คุยเรื่องรู้ ไม่รู้ : ดร. อดิศร จันทรสุข

ความรู้คืออะไร ?​

 

ถามผมว่า ‘ความรู้คืออะไร’ สำหรับผม ผมรู้สึกว่าความหมายของคำมันลื่นไหลมาก ผมเชื่อว่าการตอบในบริบทนี้ ณ ตรงนี้ กับการตอบอีกที่นึงหรือต่างเวลากันก็จะแตกต่างกันออกไปแม้จะเป็นคนๆเดียวกัน ผมเชื่อเรื่องของการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ก่อนที่เราจะให้ความหมายกับอะไรสักอย่างหนึ่งมากกว่า”

เมื่อเราตั้งคำถาม ที่ดูเหมือนว่าจะตอบได้ไม่ยาก ถ้าอ้างอิงเพียงคำ แล้วกดค้นหาความหมาย หรือเปิดพจนานุกรมดู
แต่ทว่า นั่นไม่ใช่คำตอบของ อาจารย์ ดร. อดิศร จันทรสุข ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และรักษาการรองคณบดี คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อาจารย์บอกกับเราว่า มันคือ คำถามที่กว้างและใหญ่มาก ถ้าจะเอาง่ายก็แค่ไปเปิดพจนานุกรมและดูการให้ความหมายของคำ แต่เราก็พยายามร้องขอให้อาจารย์ขยายความ หรืออธิบายมันอยู่ดี

“ความรู้มันเป็นสิ่งที่มีอยู่แล้ว และถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการ จากการสนทนา ไม่ว่าจะเป็นการสนทนากับตัวเองก็ได้ หรือสนทนากับผู้อื่นก็ได้ แล้วค่อยๆสร้าง ไอ้ความเข้าใจตรงนั้นขึ้นมา ในอดีตที่ผ่านมา ความรู้ของเราอาจเป็นประสบการณ์บางอย่าง หรือการถ่ายทอดบางอย่าง แล้วเราค่อยๆเรียบเรียง สื่อสาร เพื่อให้คนอื่นได้เข้าใจตรงกัน พอถัดมามันอาจเป็นเรื่องของการจดบันทึก ผ่านการจำ ผ่านการเขียน ผ่านการบันทึก บนฝาผนัง แล้วมันก็ถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มันก็ถือว่าเป็นความรู้เหมือนกันเพราะมันถูกสอน ถูกส่งต่อให้กับคนอื่น มันคืออะไรบางอย่างที่มีวิธีคิด ความเชื่อ มีความเฉพาะเจาะจง ในวัฒนธรรมบางอย่าง ซึ่งมันแฝงอยู่กับสิ่งที่เรียกว่าความรู้เสมอ เพราะงั้นสำหรับผม พอเวลาจะอธิบาย ว่าความรู้คืออะไร มันอาจะมีประโยชน์น้อยกว่าการช่วยกันตั้งคำถามว่า เราแต่ละคนคิดว่ามันคืออะไร แล้วการให้ความหมายแบบนี้มันมีผลยังไงกับชีวิตเราบ้าง
ผมคิดว่า มันจะมีประโยชน์มากกว่า แค่ถามผมอย่างเดียว ว่า ‘ความรู้แปลว่าอะไร’ ”

 

หลายครั้งที่เราเองก็ตั้งคำถามว่าทำไมสีฟ้าถึงต้องเป็นสีตัวแทนของเด็กผู้ชาย และสีชมพูต้องเป็นสีตัวแทนของเด็กผู้หญิง
อาจารย์ยกตัวอย่างของการที่เด็กคนหนึ่งเกิดมาก็จะถูกพ่อแม่ญาติพี่น้อง และสังคมรอบข้างบอกเขาว่า เขาเป็นเพศไหน และเขาจะต้องประพฤติปฏิบัติให้เหมาะสมกับเพศนั้นๆ ยังไง เขาควรชอบสีไหน เล่นของเล่นแบบไหน ทั้งๆ ที่เขาอาจจะชอบอีกแบบหนึ่ง แต่เขาก็จะไม่กล้าแสดงออก เพราะเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดจากที่คนอื่นๆ กำหนดไว้ ซึ่งนานวันเข้า ก็อาจจะทำให้เขารู้สึกแปลกแยก แตกต่างจากคนอื่นๆ ในสังคม หรือกรณีกลุ่มคนชายขอบ ซึ่งอาจโตมากับวิธีคิด หรือความเชื่อแบบหนึ่ง แต่พอต้องเข้ามาอยู่ในพื้นที่ของสังคมที่ให้คุณค่าเฉพาะความรู้กระแสหลัก ก็กลายเป็นว่า ความรู้เดิมที่เขามีมาก่อนนั้นกลายเป็นสิ่งด้อยค่า หรือถูกมองว่าเป็นเรื่องตลกไร้สาระไปแทน 


