ ถ้าเรารับรู้ความหายนะ เช่นนั้น หนทางไปสู่ที่ทางใหม่ คืออะไร เราจะแก้กันอย่างไร

“กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทยมันวิปริตจนแก้ไขเล็กน้อยไม่ได้และ มันปะผุไม่ได้ มันต้องปฏิรูปเลย เพราะมันเป็นเรื่องของระบบปรัชญา ตรรกะ วิธีคิด และ กระบวนการดำเนินคดี   ยกตัวอย่างอังกฤษ เขียนไว้ว่า อัยการจะดำเนินคดีได้ต่อเมื่อ มั่นใจว่าจะได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษจำเลยจริงๆ  ห้ามมิให้อัยการดำนินคดี หรือ ฟ้องใดๆต่อไป ถ้าพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะได้มาซึ่งคำพิพากษาลงโทษ ไม่ว่าคดีนั้นจะมีความร้ายแรงเพียงใด”

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย ที่ว่าแก้ไขแบบปะผุไม่ได้ วิธีเดียวคือการรื้อและสร้างระบบใหม่ เพราะเกินเยียวยาขนาดนั้นแล้วหรือ?

 
“มันคือกระบวนการยุติธรรมที่วิปริต วิปลาส ผู้กระทำความผิดหรือ อาชญากรตัวจริงกลับหลุดรอดลอยนวลมากมาย แต่ในทางกลับกัน เราพบว่ามีผู้บริสุทธิ์กลับต้องเรียกร้องขอความเป็นธรรม เนื่องจากถูกจับ ถูกฟ้อง ถูกขัง ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิด แม้เราจะตรากฎหมายเพิ่มโทษเป็นความผิดอาญาร้ายแรงเพียงใด แต่หากไม่มีการบังคับใช้ อย่างตรงไปตรงมา กฎหมายฉบับนั้นก็ถือว่าเป็นหมัน คือไม่สามารถบังคับใช้ได้ตามเจตนารมณ์จริงๆ  การเพิ่มอัตราโทษของกฎหมายไม่ได้ทำให้เกิดการบังคับใช้ปราบปรามอาชญากรรมได้จริง ดังนั้น ระบบกระบวนการยุติธรรมที่ดีที่มีประสิทธิภาพคือ ต้องเป็นระบบที่มีการตรวจสอบอย่างเคร่งครัดถึงขนาดเจ้าหน้าที่เลวๆ แม้จะอยากกระทำชั่วมากแค่ไหนก็ไม่สามารถกระทำได้ ”

แอบนึกถึงช่วงเวลาที่ดูซีรี่ย์ อย่าง CSI ที่มีเจ้าหน้าที่หลายคนเข้ามาช่วยกันทำคดีอย่างเมามันส์

ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายกฎหมาย อัยการ นายอำเภอ เจ้าหน้าที่สืบสวนพิเศษ เจ้าหน้าที่เก็บหลักฐาน ที่ทั้งถ่ายรูป ทั้งเก็บหลักฐานแบบละเอียดยิบๆ ถึงขึ้น สันนิฐานเบื้องต้นได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง แล้วก็ส่งต่อไปยังแล็ป หรือ แม้กระทั่งบางเคสที่มีนักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องร่วมค้นหาความจริง



ระบบยุติธรรมในต่างประเทศเราจะเห็นว่าเขาจะไม่ยอมให้กระบวนการเก็บรวบรวมหลักฐาน อยู่ในเงื้อมือของเจ้าหน้าที่ฝ่ายใดเพียงฝ่ายเดียว  เขาจะมีหน่วยงานหลากหลายที่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานแห่งคดีได้ ซึ่งแม้กระทั่งผู้เสียหายเอง เพราะ ผู้เสียหาย ย่อมต้องการเอกสารหลักฐานทางวัตถุพยาน ภาพถ่าย กล้องวงจรปิดในที่เกิดเหตุ เพื่อเป็นหลักฐานว่าคดีที่เขาถูกกระทำ เขาจะได้รับการดำเนินการอย่างเป็นธรรม ดังนั้น เมื่อยกตัวอย่างของการเกิดเหตุ การฆาตกรรมขึ้นมาเรื่องหนึ่ง ซึ่งสถานที่เกิดเหตุจะมี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานซึ่งไม่ได้ขึ้นตรงกับผู้บังคับบัญชาของตำรวจที่ทำหน้าที่ดำเนินคดี  (เจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งรับผิดชอบคดี) ฝ่ายปกครองที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่มีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ของตัวเอง พนักงานอัยการ  คือคนที่รับผิดชอบสูงสุดในการทำคดี มีอำนาจหน้าที่ในการเข้าถึงพยานและที่เกิดเหตุได้ ดังนั้น ในที่เกิดเหตุ มีภาพจากกล้องวงจรปิดหรือไม่ หากมีจะต้องถูกถอดก๊อปปี้แจกกัน ในที่เกิดเหตุมีพยานรู้เห็นเหตุการณ์กี่คน จะต้องถูกจดบันทึกไว้ เช่น นาย ก รู้เห็นเหตุการณ์ ในสำนวนคดีที่ส่งอัยการจึงต้องมีคำให้การของนาย ก เช่นเดียวกัน ไม่ใช่สอบสวนไปหลายเดือนจนไม่มีประชาชนหรือสื่อมวลขนติดตามคดีแล้วก็ทำสำนวนแบบไม่มีคำให้การนาย ก  ไม่มีพยานรู้เห็นและปล่อยคนกระทำผิดลอยนวล

