ห้องทดลองความจริง : ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย

ศรชัย ฉัตรวิริยะชัย หรือ ฉั่ว นักการละครที่ใช้ละครเป็นเครื่องมือในการสร้างความเปลี่ยนแปลง  และผู้ก่อตั้งคณะละครมาร็องดู ละครของผู้ถูกกดขี่  เคยมีหลายครั้งที่ เรามักจะได้ยินคำว่า ดูละครย้อนดูตัวเอง  เราจึงถามเรื่องการรู้จักตัวเองกับพี่ฉั่ว


“เราจะรู้ไปทำไม ถ้าสมมติเรื่องนึง มาจับเช่น stop bullying เด็กต้องการรู้จักตัวเอง ในวินาทีนั้น หรือ มันจะต้องเอาตัวรอดแล้ว เพราะในขณะที่โดนทำอย่างนี้ ไม่ใช่มาตั้งคำถามเชิงปรัชญา เพราะไอ้นี่มันกำลังอยู่ต่อหน้าคุณ แล้วมาถามว่าฉันจะต้องรู้จักตัวเองยังไง ไม่ มันไม่รอ มัน ปึ่ง! เลย  มันต่อยหน้าเลย เพราะงั้นความรู้นี้จึงต้องถามว่า โอเค เรามันใช้ประโยชน์ตอนนั้นอย่างไร เอามาคิดได้ แต่ตอนนี้ที่กำลังจะโดน bullying อยู่ หรือเขาแซวมาแล้ว ไม่ไหวแล้ว หรือรู้สึก depress  รู้สึกว่าไม่อยากพบหน้าใคร อยากอยู่แต่บ้าน อันนี้มากกว่า แล้วจะทำยังไงกับมัน ปัญหามันจะทำยังไง ไม่ใช่เราจะ ต้องมาถามว่า ยังไง คือมันโดนไปแล้ว มันโดนทำร้ายไปแล้ว แล้วทำไงที่จะออกมา การค้นหาคำถามนี้ มันจะไปค้นพบบางอย่างในตัวเรา ว่าตัวเราเป็นยังไง แต่ไปถามมันตรง ๆ เลย มันก็จะมุ่งไปอยู่ในเรื่องของความคิดและในเรื่องของปรัชญาจนจับต้องไม่ได้”

เมื่อการรู้จักตัวเองไม่ใช่ความสำคัญอันดับแรกเมื่อปัญหาอยู่ตรงหน้า แล้วอะไร ที่เป็นตัวตอบ ว่า ‘ฉันควรทำอะไรในเวลานี้’


มันเป็นคำถามที่พี่ต้องไปค้นหาในละครของพี่ไง งานของพี่ก็เหมือนงานทดลอง มันเป็นการเห็นว่ามีปัญหาแบบนี้ set up ขึ้นมาแล้วเอาไปลอง นำเสนอ สมมติว่าเป็นเรื่องของครู เราก็เอาไปให้ครูคนอื่นดู ว่าครูคนอื่นจะว่าอย่างไร มันมีครูตบบ้องหูเด็ก เราไม่ได้มาเป็น การตัดสินว่ามันไม่ดี หรือว่าครูทำอย่างนั้นมันไม่ใช่ หรือครูทำอย่างนี้ดีแล้ว เพราะว่า ทำให้เด็กได้มีอนาคต เราไม่ได้มีหน้าที่แบบนั้น เรามีหน้าที่นำเสนอว่าคุณดูนะ เรื่องมันเป็นแบบนี้ เพื่อที่เราจะได้เก็บข้อมูลและเห็นว่า สังคมเราก็มี reaction กับ ตรงนี้แบบนี้แบบนี้ เขาพยายามเสนอทางออกแบบนี้ แบบนี้ เราก็จะรู้ว่า ภูมิปัญญาของสังคมมันเป็นแบบนี้ และ มันทำแบบนี้ได้ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่าดีไหมนะ หรือ เราไม่รู้เหมือนกันว่ามันจะเอาไปเขียน how to ห้าข้อได้ไหม แต่เราได้ทำแล้วผลมันเกิดขึ้นกับคนตรงนั้นทันที อย่างการกระทบจิตใจเขา เมื่อเขาเห็นว่ามีคนข้างๆลุกขึ้นไป เพื่อแก้ไขอะไรบางอย่าง แต่เขาไม่พร้อมที่จะลุกขึ้นไป มันจะเห็นว่าคนลุกออกไปทำแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งบางครั้งมันอาจจะเฟลนะ บางทีมันก็สามารถทำให้เราคิดอะไรใหม่ๆได้”

พี่ฉั่วเล่าให้เราฟังถึงความแตกต่างของงานละครที่ต่างจากทำการวิจัย ที่ไม่ใช่เป็นการนับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า  หรือ การทำ infographic และไม่ใช่ how to

“ความรู้มือสองคือ ความรู้ที่เอาไว้ประดับมันก็เป็นความรู้หนึ่งสองสามสี่ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่เรียกว่า ‘ปัญญาปฏิบัติ’

