‘บทที่ทบทวนในห้วงสนทนา’ : รศ.นพ. นันทวัช สิทธิรักษ์

หมอหนุ่ม หรือ รศ.นพ. นันทวัช สิทธิรักษ์ เล่าให้เราฟัง ถึงช่วงวัยที่สอบเทียบเรียนเก่ง เรียนอะไรดี
จึงสอบเข้าเรียนหมอ และพยายามเจาะลึกเฉพาะทาง แต่สุดท้าย เขากลับมานั่งทบทวนแล้วถามหาประโยชน์จริงๆ ที่สังคมได้รับคืออะไร
อันที่จริงค่านิยมการเรียนเก่ง และต้องสอบหมอ วิศวะ หรือ เราควรถนัดด้านใดด้านหนึ่งไปอย่างสุดทาง เหล่านี้ก็ยังคงล่องลอยอยู่ แม้ไม่ได้แสดงตัวเด่นชัด แต่ก็ถูกทำให้ไม่มีทางเลือกมากนัก ด้วยเหตุปัจจัยที่เราไม่มีเวลามากพอ หรือ ระบบ ไม่ได้เอื้อให้เรามีทางเลือกมากนักหรือไม่

My memorable experience: กิจกรรมพัฒนาศักยภาพหลัก (Core Module 6)

รู้จัก คศน. จากคุณหมอฟันที่เป็นเจ้านายมาก่อน เห็นท่านหายไปจากสำนักงานเป็นเวลาหลายวัน เมื่อกลับมามักมีเรื่องราวและกิจกรรมแปลกๆ มาให้เราลองทำ ทั้งมีหนังสือหลากหลายมาชวนอ่าน ตอนนั้นก็สนุกไปกับคุณหมอด้วย ต่อมาอีก 4 ปี คุณหมอท่านเดิมก็มาถามว่าอยากไปเรียนรู้แบบที่ท่านเคยไปไหม? ด้วยสิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเหลื่อมล้ำในความเป็นทันตาภิบาล การได้รับความเป็นธรรมจากระยบการบรรจุ หรือแม้กระทั้งการเข้าไปสู่การทำงานร่วมกับสภาวิชาชีพสาธารณสุข “หากน้องมีโอกาส ได้เข้าไปรู้จักผู้คนที่หลายหลาย และเรียนรู้กระบวนการการจัดการความคิด อาจจะมีคำตอบให้กับสิ่งที่ทำก็ได้น่ะ อย่างน้อยก็ได้พัฒนาตัวเองเพื่อทำงานเชิงระบบมากขึ้น” ประโยคนี้จึงทำให้ทันตาภิบาลคนหนึ่งกล้าที่จะก้าวเข้ามาเรียนรู้ คศน. แต่เมื่อได้เข้ามาครั้งแรก หลังว่าได้รับโอกาสมาเรียนรู้ การได้มาพบเจอเพื่อนๆ ที่ดูอลังการทั้งชื่อ ตัวประวัติและแนวทางการทำงาน ทำให้เราอยากจะถอนตัวทันที ด้วยความรู้สึกว่า “ตัวเล็กมาก” หากแม้แต่ด้วยกระบวนการเรียนรู้ที่ถูกจัดวางไว้ ประกอบกับตัวตนคนทำงานของเพื่อนๆ ในกลุ่มที่เปิดรับจึงทำให้เรามีแรงใจพอที่จะกล้าก้าวต่อ เริ่มต้นการเรียนรู้ผ่านประวัติศาสตร์ เดินทางสู่ใต้ เหมือนได้นั่งทัศนศึกษาที่ยาวนานมาก การได้เรียนรู้เรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์ การไปสัมผัสสถานที่จริง หรือแม้แต่การได้พูดคุยกับผู้รู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สนุกมากกว่าวิชาสังคมในสมัยเด็ก แต่สิ่งที่ได้มากว่าคือ มิตรภาพจากการเดินทางที่ได้จากเพื่อนๆ ได้รู้เรื่องราว ความรู้ การงาน และความคิดตลอดเส้นทางที่ลงใต้ พี่ชัยวัฒน์ ผอ.รพ.สต. 2 เตียง ที่มีภรรยาเป็นรุ่นพี่ทันตาภิบาล ท่านน่ารักมาก เห็นความใส่ใจในประเด็นสุขภาพแบบพึ่งพิงของกลุ่มคนในชุมชน เห็นการเคารพในความรู้ที่พัฒนาได้ของคนที่พี่ชัยวัฒน์เชื่อ […]

ทำความรู้จักกับการเป็น “นัก” อื่นๆของ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล

