แยกแวดล้อม : ภราดล พรอำนวย

“ไอ้เชี่ย ทำไมมันร้อนงี้วะ”

ประโยคบอกเล่า ที่บอกเล่าความรู้สึกของ ปอ หรือ ภราดล พรอำนวย เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ขณะที่เขาขับมอเตอร์ไซด์ ไปจอดสี่แยกไฟแดงกลางเมืองเชียงใหม่ 

หลายคนคงรู้จักนักดนตรีคนนี้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ร่วมก่อตั้ง The North Gate Jazz (บาร์แจ๊ซในเชียงใหม่) หรือ โปรเจครณรงค์เรื่องการปลูกต้นไม้ในเมือง, คืนความสะอาดให้แม่น้ำลำคลอง, ลดการใช้หลอดและพลาสติก ฯลฯ

นอกจากนี้ พี่ปอยังอยากทำกองทุนฯ ที่ชื่อว่า Chiangmai Trust เพื่อขับเคลื่อนเรื่องสิ่งแวดล้อม และงานครั้งนี้จะเริ่มต้นที่การปลูกต้นไม้ตลอดแนวคันคลอง (ช่วงแรกยาว 7 กิโล ทั้งสองฝั่งจากสี่แยกดอนแก้วถึงหน้าหมู่บ้านอิงดอย) นอกจากจัดหาต้นไม้มาปลูกแล้ว เขาตั้งใจจะวางแผนการดูแลรักษาในระยะยาวให้อยู่รอดเติบโต รวมถึงการตัดแต่งให้สวยงามปลอดภัยอีกด้วย และนี้คือทั้งหมดที่เริ่มจากความรู้สึกร้อนของคนคนหนึ่ง ไปจนถึงการลงมือทำ  

“ผมรู้สึกว่าร้อน มันก็แค่นั้นจริงๆ … ผมเป็นคนที่นี่ คนเชียงใหม่  คำถามคือ แล้วเราทำอะไรได้บ้าง? ก็คิดว่าปลูกต้นไม้แหละ ผมเคยอ่านบทความหนึ่ง เขาบอกว่า การปลูกต้นไม้เป็นหนทางที่มีต้นทุนถูก และง่ายที่สุด ถ้าเราจะแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อม  ความร้อน หมอกควัน เรื่องมลพิษในอากาศ”

ถ้าพูดถึงสิ่งแวดล้อม เรามักจะได้ยินการพูดถึงเรื่องการส่งต่อถึงลูกหลานในอนาคต บางครั้งเราจึงไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปัจจุบันขณะ พี่ปอให้คำตอบเราแบบง่ายๆ

“ผมไม่รู้ว่ามาถึงจุดนี้แล้ว เรายังมีความสามารถในการส่งต่ออะไรให้ใครอีกหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ วันนี้ถ้าเราปล่อยให้มันมีปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ เช่น หมอกควันไปเรื่อยๆ เราอาจจะไม่ต้องคิดถึงคนในอนาคต คนรุ่นเราเองก็อาจจะอยู่ไม่ได้ อันที่จริงแล้วเรื่องสิ่งแวดล้อมมันก็ส่งผลต่อ ทุกปัญหาที่เราเผชิญอยู่แล้ว”

 

Chiangmai Trust ถึงแม้จะเริ่มจากเชียงใหม่ แต่ไม่ได้หมายถึงพื้นที่เชียงใหม่ที่เดียวที่กำลังเผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม

“พอพูดถึงสิ่งแวดล้อมเราไม่สามารถพูดแค่ปัญหาในเชิงพื้นที่ได้ มันคือภาพรวม ที่ไม่ใช่แค่ในระดับภูมิภาคด้วย เป็นภาพรวมระดับนานาชาติ เราไม่สามารถแยกความไพเราะของบทเพลงออกเป็นชิ้นๆ ได้ฉันใด เราก็ไม่สามารถแยกองค์รวมของสิ่งแวดล้อมออกมาเป็นชิ้นๆ ได้แบบเดียวกัน

ถ้าเรายังมองโลก มองประเทศเป็นชิ้นๆ เราคงไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้แน่ๆ แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราไม่แบ่งวิธีการบริหารจัดการออกเป็นส่วนๆ ตามเงื่อนไขหรือข้อจำกัดของสภาพพื้นที่ มันก็คงจะจัดการไม่ได้เหมือนกัน พูดเองก็งงเอง ไม่รู้คุณจะงงไปผมด้วยไหม (หัวเราะ) เอาเป็นว่าปัญหานี้เกี่ยวข้องกับโลกทั้งใบ ซึ่งกำลังเรียกร้องให้ส่วนที่เล็กที่สุดระดับบุคคล ในทุกสังคมลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้ด้วยวิธีการ และแบบฉบับของตัวเอง ”

 