มันไม่ได้เกิดขึ้น ทำไมมันไม่ได้เกิด เพราะว่าเรา ไม่เคยฝึกไง และไม่เคยลองทำ ดูว่าวิชาที่เขาบอกมา หนึ่ง สอง สามสี่ มันทำยังไง ก็เหมือนหนังสือทดลองวิทยาศาสตร์ ที่เคยได้ยินว่า เรามีหนังสือที่ดีมากเลย แต่ว่าโรงเรียนไม่ได้มีอุปกรณ์เหล่านั้นเลย ซึ่งครูก็ให้จินตนาการเอาว่า เอาอันนี้ใส่เข้าไปในหลอดแล้วมันจะกลายเป็นสีแดง จะบ้าหรอ! ใครจะไปนึกออก มันไม่ใช่แค่ how to ไง ถ้ามันเป็น how to จริงๆ เราได้แต่รู้ ในระดับความคิด ในระดับที่ลงมือทำหรือไปปะทะกับ เรื่องจริงเราจะทำอย่างไร แต่ละครเป็น platform มีที่ตรงนี้มันไปได้ เพราะมันจากความคิด ความรู้สึก การลงมือกระทำ ตรงนี้มันมีให้ครบเลยตรงนี้ ความรู้จึงเป็นเนื้อหนังมากกว่า เป็นความรู้ที่เปื้อนมือบ้าง ความรู้ที่ไม่เบื้อนมือเลย ก็เป็นความรู้ที่อยู่ในหัว”

“ด้วยวิธีการนี้แม้แต่คนที่ไม่ได้ลุกขึ้นไปก็ตามจะรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย จะรู้สึกว่า มันเป็นไปได้ที่มัน.. คือเหมือนเราจะทำอะไรบางอย่างแล้วเพื่อนคนนึงมัน เฮ้ย ลุย มันจะรู้สึกว่าอยาก จะลองทำ เหมือนถูกท้าทายไปในตัว มันก็เลยทำให้อยากลอง ซึ่งนี่คือความพิเศษของกระบวนการกลุ่ม ซึ่งมันทำไม่ได้ โดยดูผ่านจอ พวกนี้จะไม่สร้างให้เกิดความรู้สึกแบบนั้นเลย เพราะงั้นกระบวนการนี้มัน กลุ่มจึงสำคัญเพราะมันคือมนุษย์สัมผัสกับมนุษย์ไง ซึ่งสิ่งสำคัญมันจะเกิดขึ้นตอนนั้น ว่ามันสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมที่จะสปาร์คการเรียนรู้ของคนอย่างยิ่งยวด คนจะรู้สึกมีไฟลุกท่วมเลยนะ ถ้าเราสร้างบรรยากาศนี้ได้ เราไม่ต้องไปห่วงเรื่องการเรียนรู้เลย เพราะเราจะมองเห็น หน้าคนเลยว่า โดนไปละ กำลังว่าฉันจะต้องทำอะไรบางอย่าง
แล้วสิ่งเหล่านี้ที่มันเกิดขึ้นมันไม่ค่อยเกิดขึ้น ในโรงเรียน หรือ การศึกษาแบบเป็นรูปธรรม”

ห้องทดลองนี้ ไม่มีบทสรุป

“คราวนี้จะถามว่าจะทดลองไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีบทสรุป ใช่ไหม ก็คำว่าบทสรุปเป็นคำที่ถามว่า ให้ใครดู การจัดเรียงระเบียบองค์ความรู้เป็นกระบวนการของอำนาจ  การมีข้อสรุปมันฟังดูดี แต่มันทำเพื่อใคร ถ้าตอบว่าเพื่อการเรียนรู้ ต้องถามกลับไปอีกว่า การเรียนรู้ที่ไหนมันสรุปลงกระดาษ หนึ่งหน้า ห้าหน้า สิบหน้า มันไม่ได้ถูกจำกัดแค่นั้น เพราะงั้นความรู้ ที่เราต้องการให้เกิดขึ้น คือการติดตั้งวิธีการเรียนรู้แบบใหม่ให้กับตัวเองแล้วเขาก็นำสิ่งนี้ไปใช้ได้ กับสิ่งที่เขาอยากจะรู้ พี่ก็ยอมรับว่าพี่ ไม่ชอบการสรุป บทสรุป  โดยเฉพาะเรื่องที่มันสรุปได้ยาก จึงต้องทำมันเป็นละครไง เพราะ เรื่องที่สรุปได้ยากมีหลายเรื่องที่ปะปนกันอยู่ ทางศีลธรรมเอย ซึ่งมันก็ยังเถียงกันอยู่ มันก็ยังจะเถียงกันไปเรื่อย ๆ มันไม่มีทางที่จะบอกว่า จบละนะ สัจจะธรรมมันมีแค่นี้ แล้วก็ไม่สนุกด้วยที่สัจจธรรมมีแค่นี้”

“เมื่อเรารู้ว่า เราจะเรียนรู้อะไร   อย่างน้อยเราก็รู้ว่า กระบวนการเรียนรู้ที่ดีคืออะไร แล้วเราก็ติดตามการเรียนรู้ที่ดี แต่ถ้าใครมาข้อให้สรุปให้ว่าการเรียนรู้ ที่ดี หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า คืออะไร จะสรุปให้ก็ได้ แต่คุณก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถ ติดตั้งในตัวเขาได้ ซึ่งเขาก็ต้องใช้เวลา เช่นเดียวกัน”