My memorable experience

                    รู้จัก คศน. จากคุณหมอฟันที่เป็นเจ้านายมาก่อน เห็นท่านหายไปจากสำนักงานเป็นเวลาหลายวัน เมื่อกลับมามักมีเรื่องราวและกิจกรรมแปลกๆ มาให้เราลองทำ ทั้งมีหนังสือหลากหลายมาชวนอ่าน ตอนนั้นก็สนุกไปกับคุณหมอด้วย ต่อมาอีก 4 ปี คุณหมอท่านเดิมก็มาถามว่าอยากไปเรียนรู้แบบที่ท่านเคยไปไหม? ด้วยสิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในความเป็นทันตาภิบาล การได้รับความเป็นธรรมจากระยบการบรรจุ หรือแม้กระทั้งการเข้าไปสู่การทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพสาธารณสุข

                   “หากน้องมีโอกาส ได้เข้าไปรู้จักผู้คนที่หลายหลาย และเรียนรู้กระบวนการการจัดการความคิด อาจจะมีคำตอบให้กับสิ่งที่ทำก็ได้น่ะ อย่างน้อยก็ได้พัฒนาตัวเองเพื่อทำงานเชิงระบบมากขึ้น” ประโยคนี้จึงทำให้ทันตาภิบาลคนหนึ่งกล้าที่จะก้าวเข้ามาเรียนรู้ คศน.

                   แต่เมื่อได้เข้ามาครั้งแรก หลังว่าได้รับโอกาสมาเรียนรู้ การได้มาพบเจอเพื่อนๆ ที่ดูอลังการทั้งชื่อ ตัวประวัติและแนวทางการทำงาน ทำให้เราอยากจะถอนตัวทันที ด้วยความรู้สึกว่า “ตัวเล็กมาก” หากแม้แต่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกจัดวางไว้ ประกอบกับตัวตนคนทำงานของเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เปิดรับจึงทำให้เรามีแรงใจพอที่จะกล้าก้าวต่อ

                    เริ่มต้นการเรียนรู้ผ่านประวัติศาสตร์ เดินทางสู่ใต้ เหมือนได้นั่งทัศนศึกษาที่ยาวนานมาก การได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์ การไปสัมผัสสถานที่จริง หรือแม้แต่การได้พูดคุยกับผู้รู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกมากกว่าวิชาสังคมในสมัยเด็ก แต่สิ่งที่ได้มากว่าคือ มิตรภาพจากการเดินทางที่ได้จากเพื่อนๆ ได้รู้เรื่องราว ความรู้ การงาน และความคิดตลอดเส้นทางที่ลงใต้ พี่ชัยวัฒน์ ผอ.รพ.สต. 2 เตียง ที่มีภรรยาเป็นรุ่นพี่ทันตาภิบาล ท่านน่ารักมาก เห็นความใส่ใจในประเด็นสุขภาพแบบพึ่งพิงของกลุ่มคนในชุมชน เห็นการเคารพในความรู้ที่พัฒนาได้ของคนที่พี่ชัยวัฒน์เชื่อ และลงมือทำช่วยกันออกแบบจนได้การจัดการสุขภาพโดยคนในพื้นที่เอง สมดั่งคำตอบของพี่วัฒน์ที่กล่าวไว้ว่า “แม้ไม่มีผม ชุมชนก็เดินต่อได้ด้วยเขารู้ว่าชีวิตเป็นของเขาเองต้องจัดการแก้ไขและดูแลด้วยตัวเอง ผมเป็นแค่ปลายทางเท่านั้น”

 

จากความประทับใจในพี่วัฒน์ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแดนใต้ ยังคงอยู่ในความทรงจำไม่คลาย ทั้งยังเป็นอีกแรงใจให้ เมื่อความรู้สึกต้อยต่ำด้อยค่าเวียนกลับเยี่ยมในบางครั้ง มาสู่การมองเห็นรอยยิ้มของน้องสาวหัวใจผู้ให้แห่งบ้านกุยต๊ะ “หมอตุ้ย” ในคำเรียกขานของเหล่าบรรดาสาวๆ ที่มีจิตอาสามาช่วยต้อนรับเราเข้าชุมชนศึกษา วิถีชีวิตและการเปลี่ยนแปลงของพี่น้องกระเหรี่ยงบ้านกุยต๊ะ อ.อุ้มผาง จ.ตาก

