ไม่เห็น ใช่ ไม่มี : ดร. วิรุฬ ลิ้มสวาท

เมื่อไม่นานมานี้หมอกจางๆหรือควัน โผล่มาให้ชาวกรุงเทพฯ งงเล่นว่านี่มันหมอกหนาวหรือควันหนากันแน่

การโต้เถียงดำเนินขึ้น เนื่องจากหมอกควันฝุ่นพิษเป็นเรื่องสับซ้อน ซึ่งมันมีข้อโต้แย้งกัน หลายครั้งเราต่างกันด้วยความเห็นมากกว่าความรู้ ‘สมุดปกขาว อากาศสะอาด’ จึงมีหน้าที่แรกคือการประมวลองค์ความรู้ เพื่อการคุยกันต่อในเรื่องแก้ปัญหา ไม่ใช่การเถียงในเรื่องข้อเท็จจริง ซึ่งจะมี 9 ประเด็นพื้นฐาน pm 2.5 ในประเทศไทย

ด้วยปัญหามีความซับซ้อนมากกว่าการตอบว่าเป็นหมอกหรือควัน การรวมตัวนักวิชาการที่หลากหลาย จึงเกิดขึ้น
หนึ่งในบรรณาธิการ‘สมุดปกขาว อากาศสะอาด’ อย่าง ดร. วิรุฬ ลิ้มสวาท เล่าให้เราฟังถึงสถานการณ์ ของฝุ่น


“เคยได้ยินเรื่องกบในหม้อต้มไหมครับ มีกบตัวหนึ่งว่ายน้ำอยู่ในหม้อ หม้อนั้นก็ตั้งไฟ น้ำในหม้อมันก็ร้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยถ้าเราเป็นเจ้ากบ ตัวนั้น เราก็จะไม่ได้สนใจมัน มันเหมือนโลกร้อน ร้อนขึ้นๆ รู้ตัวอีกทีน้ำเดือด ก็กลายเป็นกบต้ม เราคลาย อยู่ในสภาวะนั้นถ้าเรายังไม่มองให้เห็นภาพว่าเราอยู่ในหม้อที่น้ำมันกำลังจะเดือด ”

“ในกรุงเทพเองก็ตาม เมื่อช่วง สิบกว่าปีมันก็มีช่วงที่กรุงเทพฯหน้าหนาว อากาศกรุงเทพฯ คนส่วนใหญ่จะรู้สึกว่ามันเป็นหมอก ดูโรแมนติกจังเลย แต่พอมาคราวนี้ เราเริ่มรู้จักว่าในหมอกนั้นมันมีอะไร หมอกแล้วมันก็มีควันแล้วมันก็มีฝุ่นอยู่ด้วย
ซึ่งในฝุ่นมีทั้งฝุ่นธรรมดา และฝุ่นที่มีพิษอยู่”
“จริงๆ เรื่องหมอกควันฝุ่นพิษมีมานานแล้ว แต่ความตื่นตัวพึ่งมาชัดเจนปีนี้เอง ในวันที่สถานการณ์หมอกควันในกรุงเทพ มันรุ่นแรงขึ้นเมื่อต้นปี มันเลยทำให้คำว่า pm2.5 เป็นคำที่คนรู้จักมากขึ้นเพราะงั้นมันเลยเป็น ความตื่นตัวเกิดขึ้นเมื่อกรุงเทพฯเดือดร้อน แต่ตั้งสิบกว่าปีที่แล้วทางเหนือ ประกาศเป็นวาระว่าหมอกควันทางเหนือต้องมีการถูกแก้ไข”

ดร. วิรุฬ ลิ้มสวาท เป็นทั้งหมอ และนักวิจัย คำถามที่เกิดขึ้นจากภรรยาเมื่อเพื่อนของลูกหยุดเรียน ทำให้เขาหันมามองเรื่องนี้อย่างจริงจัง


“ในฐานะคนคนหนึ่ง ตอนแรกเราก็ยุ่งกับอย่างอื่น ไม่ได้สนใจอะไรมันจริงจัง จนกระทั่งเพื่อนของลูกที่โรงเรียน เริ่มได้รับผล เด็กบางคนต้องขาดเรียนมันก็เลย ถูกตั้งคำถาม ภรรยาผมก็ถามเรื่องนี้ ในฐานะหมอ และ ในฐานะพ่อ คิดว่ามันควรจัดการกับเรื่องนี้อย่างไร ที่จะทำให้เด็กๆ ของเราปลอดภัย ทั้งเด็กในบ้านเองแล้วก็เด็กที่จะต้องเดินทางไปโรงเรียน”

“ผมก็เลยลองดูข้อมูลในตอนนั้น แล้วคิดว่าเรื่องนี้มันจะต้องจัดการไปในหลายระดับพร้อมกัน มันต้องเน้นไปที่ต้องพร้อมกันนะ เพราะมันทำในระดับเดียวไม่ได้ อย่างแรกเริ่มที่ตัวเอง กับครอบครัวก่อน อย่างแรกคือเราต้องดูว่าคนในบ้านเราใครเป็นกลุ่มเสี่ยงบ้าง อย่างบ้านผมมีผู้สูงอายุสองคน มีเด็กสามคน เขาก็เป็นกลุ่มเสี่ยง เราก็ต้อง หาหน้ากากให้เขาไว้ใส่ในเวลาที่จะเป็น นี่คือระดับที่หนึ่ง ระดับตัวเองและครอบครัว ระดับที่สองคือชุมชน ก็คือที่โรงเรียนลูกเนี่ยแหละ ก็ไปตั้งคณะทำงาน ว่าทำอย่างไรให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ก็มีการเริ่มกำหนดมาตรการ ว่าฝุ่นพิษในระดับไหนที่เด็กไม่ควรไปออกทำกิจกรรมกลางแจ้ง ระดับไหนที่ต้องหยุดโรงเรียน”