สิ่งแวดล้อมเป็นภาพใหญ่ เป็นปัญหาที่กระทบต่อวงกว้าง และแน่นอน พี่ปอ ไม่ใช่คนเดียวที่จับเครื่องดนตรีมาบรรเลงเพลงที่ขับเคลื่อนนี้ จะว่าไป บทเพลงที่ว่าด้วยสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ต่างจากวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ ที่ไม่มีโน้ตมากาง คำถามคือ แล้วเราจะร่วมกันอย่างไร

 

“การรวมวงขนาดใหญ่โดยแล้วด้นสดๆ หรือ อิมโพรไวส์ไปด้วยกัน มันก็คงต้องการการฟังกันแบบโคตรๆ เลยนะ ฟังตัวเอง ฟังเพื่อน ฟังเสียงโลกทั้งใบ ฟังเสียงร่างกายคุณเองก่อนก็ได้ 

เพราะร่างกายคุณก็คงเชื่อมกับโลกใบนี้อยู่แล้ว (มั้ง) ถ้าคุณร้อน ทำอย่างไรให้คุณรู้สึกเย็น ถ้าคุณไม่มีแอร์คุณก็ไปอยู่ใต้ต้นไม้ และถ้าไม่มีต้นไม่แถวบ้านเลย คุณก็ต้องหาวิธีปลูก ผมว่ามันก็ไม่น่าซับซ้อนนะ แล้วการฟังมันก็มีเรื่องของจังหวะ คำถามคือคุณจะเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะแห่งโลกใบนี้ยังไง คุณจะเป็นส่วนไหนของจังหวะ หรือจังหวะไหนที่มันทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลาย มีความสุข บางจังหวะคุณอาจจะไม่ต้องทำอะไรก็ได้ คุณอาจจะเงียบ คือ ผมไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำทุกสิ่งทุกอย่าง บางจังหวะคุณไม่ต้องทำมันก็อาจจะดีกว่า เมื่อถึงจังหวะหนึ่งที่คุณเห็นว่าใช่ คุณอาจจะเข้าไปเสริม ไปช่วยเพื่อน ไปช่วยโลก”

 

การเล่นที่ไม่มีโน้ต นอกจากทักษะที่ต้องมี พี่ปอเชื่อวาความเชื่อใจกันก็สำคัญไม่แพ้กัน

“ถ้าเราไม่เชื่อกัน เราก็คงไม่อยากเล่นดนตรีด้วยกันนะ แต่ว่าถ้าเราเชื่อกัน เรารู้จักกัน ก็จะเกิดอารมณ์ประมาณ มึงเอาไงกูเอาด้วย (หัวเราะ)

คือเราจะฟังกันอย่างเป็นธรรมชาติ ช่วยเหลือสนับสนุนกัน พร้อมที่จะเล่นหรือพร้อมที่จะไม่เล่น เพราะงั้นความร่วมไม้ร่วมมือมันเกิดมาจากมิตรภาพ ความเชื่อใจกัน … ซึ่งก็สร้างไม่ง่ายนะ ต้องใช้เวลา และเป็นสิ่งที่มีค่ามากๆ เพราะงั้นบางทีบางตัวโน้ตเราไม่ต้องเล่นก็ได้ เราฟังก่อน ฟังแล้วเราก็อาจจะท้าทายเพื่อนให้ลองเดินไปด้วยกัน ท้าทายโลกใบนี้ เฮ้ย ผมปลูกนะต้นหนึ่ง คุณเอาไง ปลูกไหม ดูว่าเพื่อนพร้อมจะไปด้วยกันหรือเปล่า ถ้าเพื่อนเราไม่พร้อม เราก็ถอยกลับไปทำอย่างอื่น ไปสนับสนุนเพื่อนๆ ในประเด็นอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปัญหาขยะ ปัญหาน้ำเน่าเสีย รวมไปถึงเรื่องการศึกษา สิทธิเสรีภาพ สุขภาวะชุมชนชายแดน อะไรก็ว่ากันไป  สรุปคือ รอจนเพื่อนในวงพร้อม แต่ถ้าไม่มีใคร (ซึ่งบางครั้งเราอาจจะต้องเล่นคนเดียว) ก็รอจนตัวเองแจ่มชัดในใจ แล้วให้เสียงอันแจ่มชัดนั้นมันนำทางคุณไป 

เอาเข้าจริงๆ ผมก็มองสิ่งเหล่านี้ด้วยสายตา และวิธีการแบบนักดนตรีนั้นแหละ แค่อยากจะหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ วิธีการ สุ่มเสียง หรือท่วงทำนองใหม่ๆ ในการจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งบางครั้งก็ทำได้ บางครั้งก็ทำไม่ได้ ก็เรียนรู้กันไปเป็นประสบการณ์

 