เด็กสาวที่ต้องการต่อยอดความฝันในการช่วยเหลือผู้คนที่มีเชื้อชาติ ภาษาเดียวกันกับเธอ แม้ที่นี้จะไม่ใช่บ้านเกิด แต่ก็มีคนที่มาจากสายเดียวกัน หมอตุ้ยพยายามทำหน้าที่ของตัวอย่างเต็มที่ ในขณะเดียวกันเธอที่ให้ความสำคัญกับการสอนให้หญิงสาวในหมู่บ้าน เรียนรู้ และเข้ารับกรศึกษาให้มากที่สุด ด้วยรูปลักษณ์ประกอบกับอัธยาศัยที่บริสุทธิ์ทำให้เด็กสาวหลายคนเป็นเป้าของคนที่มุ่งหวังในทางไม่ดีได้ ตอนคุยกับหมตุ้ย เรายังแทบไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะเห็นน้องๆ หลายคนสามารถเข้าถึงโซเชียลผ่านมือถือ แต่เมื่อมาดูงานที่หมู่บ้านฤาษีจึงเข้าใจ

                    เด็กสาวกระเหรี่ยง นักร้องประจำวงหน้าตาสดใส เธอเข้ามาพูดคุยและเล่าถึงความฝัน เธยเคยอยากเรียนแต่ด้วยฐานะที่ยากจน พ่อ แม่ มีลูกมาจึงทำให้ลูกสาวมักต้องหยุดเรียน แล้วมาทำไร่ทำสวน ส่วนพี่ชายและน้องชายจะได้เข้าเรียนแทน ขณะที่นั่งฟัง ยอมรับว่าสังคมไม่ว่าจะตรงไหน ระดับไหน “ชาย” มักจะมาก่อนเสมอ เข้าใจในสิ่งที่หมอตุ้ยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะการไม่รู้เทาทันมันคือต้นตอแห่งการกดทับ เหลี่อมล้ำ

                   ศิลปะกับการเรียนภายใน เป็นของแปลกใหม่ แม้อาจจะมีความชื่นชอบในบางอย่าง ก็ไม่ค่อยได้ใส่ใจเท่าครั้งนี้ การได้ออกไปฟังเรื่องราวจากศิลปิน ที่ทำให้ความรัก ความเชื่อ และการเลี้ยงชีพมาอยู่ด้วยกันอย่างลงตัว ทั้งยังเผื่อแผ่ออกไปสู่ชุมชน ผู้คนได้อย่างน่าชื่นชมสิ่งสัมผัสได้คือ ความสุข ความเบิกบานภายในจากท่านเหล่านั้น ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงอารมณ์แห่งความสุขที่ขาดหายไป ได้ทดลองกลับกลับมาท้ายทายตนเองให้ลองเรียนรู้ในสิ่งที่คิดว่าทำไม่ได้อย่างเช่น ดนตรี ลองจับปากกาขึ้นมาวาดรูปแล้วสื่อสารไปยังเด็กน้อย และที่ชอบที่สุดคือการได้เรียนรู้ “ละครถกแถลง” เปิดทั้งมุมมองการสื่อสารและเห็นช่องทางที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนว่า มันสามารถดึงผู้คนให้มามีส่วนร่วมกับสถานการณ์ได้อย่างออกรสออกชาติและต่อยอดทางปัญญาอย่างมหัศจรรย์

                  โลกของโซฟี เป็นหนังสือปรัชญญาเล่มแรกที่ได้อ่านอย่างจริงจัง ตอนที่อ่านก็จะไม่ค่อยรู้เรื่องเท่าไหร่ แต่พอมาพูดในวงเพื่อนๆ ประกอบกับมีครูใหญ่ที่คอยเติมเต็ม จึงรู้ว่าการเดินทางของความเชื่อของผู้คนแต่ละยุคแต่ละสมัยเป็นเช่นไร ส่งผลอะไรกับชีวิตสภาพสังคม ทั้งผลของความเชื่อมันถูกผูกโยงเอาไปใช้อย่างไร

                 ยิ่งได้มาฟัง มาเรียนรู้กูรูด้านปรัชญญา อย่าง อ.มารค เรื่องปรัชญาการเติบโตของมนุษย์ ทำให้เปิดมุมมองว่า ปรัชญาไม่ใช่ของเข้าใจยาก แต่ก็ไม่ง่าย แต่ปรัชญญาสอนให้เราอยู่กับผู้อื่นอย่างไร มันอยู่ทที่มุมมอง ความคิด ความเข้าใจ ที่เราจะเอาชนะธรรมชาติของตัวเราเองอย่างไรต่างหาก จึงทำให้เราเริ่มหันกลับมาสนใจที่จะไปอ่าน โซฟี อย่างตั้งใจอีกครั้งจะไม่อ่านแบบเอาประวัติศาสตร์แบบดั้งเดิมที่ งงๆ