“หากท่านไม่ยอมยกเลิกสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอันดามัน เราจะอดอาหารจนชีวิตตายไป”
ช่วงหนึ่งของแถลงการณ์ประท้วงอารยะขัดขืน หนึ่งในภาพจำของ
ประสิทธิ์ชัย หนูนวล คือนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวพัทลุง ที่พากลุ่มคน มาเรียกร้องเพื่อให้ยุติ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่กระบี่-เทพา ที่ได้รับชัยชนะในที่สุด นั้นหมายถึงการยุติการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหินได้ ด้วยเหตุนี้  ชัย หรือ ประสิทธิ์ชัย หนูนวล  ภาพลักษณ์ ของเขาจึงยังคง เป็น นักประท้วง นักเคลื่อนไหว เรื่องสิ่งแวดล้อม ถ้าอย่างนั้น เมื่อ โครงการโรงไฟฟ้า ยุติแล้ว พี่ชัยทำอะไรต่อ นั่นคือคำถามที่อาจะเกิดขึ้นว่าวันๆคนเหล่านี้เขาทำอะไร หรือ จะมานั่งอดข้าวประท้วงแค่เรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินไปเพื่ออะไร  เมื่อเราอยากรู้จักมากกว่าการเป็นนักประท้วง บทสนทนาเหล่านี้จึงเกิดขึ้น เพื่อค้นหาความเป็นนักทั้งหลายของชายผู้นี้

อุดมคติกับสังคมไทยในยุคอลหม่าน

วงเสวนา ‘อุดมคติกับสังคมไทยในโลกยุคอลหม่าน’ เป็นความพยายามที่จะหาคำตอบในประเด็นที่ว่า เราจะจัดวางท่าทีเช่นไรกับอุดมคติในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ภายใต้สังคมไทยที่ถอยหลังลงคลองเช่นนี้
วงพูดคุยครั้งนี้จัดขึ้นโดย เครือข่ายพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างสุขภาวะ (คศน.) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อแนวทางการทำงานของภาคประชาสังคมต่างๆ ในการรับมือกับสภาพความเป็นไปสังคมที่เป็นอยู่

ภาพอันพร่าเลือนของอนาคตผู้นำ (ไทย)

หากเราบอกว่าทุกคนควรเป็นผู้นำ อาจเหมือนเป็นการผลักภาระไปให้ทุกคนหรือไม่ ขณะที่คนที่มีหน้าที่รับผิดชอบก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ผมกำลังรู้สึกว่าสถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญในปัจจุบัน เป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครรู้เลยว่า อะไรคือเรื่องที่สำคัญ มันเป็นสถานการณ์ที่มีทั้งความซับซ้อน สับสนอลหม่าน ไม่แน่ไม่นอน เปลี่ยนแปลงเร็ว

รอยยิ้มต้องเท่าเทียม: ทพญ.มาลี วันทนาศิริ

ถ้าเราคิดว่าเราไม่เกี่ยว เราทำอะไรไม่ได้ มันก็จะไม่มีจุดเริ่มต้น จริงๆ ส่วนหนึ่งก็เป็นอย่างนั้นด้วย ด้วยความที่เราทำงานอยู่ในระบบจำกัด ทำกับคนที่ไม่ค่อยเยอะ แล้วโรคของเราก็เป็นโรคเฉพาะด้วย คือถ้าเทียบกับแพทย์นะ แพทย์จะสัมผัสโรคที่ภาพรวม แต่เราอยู่แค่ช่องปากเล็กๆ จึงรู้สึกเป็นข้อจำกัดส่วนตัว พยายามช่วยๆ ดึงกันออกมา

13 ปีชายแดนใต้ ความหวังยังมี

ไม่ว่าอีก 5 ปี 10 ปี หรือ 20 ปี ประชาชนสามจังหวัดชายแดนใต้ก็ยังคงเฝ้ารอที่จะเห็นความสงบสุขบังเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง ตราบใดที่ยังมีความหวังและไม่สิ้นศรัทธาต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพไปเสียก่อน

เพื่อนร่วม ‘โรค’: เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล

ทั้ง 2 กระทรวงทำงานคัดง้างกันเอง เป้าหมายการทำงานและความเชื่อก็ต่างกันสิ้นเชิง กระทรวงสาธารณสุขต้องการให้คนมีสุขภาพดี แต่กระทรวงพาณิชย์เน้นเรื่องการค้า ส่งเสริมแบบไหนก็ได้ให้ประเทศมีกำไรมากๆ รวมถึงให้มีการจดสิทธิบัตรเยอะๆ

1 2 3