ถ้าเป็นการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพียงฝ่ายเดียว หากไม่เอานาย ก เข้ามาเป็นพยานในสำนวน แน่นอน ว่าอัยการก็จะได้พยานหลักฐานไม่ครบและไม่พบว่ามีนาย ก ทั้งที่นาย ก เป็นพยานผู้รู้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น อัยการจึงย่อม สั่งสำนวนคดี ที่ปราศจากคำให้การของนาย ก
ดังนั้น การสั่งคดีย่อมผิดเพี้ยนไป ดังนั้น เมื่อมีเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายรูปในที่เกิดหตุ ทุกฝ่ายรับรู้ว่ามีพยานกี่คนและ สามารถเก็บกล้องวงจรปิดได้ เจ้าหน้าที่ไปรู้เห็น สถานที่เกิดเหตุจริง มีร่องรอยการต่อสู้กันอย่างไร  ข้าวของที่กระจัดกระจายไปแบบไหน เมื่อพยานหลักฐานถูกเก็บรวบรวมโดยสมบูรณ์ คือ การมีหลายฝ่ายเข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายใดๆก็ไม่อาจจะบิดเบือนข้อเท็จจริง หรือ บิดเบือนหลักฐานเไม่ได้ ก็จะทำให้อัยการได้รับ ข้อมูลและหลักฐานที่ครบถ้วนสมบูรณ์ ส่งผลต่อการสั่งคดีและพิพากษา
ในสหรัฐอเมริกาเมื่อมีการจับผู้ต้องสงสัย อัยการหรือเจ้าหน้าที่ของอัยการจะต้องไปในโรงพักเพื่อไปตรวจสอบว่า ใช้กำลังทำร้ายกับเขาไหม พยานหลักฐานพอจะจับเขาหรือเปล่า มีการบังคับให้รับสารภาพหรือเปล่า มีพยานหลักฐานที่เขาจะสามารถแก้ตัวแสดงความบริสุทธิ์แต่ไม่ถูกรวบรวมไว้เป็นประโยชน์กับเขาหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ คือการดุงและคานการรวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อให้ ผู้ที่ใช้อำนาจจับกุมไม่สามารถใช้อำนาจแจ้งข้อหา และ ไปขอฝากขังผู้ต้องสงสัยได้ตามอำเภอใจ แต่มีหน่วยงานอื่น เข้ามาดูทันทีเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ ของประชาผู้ที่ถูกจับ นี่คือระบบกระบวนการยุติธรรมที่มีระบบการป้องกัน คนบริสุทธิ์ถูกรังแก เหล่านี้ คือการคานพยายานหลักฐาน เพื่อให้ ผู้ที่จับไม่สามรถใช้อำนาจ และ ไปขอฝากขัง ได้ตามอำเภอใจ แต่มีหน่วยงานอื่น เข้ามาดูทันทีเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ ของผู้ที่ถูกจับ นี่คือระบบการป้องกัน คนบริสุทธิ์ ”


ซึ่งประเทศไทยไม่ได้มีระบบแบบนี้

เมื่อประเทศไทยไม่ได้โปรยไปด้วยดอกลาเวนเดอร์ แต่โปรยดอกผลของ Monopoly ในสังคม

“  ประเทศไทยจะเป็นระบบที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตำรวจฝ่ายเดียว เก็บรวบรวมพยานหลักฐาน จึงอยู่ในดุลยพินิจของตำรวจเพียงฝ่ายเดียว ดังนั้น พยานหลักฐานนั้นจะถูกเก็บไม่สมบูรณ์ โดยตั้งใจ หรือ บกพร่อง ทำให้พยานสูญหายไปก็ไม่มีใครทราบ การมีหลายหน่วย มันทำให้ทุกคนขบคิดกัน ว่ามันจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานอื่นๆที่ควรจะมารับรู้พยานหลักฐานอีกบ้าง การที่ไทยมีแค่ตำรวจหน่วยเดียวที่สามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ ดังนั้น ถ้าจะบอกว่ากล้องวงจรปิดเสีย กล้องวงจรปิดไม่มี ก็พูดได้ง่ายๆ หรือ อาจจะมามุกใหม่ อย่างเช่น โจรมีความชำนาญพื้นที่มาก หลบกล้องวงจรปิดได้เป็นร้อยตัว ไม่ว่าจะมีกล้องกี่ร้อยตัวใน กทม. โจรก็สามารถ หลบได้หมดทุกตัว ครับ … ก็พูดได้ง่ายๆ ไม่มีใครตรวจสอบได้ ไม่มีใครคัดคานได้เลย ความยุติธรรมย่อมสูญเสีย 