“หลายครั้งเราอาจจะพบว่า เราเกิดความรู้ความเข้าใจจากการที่เรามีประสบการณ์ตรงต่อบางสิ่งบางอย่าง  แต่บังเอิญมันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่เป็นความรู้ที่เราเรียกว่า ความรู้หลัก หรือ ความรู้ที่อยู่ในตำรา พอไอ้ความรู้สึกตรงนั้นมันไม่สอดคล้องกัน แล้วเราถูกบอกว่า ความรู้ที่อยู่ในตำรามันคือความรู้ที่อยู่เหนือกว่าความรู้จากประสบการณ์ตรง เพราะฉะนั้นคุณค่าที่เราจะให้ต่อประสบการณ์ตรง ซึ่งมันก็จริงสำหรับเรา มันก็เลยไม่ได้ถูกให้ค่า สุดท้ายเราก็เลยไม่สนใจที่จะฟังเสียงของตัวเราเอง ไม่สนใจความรู้ที่มาจากตัวเอง ไม่เชื่อสิ่งที่เราประสบหรือรู้สึกด้วยตัวเราเองอีกต่อไป เรามักจะเรียกมันว่าประสบการณ์ส่วนตัว โดยไม่เรียกมันว่าความรู้ด้วยซ้ำไป เพราะเราถูกบอกว่าความรู้มันอยู่ข้างนอกตัวเรา เรามีหน้าที่แค่ไปทำความเข้าใจ และไปจดจำมันเฉยๆ ”

ถ้าความรู้ หรือที่เรียกว่า ความรู้หลัก เสมือนของในซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทุกคนรู้ว่า มีของที่เป็นมาตรฐานอยู่ในนั้น ต่อให้เราสามารถเลี้ยงไก่ปลูกผักเองได้ เราก็อาจจะยังรู้สึกว่า เราจำเป็นต้องไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่ดี เพราะเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็ทำกัน 

“ผมคิดว่า เราแต่ละคนก็ใช้ประสบการณ์ที่มันอยู่ในเนื้อในตัวเรา ดำเนินชีวิตอยู่แล้ว คนเลี้ยงไก่มีไข่ แน่นอนว่าคุณก็จะกินไข่ตรงนั้น เพียงแต่เราก็จะรู้สึกว่า เราขาดอะไรบางอย่างอยู่ ชีวิตฉันจะสมบูรณ์แบบมากขึ้น ถ้าฉันเดินเข้าไปซูเปอร์มาร์เก็ต เพื่อซื้อสิ่งนั้น เพราะสังคมบอกเราว่า นั่นคือสิ่งที่ดีกว่า การเรียนในระบบก็เช่นกัน ทำไมเราถึงถูกทำให้เชื่อว่า การที่คนเข้าโรงเรียน เรียนจบแล้วเข้ามหาวิทยาลัย ยิ่งได้ดีกรีสูงเท่าไหร่ยิ่งดี มหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ คือสิ่งที่ดีกว่า สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่สังคมหล่อหลอม วิธีคิด ความเชื่ออะไรบางอย่างให้เราเดินไปเรียบร้อยแล้ว โดยที่เรา อาจจะเคยตั้งคำถามกับมัน แต่สุดท้ายแล้วด้วยวิธีคิดกระแสหลักที่มันวนเวียนอยู่ในสังคม มันก็อาจทำให้คำถามของเรามันแผ่วพลังลงไป หรือพลังมันไม่มากพอที่จะทำให้เราลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างได้ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรายังอยู่ในระบบสังคมที่มีชุดความคิดความเชื่อแบบนั้นอยู่ แน่นอนว่าถ้าคุณเรียนจบมา แล้วมีตราประทับจุฬา ธรรมศาสตร์ มันก็จะทำให้ดีกรีของคุณมีคุณค่ามากกว่า คนจบมาจากสถาบันที่มีคนรู้จักน้อยกว่า  เหล่านี้เป็นสิ่งที่ถึงแม้เราไม่เชื่อมัน แต่สังคมก็ยังไม่ปล่อยให้คุณมีอิสระทำได้ตามใจคุณทุกอย่างอยู่ดี มันก็เหมือนกับความรู้ที่เราบอก นี่ไง เราสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตก็ได้  แต่สังคมก็ยังบอกอยู่ดีว่า โอ้ย ตายแล้ว คุณมีชีวิตที่ยากจนเนอะ คุณไม่มีปัญญาที่จะเข้าซูเปอร์มาเก็ต ถ้าคุณต้องการจะมีชีวิตที่ดีกว่า คุณก็ควรหาเงินเข้าไปซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตให้ได้ เพราะมันมีทุกสิ่งทุกอย่าง มันมีแม้แต่ของที่คุณไม่อยากได้ แต่ไปเห็นแล้วอยากจะซื้อ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ถ้าเราเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ ให้ได้กลับมาตระหนักคิดว่า สิ่งที่เรามอง สิ่งที่เราเคยเชื่อ สิ่งที่ยึดถือ ว่าเป็นความรู้สูงสุด มันอาจจะไม่เป็นแบบนั้น เสมอไปก็ได้”