System thinking เคยเรียนมาแบบไม่ลงลึก แต่คราวนี้ได้ทั้งเรียนวิชาการและลงมือทดลองทำจริง ทำให้เกิดการนำไปวิเคราะห์ และรื้องานของตนเองที่เคยทำมา สิ่วที่ได้มากคือ การได้แลกเปลี่ยนมุมมองจากเพื่อนๆ ด้านเกษตร นักดนตรี คนทำงานด้านสิทธิ ต่างๆ ล้วนแต่ทำให้โลกแห่งความคิดแคบของเราได้เปิดออก หลายครั้งที่อาจทำงานตรงหน้าแต่เราได้เรียนรู้วิธีการที่จะเชื่อมโยงไปสู่ปัญหาเดิมที่เกิดชึ้น อย่างเช่น ความเหลี่ยมล้ำของทันตาภิบาล ณ ตอนนี้อาจยังไม่เห็นจุดคานงัด แต่เห็นช่องทางความเป็นไปเป็นมาชัดเจน ทั้งประเมินกำลังตนเอง โดยเฉพาะการต้องแสวงหาความรู้เพิ่มเติม กลับไปย้อนอดีตไม่เพียงแค่ประวัติความเป็นมาเท่านั้น แต่ต้องมองในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงของระบบสุขภาพทั้งหมดที่เกี่ยวข้องดเวย ถืว่าโมดูลนี้เป็นอีกกิจกรรมที่ทำให้เติบโต และติบคำถามภายในได้อย่างชัดเจน

Outcome Mapping เป็นความต่อเนื่องจากการเรียนรู้ครั้งก่อนนี้ เรื่องระบบความคิดสิ่งที่ทำให้โป๊ะทางความคิด คือ ที่ผ่านมาเราให้ความสำคัญกับเรื่องนี้น้อยมาก ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งที่สำคัญมากในวงการวางกลยุทธ์ที่ดี หากเราอยากให้งานที่ทำมันคุ้มค่า คุ้มเวลาแห่งการลงแรงการมาประเมินผลก่อนหรือมาดูเส้นทางเดินก่อน จะทำให้เรารอบด้านและไม่หลุดนำไปสู่การเห็น แรงกระแทกที่จะทำให้งานเราสำเร็จอย่างตั้งใจ ถือเป็นกิจกรรมที่มำให้เราเริ่มที่จะจัดระบบการทำงานใหม่ กลับมาทำแผนผังการทำงานให้ชัดและท่าสำคัญทำให้เราเริ่มที่จะจัดระบบการทำงานใหม่ กลับมาทำงานให้ชัดและที่สำคัญเปิดใจยอมรับรับฟังเสียงที่แตกต่าง แม้มันอาจจะเบาหากปล่อยผ่านอาจจะกลายเป็นปมที่แก้ยาก สื่อเพื่อการขับเคลื่อน ยอมรับว่าเป็นอีกเรื่องที่ไม่ค่อยถนัด อาจจะด้วยงานที่ทำไม่ค่อยได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวเท่าไหร่ แต่พอเรียนรู้จากครูใหญ่ วิทยากร ทำให้รู้ว่าสื่อเป็นเรื่องใกล้ตัว สื่อเป็นเรื่องที่เราสร้างได้ ทำใด้ หากเราเรียนรู้ที่จะหาโอกาสนำเสนอผ่านช่องทางที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย แต่หัวใจที่สำคัญ เราต้องมีการกำหนดวัตถุประสงค์ที่ต้องการสื่อ แล้วจะสื่อให้ใคร อย่างไร่ผ่านรูปแบบอะไร อันนี้คือเรื่องที่ต้องฝึก ด้วยการใช้สื่อให้ถูกที่ถูกทาง จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกรือขับเคลื่อนในสิ่งที่เราอยากจะบอกกล่าวคนอื่นได้อย่างดี ที่ประทับใจคือ การได้ทดลองทำ Fast sheets ทำให้เราเรียนรู้ที่จะวางรูปแบบข่าวหรือบทความที่อยกสื่สารได้อย่างเป็นระบบ ครบถ้วน ซึ่งที่ผ่านมาไม่เคยทำ จึงต้องกลับไปลองทำ Fast sheets อื่นๆ มาศึกษา

Moment that change my life
- มุมมองต่อการทำงานในระบบที่กว้างขึ้น โดยการออกไปค้นคว้าหาข้อมูลของแหล่งที่มาของปัญญาก่อนที่เราจะเริ่มทำอะไร
- มองเห็นเครือข่ายที่มากว่าแค่วงสุขภาพ เห็นโอกาสที่จะเชื่อมประเด็นปากท้อง ความสุนทรียะทางดนตรี หรือแม้แต่กฎหมายนโยบายที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรม
- การเติบโตภายใน ที่ต้องการเรียนรู้ด้วย ฟันใกล้ทั้งสมองและหัวใจ เมื่อคศน. เปิดโอกาสแห่งการเรียนต่อเรื่องภายในจิตใจต่อยอดความสมดุลย์ซึ่งอันนี้หวังจะกลับเอามาเยียวยาทั้งตนเองและสังรอบข้างในวันหน้า

อรุณวรรณ แม่มหล่าย (คศน. 6)