เพลงนี้มันจะออกมาเป็นอย่างไร

“ผมไม่รู้ ผมไม่รู้จริงๆ ผมรู้แค่ว่าถ้าเราตั้งใจมากเกินไปมันจะกลายเป็นความกดดัน เป็นความคาดหวัง… พอเราคาดหวัง เราอาจจะไม่ได้อยู่กับมันจริงๆ เราก็คงแค่ผลักดันมันไปในทิศทางที่เราอยากให้มันเป็นอย่างงั้น เป็นอย่างงี้ พอเราผลักให้วงทั้งวงเป็นไปอย่างที่แค่ใจเราคนเดียวอยากให้เป็น ก็คงไม่มีใครในวง (อยาก)ฟังกันแล้ว พอไม่มีใครฟังใครก็จะเกิดปัญหาตามมา

ฟัง หยุดที่จะฟังอย่างมีคุณภาพ เชื่อมั่นในมิตรภาพ และพร้อมที่จะไปกับเพื่อน ขณะเดียวกันคุณก็ต้องฝึกฝนในส่วนที่คุณรับผิดชอบ ทั้งร่างกาย และจิตใจ อย่าหยุดศึกษาเรียนรู้ ออกไปพบเจอกับประสบการณ์จริง ขึ้นเวทีจริง เพราะว่าประสบการณ์เหล่านี้ องค์ความรู้ใหม่ๆ เหล่านี้ มันก็จะกลับมาช่วยเพื่อนคุณได้ ช่วยวงได้ ในขณะที่เพื่อนเหนื่อยในขณะที่เล่นๆ อยู่แล้วไฟดับ แอมป์กีต้าร์ดับ เบสดับ เหลือแต่ กลองกับแซกโซโฟนคุณจะทำอย่างไร เวทีใหญ่มาก คนข้างล่างเป็นพันๆ คุณจะหยุดเล่น หรือ คุณจะทำอย่างไร คุณจะแก้ปัญหามันอย่างไร คือถ้าคุณจะลุยต่อเหลือแค่กลองกับแซกโซโฟน คุณก็ต้องไป หรือแค่ตัวคนเดียว คุณก็ต้องไป บางครั้งในจังหวะที่ไม่เหลือใครเราก็ต้องเด็ดเดี่ยว แต่จะลุยไปคนเดียวได้ คุณก็ต้องมีประสบการณ์ในระดับหนึ่ง คือเล่นคนเดียว เล่นยังไงให้รู้ว่า จังหวะที่อยู่ข้างหลังมันยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน คุณยังประคองเวลา ประคองจังหวะของเพลง ไปกับจังหวะของโลกมันยังดำเนินไปอยู่”

จะว่าไปสิ่งที่พี่ปอทำ ไม่ใช่ช่วงต้นของบทเพลง และเรื่องสิ่งแวดล้อม เราก็ได้ยินกันมาตลอด ทว่าบทเพลงนี้กำลังเล่นถึงช่วงไหนของเพลงกันนะ? 

“เราเล่นถึงช่วงไหน… เขาบอกว่า ให้เอาอายุคุณไปหาร สาม ถ้าคุณอายุ 27 ชีวิตคุณก็อยู่ที่เก้าโมงเช้า เก้าโมงเช้าคุณทำอะไรหล่ะ พึ่งตื่น? วิ่งอยู่? ช่วงทำงาน บทเพลงที่คุณกำลังเล่นอยู่ ก็เป็นช่วงทำงาน ถ้า 36 ก็เป็นช่วงเที่ยง คุณก็อาจจะพักอยู่ ผมก็ประมาณเที่ยงนิดๆ พอบ่ายก็ต้องมาทำงานยกต่อไปละ ต้องมาวางแผน ถึงช่วงบ่ายสามก็คงต้องสรุปแล้วว่าชีวิตทำอะไรมาบ้าง เก็บรายละเอียด ช่วงเย็นกลับมาคุณก็จะเป็นช่วงพัก ก่อนที่จะกลับมาทบทวนชีวิต พูดถึงเรื่องการส่งต่อองค์ความรู้ ส่งต่อภารกิจต่อไป พอถึงเที่ยงคืนคุณคงใกล้ตายแล้วเพราะแปดสิบแล้ว (หัวเราะ)  ก็คิดเป็นเวลาแห่งช่วงชีวิตไปก็ได้มั้ง ผมก็คิดไปเรื่อยเปื่อย เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ”

พี่ปอชวนเราดึงกลับมาสิ่งที่ใกล้ที่สุดแต่เรากลับมองข้ามไปมากที่สุด อย่างเวลาชีวิตของตัวเอง 

จะว่าไปการคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เหมือนจะไกลตัว มันกลับใกล้ตัวมากที่สุด เพราะเราเองก็ต่างเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ก่อนที่จะโดดเข้าไปในวงใหญ่อย่างออเคสตร้าที่จะบรรเลงกันอย่างไร นอกจากรู้จักที่จะฟังวงแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการกลับมาฟังตัวเอง ไถ่ถามกับความแจ่มชัดข้างใน ที่จะนำพาตัวคุณเดินออกไปข้างนอก เพื่อไปค้นหาความหมายแห่งความท้าทายของชีวิตด้วยเช่นกัน