ถ้าจะว่ากันตามตรง การเคลื่อนไหวของสังคมไทย ก็ดูเหมือนจะมีการขยับตัวในการตั้งคำถามต่อเรื่องต่างๆ อยู่ถึงแม้ไม่มาก แต่ก็ไม่น้อย แต่ทว่าการตั้งคำถาม หรือการวิ่งสู่วิธีคิดอีกแบบ จะพาเราไปสู่คำตอบที่ใช่?

“มันไม่ใช่การวิ่งหาชุดคำตอบที่ทำให้เราสบายใจว่า ไอ้วิธีคิดของเรามันถูกต้องแล้ว ผมคิดว่าที่ผ่านมา ที่มันเป็นปัญหา คือการที่เราพยายามจะไปหา ข้อยืนยันว่าไอ้สิ่งที่เราคิดตรงนี้มันถูกต้องแล้ว เพราะงั้นไอ้แว่นตาที่เราใส่มันก็จะทำให้เราเห็น เฉพาะสิ่งที่มันเป็นด้านบวกของความเชื่อเรา แล้วอะไรที่เป็นด้านต่อต้านหรือโต้แย้งความคิดความเชื่อของเรามันก็จะเบาบางไป หรือถูกทำให้ไม่สำคัญ ผมคิดว่าอันนี้อันตรายมาก และเป็นเรื่องที่ยากสำหรับการจะตรวจสอบความคิดความเชื่อเรา”

การตรวจสอบความคิด ความเชื่อของตัวเอง?

“เราเรียกว่า self-critical thinking  คือ การวิพากษ์ตนเอง วิพากษ์ความคิด ความเชื่อของเราเช่นเดียวกับที่เราไปวิพากษ์คนอื่นๆ เพราะถ้าเรายังไม่สามารถทำแบบนั้น มันก็ไม่ได้ต่างจากการ วิ่งหนีจากกะลาหนึ่งมาอีกกะลาหนึ่ง แล้วเราก็รู้สึกดีเพราะว่ากะลานี้มันดูเก๋ไก๋กว่า มันดูเท่กว่าอย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรจะวิ่งหนี แต่ผมคิดว่าเมื่อเราออกมาจากวิธีคิดใดวิธีคิดหนึ่ง มาอยู่ในพื้นที่ใหม่ เราก็จำเป็นที่ต้องตรวจสอบอยู่ ไม่งั้นเราก็จะกลายเป็นคนๆหนึ่งที่ใส่แว่นตาใหม่ ซึ่งมันอาจจะแค่ดูดีกว่าแว่นตาอันเก่า แต่สุดท้ายเราก็ยังใส่แว่นตาอยู่ดี เราเพียงแต่ใช้แว่นตาอันใหม่ทำลายคนที่ใส่แว่นตาอันเก่า ซึ่งมันจะไม่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ในสังคม สุดท้ายแล้วมันเป็นเรื่องของวิธีคิดที่มันจำเป็นต้องเอามาคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น”

ถ้าเช่นนั้น เราจะไม่ใส่แว่นตาเลย ดีไหมนะ?