อีกอย่างที่น่าสนใจ เราจะส่งต่อการรับรู้ ไปจนถึงการรู้สึกรู้สาต่อเรื่องความอยุติธรรมนี้อย่างไร พื้นที่อย่าง young คศน. ที่มีเหล่าผู้นำรุ่นใหม่ จากหลากหลายที่มา จะตอบโจทย์ สิ่งเหล่านี้ได้หรือไม่ หากเราอยากปลูกดอกผลอื่น แซมลงไปในสวนนี้

“ผมว่าสิ่งที่พวกเขายังขาดคือ เขาอยู่นอกกระบวนการยุติธรรม มันทำให้เกิดช่องว่าของความเข้าใจในเรื่องของขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม ว่ามันมีอะไร บ้าง นอกจากไม่เข้าใจขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว ยังไม่เข้าใจว่าในระหว่างขั้นตอนมันมีเทคนิคการโกงการบิดเบือนความจริงหรือทุจริตกันอย่างไรอีก มันมีเล่ห์เหลี่ยมกลโกงอะไรในกระบวนการเหล่านั้นอีก การที่เขาได้มาประจัก รู้ว่ากระบวนการยุติธรรม มันต้องดำเนินการตามขั้นตอนแบบนี้ มาเข้าใจว่ากระบวนการยุติธรรมที่ดีมีมาตรฐานมันต้องเป็นแบบไหน เข้าใจปรัชญาว่า “คนชั่วต้องไม่ลอยนวล คนดีต้องไม่เข้ามาเป็นแพะ” ซึ่งตรงนี้ พอเข้าใจกระบวนการ เข้าใจปรัชญา เข้าใจการใช้เลห์เหลี่ยมกลโกงในกระบวนการยุติธรรม เข้าใจว่าระบบมันมีข้อผิดพลาด ทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจ มันมีการบิดเบือนข้อเท็จจริงได้ พอรู้อย่างนี้ ก็ดำเนินมาสู่การหาทางออกอย่างไร เรามาดูมาตรฐานสากล สากลมันมีการตรวจสอบ ไม่ให้เจ้าหน้าที่ชั่วๆกระทำความผิดบิดเบือนความยุติธรรมได้

การพบกับเหล่าผู้นำรุ่นใหม่ หรือ เด็กๆ  การที่เขาได้ตระหนักความจริง ผมว่าพวกเขาเหล่านี้เรียนรู้ได้ไว และ มีความรู้สึกร่วมที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคม”

เรื่องนี้สำคัญกับการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อย่างไร

จากการทำปฏิรูปมายาวนาน ผมตกผลึกเรื่องการปฏิรูปในการสื่อสารอยู่สองข้อ คือ ข้อแรก ต่อให้เรามีกฎหมายว่ามันจะดีแค่ไหน ถ้ามัน ไม่มีการบังคับใช้ที่มีประสิทธิภาพ กฎหมายนั้นย่อมไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ดังนั้นกระบวนการยุติธรรมที่ดีมีมาตรฐานจำเป็นต้องมีหลายหน่วยงาน รวมถึงประชาชน ที่สามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่แท้จริงของสิ่งที่เกิดขึ้นได้ คือ การได้รับรู้หลักฐานแต่ไม่ใช่เป็นการเข้าไปยุ่งเหยิง เช่นเราเป็นผู้เสียหาย เราก็มีสิทธิในการรับภาพในกล้องวงจรปิดนั้น มิใช่เพียงเฝ้ารอให้เจ้าหน้าที่ชั่วๆมาบอกเราว่ากล้องวงจรปิดเสีย เช่น กล้องวงจรปิดเป็นของกทม. กทม.ต้องส่งให้ตำรวจ ซึ่งในกรณีนี้ เราควรได้รับภาพจากกล้องนั้นเช่นเดียวกันจาก กทม โดยตรงด้วยเช่นกัน ป้องกันไม่ให้ใครไปเปลี่ยนแปลง หรือ ทำลายได้ตามอำเภอใจ สิ่งนี้จึงจำเป็นที่จะต้องมีหน่วยงานหลายภาคส่วน รับรู้พยานหลักฐานและรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ เพื่อป้องกัน การผูกขาดความจริงในคดี ป้องกันการทำลาย และ บิดเบือน พยานหลักฐาน เพื่อให้พยานหลักฐานที่สมบูรณ์ที่สุดได้ส่งถึงมืออัยการ

ข้อสอง กระบวนการยุติธรรมจะต้องมีหลายหน่วยงานที่สามารถริเริ่มดำเนินคดี เช่น มีอัยการ ศุลกากร ป่าไม้ กทม. ฝ่ายปกครองฯ  ที่สามารถริเริ่มดำเนินคดีได้ ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องมีหลายงานสอบสวนทำสำนวนส่งตรงไปถึงอัยการได้ เพื่อไม่ให้ความยุติธรรมถูกผูกขาด ถูกดอง ถูกตัดตอนในเงื้อมือของหน่วยงานใดเพียงลำพัง