“นี่คือระดับชุมชน แต่ที่ต้องช่วยกันแก้ไขคือ ในระดับสังคม เพราะอย่างที่บอก ว่ามันเป็นเร่องของความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่ทำให้ คนบางคนไม่ได้มีโอกาสรับรู้ ข้อมูลเลยหรือบางที่ก็ไม่มีเครื่องตรวจวัดมลพิษ บางทีมีมันก็เสีย มันเลยทำให้คนที่อยู่ตรงนั้นหลงดีใจไปว่า อากาศดีแต่จริงๆ ก็สูดฝุ่นพิษอยู่ มันก็ไม่เป็นธรรมในเร่องของการเข้าถึงข้อมูล ”

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯหลายคนเลือกหนีไปอยู่ต่างจังหวัด ต่างประเทศ หรือพยายามคว้านซื้อหน้ากาก N95มาไว้กับตัว และเป็นช่วงเวลาอันดีของการขายเครื่องกรองอากาศ ราวกับว่าใครไม่มีกำลังพอสามารถจะป้องกันตัวเองได้ ก็จงสูดดมไปเสีย ทว่าเรายังหายใจบนอากาศเดียวกัน อย่างไม่เท่าเทียม

“มันเป็นเรื่องนามธรรม ไม่ได้สัมผัสรับรู้กับมันด้วยตัวเอง ไม่ได้โดนด้วยตัวเองอันนี้ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ได้เห็นว่ามันมีผลกระทบคนอื่นอยู่จริง”


“อากาศที่ดีจริงไหม มันต้องอาศัยการตรวจทางวิทยาศาสตร์ เราสูดดมเข้าไปเราไม่รู้เลยว่ามี pm 2.5 อยู่ ปีสองปีที่ผ่านมา
พอมีคนซื้อเครื่องวัด เราเลยรู้ว่าบ้านเราตั้งเท่านี้แล้วนะ”

“ที่เขาบอกว่าบ้านเขาอากาศดี เขาวัดหรือยัง” คุณหมอทิ้งคำถามให้เราคิด งั้นเราใส่หน้ากากไปเลยดีกว่าจบๆเรื่องกัน

“คุณเคยใส่หน้ากากตลอดไหม ชีวิตที่ต้องใส่หน้ากาก กันฝุ่น N95 ใส่แค่15นาทีมันก็อึดอัดมากแล้ว
เราทุกคนอยากหายใจในอากาศสะอาดอยู่แล้วครับ ไม่ใช่จะอยู่ในห้อง ที่จะต้องติดเครื่องฟอกอากาศ หรือ การออกไปข้างนอกก็ต้องใส่หน้ากากกันฝุ่นพิษตลอดเวลา มันไม่ใช่ชีวิตที่มีสุขภาวะเท่าไหร่ หรือ บางคนอาจจะบอกว่าไม่เห็นเป็นไรเลย ก็แค่ดมๆไป เหม็นๆนิดหน่อย มันก็เลยเป็นเรื่องค่อนข้างยากเพราะมันไม่ใช่เรื่องความรู้อย่างเดียว มันเป็นเรื่องทัศนะคติ ต่อชีวิต ของตัวเองและของคนอื่น ”


ใหญ่โตเกินไปหรือเปล่าที่เราจะแก้ไขมันด้วยสองมือกับสิ่งที่ยากจะมองเห็น

“คือมันดูสิ้นหวังมากเลยเนอะมันก็ใหญ่โต มันซับซ้อน แต่ว่ามันมีความหวังครับ เพราะเราเริ่มต้นได้จากจุดเล็กๆ เราเริ่มต้นได้จากตัวเอง การเริ่มต้นที่ตัวเอง มันมีความสำคัญมาก คือ เราทำได้จริงแล้วมันเห็นผลได้”.

“การเริ่มต้นที่ตัวเองมันจะส่งผลไปถึงคนอื่นทำให้ มันเกิดการสั่นสะเทือนไปถึงคนอื่น ถ้าทุกคนเริ่มต้นที่ตัวเองแล้วเรามารวมตัวกันซึ่งมันก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้จริงเส้นทางบนอุดมการณ์ นี่คือหัวใจของ คศน. ที่ทุกคนมารวมกัน ยิ่งผมมาทำเรื่องฝุ่น นี่คือหัว ใจของสังคมที่จะต้องเดินไปด้วยกัน คือเราจะต้องเริ่มจากการเป็นมิตร มีเป้าหมายร่วมกัน ซึ่งมันจะเป็นประโยชน์ของสังคมไทย หรือ มากไปกกว่านั้น ”

“โดยเราเชื่อว่า ถ้าคนแต่ละคน ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้แล้วทำได้ดีที่สุดทำในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ และทำอยู่ทุกวันและเมื่อเรารวมกันเป็นเครือข่ายมันก็จะเกิดพลังที่จะสามารถแก้ได้จริง”

Download สมุดปกขาว