“ในความเชื่อของผมเอง การใส่แว่นตาไม่ใช่เรื่องผิด ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการดำเนินชีวิตด้วยตัวมันเอง แต่อุปสรรคในการที่เรา เรียกว่าตกร่องตกหลุม มันคือ เราไม่รู้ว่าเรากำลังใส่แว่นตาอยู่ ผมคิดว่าถ้าเราเข้าใจว่า เราใส่แว่นตานี้เพื่ออะไร ด้วยวัตถุประสงค์อะไร  สมมติว่าเราใส่แว่นตาเรื่องความเท่าเทียมกันในสังคม  มันก็เป็นแว่นตาอันหนึ่ง เพื่อเราจะได้มองย้อนกลับไปดู ว่ามันมีความไม่เท่าเทียมอะไรในสังคมบ้าง ที่ต้องได้รับการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อให้สังคมได้ตระหนักถึงประเด็นนี้ แสดงว่าการใส่แว่นตานั้นมันก็ยังจำเป็น เพราะถ้าเรายังใส่แว่นตาอีกแบบหนึ่ง แว่นตาที่เป็นสีชมพู ที่มันมองโลกแบบสวยงามไปหมด เราก็จะมองไม่เห็นสิ่งนั้นที่ทำให้คนในสังคมเป็นทุกข์อยู่ แต่เมื่อไหร่ที่เราเห็นว่า อ้อ เรากำลังใส่แว่นตานี้อยู่ แล้วแว่นตานี้มันทำให้เราเห็นโลกเป็นแบบไหนบ้าง เราต้องไม่คิดว่านี่คือโลกที่เป็นจริงทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าแว่นตามันไม่ได้เป็นอุปสรรค”

เมื่อแว่นตาไม่ใช่อุปสรรค และเราต่างต้องสนทนาเพื่อแลกเปลี่ยน  สุดท้ายจะนำไปสู่อะไร

“ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องของความรู้ความเข้าใจ ถ้าจะโยงกลับมาในเรื่องของระบบการศึกษา สิ่งนี้คือการเรียนรู้ทักษะที่ช่วยให้เราเห็นว่าเรากำลังเรียนรู้อะไร มันเกิดจากประสบการณ์ มุมมอง และวิธีคิดแบบไหน มันถูกหล่อหลอมจากรากฐานของวัฒนธรรมและสังคมจนกลายเป็นโครงข่ายใยที่แน่นหนาจนยากจะหลุดออกได้ยังไง  กระบวนการที่จะกะเทาะความรู้ความเข้าใจในสังคมที่มันผูกติดอยู่กับเครือข่ายโยงใยที่ซับซ้อนแน่นแฟ้น ที่คอยบอกเราว่า  อะไรคือสิ่งที่เราควรคิด ควรเชื่อ ควรลงมือปฏิบัติเนี่ยมันเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้องอาศัยเวลาและความร่วมไม้ร่วมมือกันของคนที่อยู่ในสังคมที่เริ่มมองเห็นความไม่ชอบมาพากลกับเรื่องบางเรื่องที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติทั้งที่มันมีคนที่เดือดร้อนกับเรื่องเหล่านี้อยู่  จริงๆ แล้วคนที่สามารถทำเรื่องนี้ได้เลยก็คือครู  อาจารย์ ในสถาบันการศึกษา ถ้าเราเริ่มตั้งคำถามเหล่านี้ พาให้ผู้เรียนได้กลับมาตระหนักคิดว่า สิ่งที่เรามองเห็น สิ่งที่เราเคยเชื่อ สิ่งที่เรายึดถือว่ามันต้องเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนแปลงไม่ได้ จริงๆ แล้วมันอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไปก็ได้ ผมคิดว่าสังคมต้องการพลังร่วมของคนในสังคมที่จะกล้าลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับบางสิ่งบางอย่าง แม้กระทั่งความคิดความเชื่อของตัวเราเอง